ตอนที่ 425 อ้างว้าง
ซางเจี้ยนสยงที่กำลังสารภาพความผิดอยู่พลันเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าเปล่งประกายแห่งความหวังแบบแปลกๆ ขึ้นมาในชั่วพริบตา ก้มหัวโขกศีรษะให้ป้ายบรรพชน โขกศีรษะต่อเนื่องสามครั้ง ยกสองมือกางแขนเสื้อออกแล้วลุกขึ้นทันที หันหลังเดินฉับๆ ออกไปนอกศาลบรรพชน
“ฝ่าบาท!” เถียนอวี่และก่าเหมี่ยวสุ่ยที่รออยู่หน้าประตูพากันถวายความเคารพ
ซางเจี้ยนสยงโบกมืออย่างทนไม่ไหว สื่อว่าไม่ต้องมากพิธี เขาจ้องมองเถียนอวี่พลางเอ่ยถาม “แน่ใจหรือว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในหนานโจว”
เถียนอวี่ตอบอย่างนอบน้อม “กระหม่อมได้รับข่าวมาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทำการส่งคนไปตรวจสอบยืนยันซ้ำแล้ว ซางเฉาจงถูกควบคุมตัวไว้จริงๆ ไพร่พลของเขาก็ถูกแบ่งแยกออกไปเพื่อควบคุม เป็นไปตามที่หนิวโหย่วเต้าบอกมา เจตนาของสำนักหยกสวรรค์แน่ชัดแล้วว่าต้องการควบคุมซางเฉาจงแล้วให้การสนับสนุนเฟิ่งหลิงปอพ่ะย่ะค่ะ! เรื่องนี้ได้รับการยืนยันแล้ว ไม่มีทางผิดพลาดแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
ก่อนหน้านี้หลังจากที่ก่าเหมี่ยวสุ่ยและพระสนมโจวกุ้ยเฟยนำข่าวกลับมา ทางนี้กังวลมาตลอดว่าจะมีเล่ห์กลอันใดแอบซ่อนอยู่ ข่าวความเปลี่ยนแปลงของทางมณฑลหนานโจวที่ได้รับมาในครั้งนี้ก็ไม่กล้าเชื่อเช่นกัน ดังนั้นจึงตรวจสอบยืนยันซ้ำอยู่หลายครั้งถึงจะกล้ากราบทูลจริงๆ
“ฮ่าๆ!” ซางเจี้ยนสยงพลันเชิดหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะอย่างปรีดายิ่ง จากนั้นชี้มือออกไป ชี้ไปยังความว่างเปล่าพลางร้องด่าออกมาด้วยสีหน้าถมึงทึง “ซางเฉาจง! เป็นลูกหลานสกุลซางแต่กลับทำลายรากฐานบรรพบุรุษตน ทุ่มเทกำลังไปมากมาย สุดท้ายกลับเป็นผู้อื่นที่ได้ผลประโยชน์ไป น่ารังเกียจนัก แม้แต่สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างเจ้าแล้ว นี่ก็คือจุดจบของเจ้า…”
หลังจากด่ากราดระบายอารมณ์กับลมฟ้าอากาศแล้ว เขาก็เดินวนกลับไปกลับมาอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน
ผ่านไปสักพักก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง ซางเจี้ยนสยงเอ่ยถามอย่างลังเลว่า “หนิวโหย่วเต้าเป็นคนของไอ้หลานทรพีนั่น ไฉนถึงมาช่วยออกความคิดให้ข้าได้ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามันค่อนข้างไร้เหตุผล?”
เถียนอวี่เอ่ยว่า “ก็เข้าใจได้ไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาเองก็ไร้กำลังจะกอบกู้สถานการณ์ได้เช่นกัน สำนักหยกสวรรค์ทำลายผลประโยชน์ของเขา ภายหน้าหากมีโอกาสก็ยังไม่แน่ว่าจะยอมปล่อยให้เขารอด หากเขาสบโอกาสที่สามารถล้างแค้นได้ ไหนเลยจะยอมปล่อยสำนักหยกสวรรค์ไปได้พ่ะย่ะค่ะ?”
