บทที่ 25 เจรจาธุรกิจ
ณ ร้านขายรถ
ฉิงเทียนนั้นซื้อรถSUVของเมอร์เซเดส-เบนซ์(SUVคือรถอเนกประสงค์5ประตู)พร้อมด้วยรูปถ่ายและประกัน ซึ่งฉิงเทียนได้จ่ายไป 1.1 ล้านหยวน
ฉิงเทียนมองดูรถที่กำลังคำรามพร้อมกับพนักงานขายที่ต้อนรับเขาอย่างมีมารยาท
“อื้ม ช่างเป็นรถที่เยี่ยมจริงๆ!” ฉิงเทียนกล่าว
ฉิงเทียนจึงได้ขับรถออกไปตามถนน สำหรับผู้ชายแล้วไม่มีใครที่ไม่ชอบรถ ในฐานะที่เป็นผู้ชายแล้วแน่นอนว่าฉิงเทียนก็เช่นเดียวกัน แต่ทว่าแต่ก่อนนั้นเขาไม่สามารถที่จะซื้อรถขับเองได้เลย แต่ในเวลานี้เขามีรถเป็นของตัวเองแล้ว แน่นอนว่าฉิงเทียนนั้นมีความสุขมากที่ได้ขับรถ
ขับรถภายใต้แสงไฟที่ส่องผ่าน เขาควบทะยานรถจนมาถึงคอนโดชีจีหัวหยวน!
ฉิงเทียนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและทันใดนั้นก็ได้รับสายโทรศัพท์ติดต่อมาจากลุงเฉิง ซึ่งบอกว่าที่ไร่นั้นผลไม้สุกแล้ว และมีนักธุรกิจที่มาเพื่อติดต่อขอซื้อผลไม้จากไร่
ฉิงเทียนจึงได้ขอให้ลุงเฉิงนั้นบอกกับเถ้าแก่คนนั้นว่าเขาจะกลับไปที่ไร่ในวันเสาร์ เดิมทีเขาตั้งใจที่จะซื้อไร่แอปเปิลเพื่อให้ทำเงินอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น เขาไม่ได้คิดที่จะใช้ทำเงินจริงจังมากเท่าไรนัก แต่ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันที่มีคนยินดีที่จะซื้อผลไม้ ฉิงเทียนจึงคิดที่จะพาซูเสวี่ยไปพร้อมกับเขาในวันเสาร์ด้วย
จะว่าไป ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยเลยดีกว่า! ไปผ่อนคลาย! จากนั้นเขาจึงได้โทรศัพท์ไปหาแต่ละคนเพื่อบอกเรื่องนี้
หลังจากที่เรียบร้อยแล้ว ฉิงเทียนก็พลันนึกถึงเรื่องของชายผู้ที่ฝึกวิชาที่เขาพบในวันนี้ที่งานประมูล
ฉิงเทียนนั้นก็ไม่รู้ว่าการฝึกวิชาบนโลกจริงๆแล้วเป็นอย่างไร
“อืม ลองถามตือโป๊ยก่ายดูดีกว่าว่าเขาทราบเรื่องนี้หรือไม่นะ” ฉิงเทียนคิด
ตั้งแต่คราวก่อนที่เขาขายชุดสูทให้ตือโป๊ยก่าน ตือโป๊ยก่ายจึงได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉิงเทียน และเป็นเพราะว่าฉิงเทียนเองก็เป็นผู้ฝึกวิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์ด้วย ซึ่งตือโป๊ยก่ายเองก็เป็นผู้ใช้วิชาเดียวกัน
ฉิงเทียนนั้นเคยบังเอิญหลุดปากไปว่าเขานั้นฝึกวิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์ หลังจากที่ตือโป๊ยก่ายทราบเรื่องนี้ เขาก็ยินดีอย่างมากที่จะเป็นอาจารย์ให้เขา ซึ่งฉิงเทียนเองก็ได้ยกยอปอปั้นเขาไปพอสมควรอยู่
ในเวลานี้สามารถพูดได้เลยว่าฉิงเทียนนั้นสนิทกับตือโป๊ยก่ายมากที่สุดในสวรรค์แล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นฉิงเทียนก็ได้เปิดโทรศัพท์มือถือเข้าถาวเป่าสวรรค์เพื่อติดต่อหาตือโป๊ย: “ลูกพี่หมู อยู่ไหมครับ!”
หลังจากนั้นไม่นาน ตือโป๊ยก่ายก็ได้ตอบกลับมา: “คุณต้องการให้ลูกพี่หมูคนนี้ช่วยอะไรรึ? หรือว่ามีอะไรที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิชาแปลงกาย 36 ท่ารึ?”