ก่าเหมี่ยวสุ่ยประสานมือเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาทลองไตร่ตรองดูสิพ่ะย่ะค่ะ สำนักหยกสวรรค์ให้การสนับสนุนเฟิ่งหลิงปอ แต่ทางราชสำนักกลับแต่งตั้งซางเฉาจงเป็นผู้ว่าการมณฑลหนานโจว หากเฟิ่งหลิงปอขึ้นปกครองมณฑลหนานโจว ก็จะถูกมองว่าได้ตำแหน่งมาอย่างไม่โปร่งใส ที่สำคัญคือในมณฑลหนานโจวยังมีไพร่พลอีกสองแสนนายที่ขึ้นตรงต่อซางเฉาจง หากประกาศราชโองการนี้ลงไป ก็จะสามารถยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งได้ ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันขึ้นมา ราชสำนักก็สามารถฉวยโอกาสลอบยุแยงตะแคงรั่ว เสี้ยมให้ความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายขยายใหญ่ขึ้น กระทั่งเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน ราชสำนักก็จะสบโอกาสเหมาะที่จะยึดมณฑลหนานโจวกลับคืนมาอย่างง่ายดาย ถึงแม้แผนการจะมาจากหนิวโหย่วเต้า แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับว่าวิธีนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างน้อยก็สามารถก่อกวนให้มณฑลหนานโจวตกอยู่ในความวุ่นวาย ทำให้สำนักหยกสวรรค์ยากจะทำอะไรตามใจตัวเองได้พ่ะย่ะค่ะ!”
….
ลมกระจ่างจันทราส่องสว่าง บนเนินเขามีผีเสื้อจันทราเกาะกิ่งไม้ให้แสงสว่างอยู่
ใต้ต้นไม้มีคนสองคนนั่งตรงข้ามกันบนโต๊ะศิลา หนิวโหย่วเต้าและเซียวเทียนเจิ้นกำลังเดินหมากด้วยกันอยู่ใต้แสงจันทร์ มีหมู่ดาวส่องระยิบระยับอยู่ห่างไกลออกไป艾琳小說
หลังจากวางเบี้ยตัวหนึ่งลงไป ในที่สุดเซียวเทียนเจิ้นก็เอ่ยทำลายความเงียบ “สรุปแล้วท่านจับข้ามาทำไม?”
หนิวโหย่วเต้ายิ้มให้ “ข้าบอกไปแล้วว่าไม่มีทางทำอะไรคุณชายแน่ ท่านอาศัยอยู่ในมหานครอันรุ่งเรืองมายาวนาน ออกมาพักผ่อนสงบใจในธรรมชาติ มีสายลมและแสงจันทร์คลอเคลียเป็นเพื่อน คุณชายไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสุนทรีย์หรอกหรือ?”
เซียวเทียนเจิ้นเอ่ยขึ้นว่า “เต้าเหยี่ยมีสุนทรีย์นัก แต่การลักพาตัวคนผู้หนึ่งมาเกรงว่าจะไม่น่าสุนทรีย์สักเท่าไร ข้าเคยแสดงความจริงใจต่อหยวนกังไปอย่างเปิดเผย คาดว่าหยวนกังคงรายงานต่อเต้าเหยี่ยแล้วกระมัง?” พอได้ยินทุกคนที่นี่ล้วนเรียกขานหนิวโหย่วเต้าว่าเต้าเหยี่ย เขาก็ปฏิบัติตามอย่างมีมารยาท
หนิวโหย่วเต้าวางเบี้ยตัวหนึ่งลงบนกระดานหมาก จากนั้นชักมือกลับพลางกล่าวว่า “บอกแล้ว”
เซียวเทียนเจิ้นพลันจับตามองปฏิกิริยาของเขาทันที “ไม่ทราบว่าเต้าเหยี่ยมีความเห็นเช่นไร?”
หนิวโหย่วเต้ายิ้มละไม “ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้”
เซียวเทียนเจิ้นส่ายหน้า “เต้าเหยี่ยมีอิทธิพลต่อซางเฉาจงเพียงใดยังต้องให้ข้าพูดอีกหรือ?”
หนิวโหย่วเต้ากล่าวว่า “อายุยังน้อย อย่าได้ทำเรื่องโง่ๆ เลย แม่ลูกร่วมใจกันไม่ดีหรือ?”
เซียวเทียนเจิ้นเอ่ยว่า “เรื่องอายุใช่ปัญหาหรือ? เต้าเหยี่ยอายุได้สิบกว่าปีก็ถูกสำนักสวรรค์พิสุทธิ์กักบริเวณไว้ห้าปี อายุเพิ่งย่างยี่สิบต้นๆ ก็มาโน้มน้าวให้ท่านแม่ข้าช่วยซางเฉาจงยึดจังหวัดชิงซาน ทั้งยังแบกรับอันตรายจากการสังหารราชทูตแคว้นเยี่ยนไว้ จากนั้นก็ก่อวีรกรรมต่างๆ ขึ้นในแคว้นฉี จัดหาม้าศึกให้ซางเฉาจงได้สามหมื่นตัว ทุกอย่างที่เต้าเหยี่ยกระทำลงไปสามารถนำเรื่องอายุมาประเมินตัดสินได้หรือ? เต้าเหยี่ยถูกสำนักสวรรค์พิสุทธิ์กักบริเวณมาห้าปี แต่ข้าถูกผู้อื่นใช้เป็นหุ่นเชิดมาสิบกว่าปีแล้ว ท่านกับข้าหัวอกเดียวกัน!”
ถึงแม้ตอนอยู่ในมณฑลจินโจวเขาจะถูกควบคุมไว้ตลอด แต่พ่อบ้านจูซุ่นยังคงแอบเปิดเผยข่าวและสถานการณ์บางส่วนให้เขาทราบ
หนิวโหย่วเต้ายกยิ้มมุมปาก ถามออกไปว่า “ท่านอยากจะเจรจาเรื่องการร่วมมือกับข้าหรือ?”
เซียวเทียนเจิ้นรวบรวมความกล้าเอ่ยไปว่า “ในเมื่อเป็นเรื่องที่จะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย เจรจากันหน่อยคงไม่มีอะไรเสียหายกระมัง?”
หนิวโหย่วเต้าเอ่ยเนิบๆ ว่า “ท่านจะเอาอันใดมาเจรจากับข้าล่ะ? แล้วท่านทำอะไรในมณฑลจินโจวได้บ้าง? เอาไว้ท่านมีคุณสมบัติพอจะเจรจากับข้าได้แล้วค่อยมาคุยกันเถอะ!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมิ่นหยาม เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววยั่วยุอย่างจงใจ
เซียวเทียนเจิ้นกำสองมือแน่น ใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อย รู้สึกเสียหน้าและอับอาย
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีอารมณ์จะเดินหมากต่อแล้ว
กระทั่งเซียวเทียนเจิ้นจากไป หนิวโหย่วเต้าถึงเดินไปที่ริมผา แขนเสื้อกว้างปลิวสะบัดไปด้านหลังตามแรงลม เขายกมือไพล่หลังทอดสายตามองเดือนดาว แววตาลุ่มลึก
ท่ามกลางสายลมยามราตรี เงาร่างอ้อนแอ่นของก่วนฟางอี๋ปรากฏขึ้นข้างกาย นางยกมือกอดอก เอ่ยอย่างสบายๆ ว่า “รูปการณ์ของมณฑลหนานโจวแน่ชัดแล้ว ทางนั้นอาจมีภัยถึงชีวิตได้ตลอดเวลา หากรอเช่นนี้ต่อไป ระวังพวกซางเฉาจงจะตายเอาได้นะ”
อาภรณ์ปลิวไสวไปตามแรงลม หนิวโหย่วเต้าหลับตาฟังเสียงลมอยู่ใต้จันทรา เอ่ยเนิบๆ ว่า “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอต่อไปอีกหน่อย เอาไว้สถานการณ์สุกงอมเต็มที่ถึงจะลงมือได้! ข้าทิ้งวิธีแก้ไขภัยคุกคามชีวิตไว้ให้พวกเขาแล้ว พวกเขาคงไม่ถึงขนาดที่ว่ามีภัยร้ายแรงถึงชีวิตคืบคลานมาใกล้แล้วยังไม่รู้สึกตัว”
ก่วนฟางอี๋เอ่ยถาม “เจ้าทำตัวมีลับลมคมนัยไม่เปิดเผยมาตลอด หากเกิดเหตุเหนือความคาดหมายอันใดขึ้นจะจัดการอย่างไร?”
หนิวโหย่วเต้ากล่าวว่า “หากเผยออกไปจนหมด พวกเขาคงไม่รอให้ถึงตอนสุดท้าย มีโอกาสที่พวกเขาจะเปิดถุงแพรเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าเกิดสำนักหยกสวรรค์ติดต่อไปหาวังสวรรค์หมื่นวิมานก่อนล่วงหน้า…สรุปคือเราต้องยื้อเวลาให้พวกหยวนกังได้มีเวลาลงมือในมณฑลจินโจวมากพอ หากเกิดเหตุเหนือความคาดหมายขึ้นจริงๆ เช่นนั้นก็กล่าวได้เพียงว่าพวกเขาโชคไม่ดีเท่านั้น”
ก่วนฟางอี๋เอ่ยว่า “ตอนนี้พวกเขาถูกสำนักหยกสวรรค์ควบคุมไว้อย่างเข้มงวด คิดจะติดต่อคงทำได้ยาก สรุปแล้วในถุงแพรใบนั้นของเจ้าใส่อะไรไว้กันแน่?”
หนิวโหย่วเต้าเพียงหัวเราะหึหึ
….
เมื่อมาถึงศาลาว่าการ เฟิ่งหลิงปอสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังเรือนปีกส่วนใน มองเห็นเหมิงซานหมิงนั่งนิ่งบนรถเข็นอยู่ข้างศาลาริมน้ำ หลัวอันที่เข็นรถให้ก็ยังอยู่เช่นกัน ไม่ได้หลบหนีไปไหน เขาจึงโล่งใจขึ้นมา
ก่อนจากไปเผิงโย่วไจ้ได้กำชับอยู่หลายครั้งว่าฝ่ายนั้นมิใช่คนที่จะจัดการกันได้ง่ายๆ จำเป็นต้องระวังเอาไว้ อย่าได้ปล่อยให้เกิดพิรุธอันใดขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าหนิวโหย่วเต้าหายไปไหน ไม่รู้ว่าจะเล่นเล่ห์กลอันใดขึ้นหรือไม่ จำเป็นต้องระมัดระวังเอาไว้ให้ดี
การหายตัวไปอย่างกะทันหันของหนิวโหย่วเต้ากลายเป็นปมในใจของเผิงโย่วไจ้ เขากังวลว่าหนิวโหย่วเต้าจะสอดมือเข้าแทรกแซง แต่ก็คิดไม่ออกว่าหนิวโหย่วเต้าจะลงมือจากตรงไหน นั่นคือคนที่สามารถเอาม้าศึกสามหมื่นตัวออกมาจากแคว้นฉีได้เชียวนะ!
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟิ่งหลิงปอ เขาเร่งเดินไปที่ศาลาริมน้ำ ประสานมือเอ่ยกับเหมิงซานหมิงว่า “แม่ทัพเหมิง ได้ท่านมาคอยช่วยกำหนดรูปการณ์ของมณฑลหนานโจวให้มั่นคง นับเป็นวาสนาของผู้เยาว์ วันหน้าคงต้องขอคำชี้แนะจากแม่ทัพเหมิงอีกมาก”
เหมิงซานหมิงพยักหน้านิดๆ “ท่านผู้ว่าการให้เกียรติกันเกินไปแล้ว ข้าย่อมต้องพยายามอย่างเต็มกำลัง!”
“ดี!” เฟิ่งหลิงปอเองก็ไม่ว่างพอจะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ได้ เขาเอ่ยอย่างสุภาพว่า “ผู้เยาว์ยังมีธุระยิบย่อยอีกมาก ขอตัวลาก่อน หากท่านแม่ทัพเหมิงต้องการสิ่งใด ก็สามารถสั่งการลูกน้องได้เต็มที่”
เหมิงซานหมิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านผู้ว่าการไม่จำเป็นต้องสนใจข้าหรอก รีบไปเถิด!”
เฟิ่งหลิงปอจึงจากไป แต่พอเดินไปถึงหน้าประตูวงเดือน เขาก็เหลียวมองชายชราบนรถเข็นข้างศาลาริมน้ำอีกครั้ง ดวงตาฉายแววมีเลสนัย จากนั้นสาวเท้าเดินผ่านออกไปนอกประตูวงเดือน
หลัวอันฉีกยิ้มเอ่ยไปว่า “ท่านแม่ทัพ ข้ามาจากกององครักษ์เลิศล้ำห้าวหาญนะขอรับ ยามที่ต้องเข้าสู่สนามรบ ตัวข้าหลัวอันเคยหวาดกลัวความตายตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
น้ำเสียงของเหมิงซานหมิงไม่ดัง ทว่าชัดถ้อยชัดคำ “ลูกชายของเจ้าคงโตไม่น้อยแล้วใช่ไหม?”
หลัวอันหัวเราะแหะๆ เอ่ยตอบว่า “คนโตอายุสิบสอง คนเล็กเจ็ดขวบขอรับ” ว่าจบก็โคลงศีรษะคล้ายจะค่อนข้างเขินอาย เอ่ยออกมาอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อยว่า “ท่านแม่ทัพ ภรรยาข้าบอกว่ารอให้เจ้าคนโตโตกว่านี้อีกหน่อยอยากจะเชิญท่านแม่ทัพไปช่วยอบรมสั่งสอนขอรับ”
เหมิงซานหมิงที่นั่งบนรถเข็นยิ้มจางๆ “ภรรยาเจ้าไม่อยากให้ลูกชายเข้ากองทัพ นี่เป็นความคิดของเจ้ามากกว่ากระมัง?”
“แหะๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละขอรับ” หลัวอันยิ้มแห้งๆ ค่อนข้างกระอักกระอ่วน นี่เป็นความคิดส่วนตัวของเขาจริงๆ
เหมิงซานหมิงหันไปมองเขา ยื่นมือไปด้านหลัง ตบหลังมือเขาเบาๆ “ภรรยาเจ้าเคยบอกว่าอยากให้บุตรชายของเจ้าได้ศึกษาเล่าเรียนกับหลานรั่วถิง นางเอ่ยปากแล้ว เสี่ยวหลานไม่มีทางปฏิเสธแน่ ทำตามความเห็นของนางเถิด ให้บุตรชายของบ้านเจ้าติดตามท่านอ๋องไปก่อน ท่านอ๋องจะช่วยดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีแน่นอน เจ้าวางใจได้!”
หลัวอันซึมไปเล็กน้อย แต่ด้วยการตบหลังมือเบาๆ ของเหมิงซานหมิง ทำให้เขาไม่ได้เอ่ยโต้แย้งอันใดเช่นกัน
เหมิงซานหมิงหันกลับมาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลง ฝ่ามือตบลงบนพนักวางแขนเบาๆ เสียงฮัมเพลงที่มีท่วงทำนองซับซ้อนค่อยๆ แว่วออกมาจากปาก ร่างกายที่ซูบผอมดูอ้างว้าง
…………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชันพิชิตหล้า หนึ่งมรรคาสยบฟ้า