ฉิงเทียนตอบกลับไป: “ไม่ใช่ครับ คือวันนี้ผมได้ไปเจอคนที่ฝึกวิชาบนโลก ผมจึงอยากที่จะถามลูกพี่ว่าสำนักสอนฝึกวิชาบนโลกนั้นเป็นอย่างไรครับ”
ตือโป๊ยก่ายจึงได้ตอบกลับไป: “ข้าเองก็ไม่ได้ลงไปที่โลกมนุษย์ได้ซัก 10000 ปีแล้วล่ะมัง ดังนั้นข้าจึงไม่รู้เรื่องของสำนักพวกนี้เป็นพิเศษหรอก แต่ก็คงต้องมีอยู่บ้างล่ะ!”
“ตั้งแต่โบราณกาลมา ในตอนที่ท่านหงจวินเหล่าจู่ ได้ทำการแบ่งแยกอาณาเขตออกมาเพิ่มอีก 3 เขตแดน ได้แก่แดนของพุทธ แดนของเต๋า และแดนของปีศาจซึ่งต่างก็รักษาธรรมเนียมของตัวเองเอาไว้ในแดนของตัวเอง”
ฉิงเทียนพูดในใจ: ทั้งๆที่มีการแบ่งเขตแดนตั้งมากมายแท้ๆ แต่ทำถึงไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้บนโลกมาก่อนเลยนะ
ด้วยความสงสัยเขาจึงได้ถามกลับไป: “ลูกพี่หมูครับ ทำไมผมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องของเขตแดนเหล่านี้มาก่อนเลยครับ”
“พวกข้าเองก็อยากที่จะถามเรื่องโลกมนุษย์เหมือนกัน ในปัจจุบันคนสุดท้ายที่ขึ้นมาที่นี่ก็ตั้งแต่เมื่อ 1 พันปีก่อนแล้ว เกิดอะไรขึ้นบนโลกกันแน่?” ตือโป๊ยก่ายได้พิมพ์ถามเขาโดยส่งสติกเกอร์แสดงอารมณ์สงสัยตามมาด้วย
มองดูคำถามที่ตือโป๊ยก่ายได้ตามเขามาในโทรศัพท์มือถือ ฉิงเทียนก็ได้คิ้วขมวดและคิดถึงเรื่องของพลังวิญญาณ ในเวลานี้มีการพัฒนาในด้านของเศรษฐกิจในยุคสมัยของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีมลพิษมากขึ้นเรื่อยๆ และต้นไม้เองก็ถูกตัดโค่นลงไปมาก อากาศสดชื่นที่จะให้หายใจยังไม่มีด้วยซ้ำ! “ลูกพี่หมูครับ ในเวลานี้โลกมนุษย์นั้นมีพลังวิญญาณเหลืออยู่น้อยมาก ผมเองก็ยังต้องพึ่งน้ำวิญญาณในการฝึกเลยครับ”
“อะไรนะ! พลังวิญญาณเบาบางอย่างนั้นรึ มิน่าล่ะถึงไม่มีใครขึ้นมานานมากแล้ว!” ตือโป๊ยก่ายที่อยู่บนสวรรค์พูดขึ้นมาด้วยความลำบากใจ
“เมื่อ 1000 ปีก่อนมีคนที่ขึ้นไปได้ด้วยเหรอครับ” ฉิงเทียนถามเขาอย่างสงสัย “ชายคนที่ขึ้นไปบนสวรรค์นั้นเป็นใครเหรอครับ ลูกพี่หมู”
“รู้สึกว่าจะชื่อจางซันเฟิงนะ” ตือโป๊ยก่ายตอบ
“อะไรนะจางซันเฟิง มีคนชื่อนี้อยู่จริงๆด้วยเหรอเนี่ย!” ฉิงเทียนคิดมาตลอดว่าคนคนนี้มีตัวตนอยู่ในแค่นิยายเท่านั้น
“เมื่อ 1 พันปีก่อน ข้าได้ยินมาจากจางซันเฟิงว่าบนโลกนั้นมีสำนักใหญ่ๆอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น สำนักซูซาน สำนักง้อไบ๊ สำนักคุนหลุน สำนักเส้าหลิน สำนักโลหิต และสำนักเล็กๆที่ข้าจำไม่ได้อีกมากมาย”
ฉิงเทียนมองดูทั้งคู่แล้วก็ยิ้มออกมา “เถ้าแก่ทั้งสองนั่งลงก่อนครับ!”
หวงเห่า จ้าวก่าง และซูเสวี่ยมองไปที่ใบหน้ายิ้มแบบนักธุรกิจของฉิงเทียนแล้ว พวกเขาต่างก็รู้สึกขำในใจของพวกเขา แต่ยังคงตีสีหน้าจริงจังกันอยู่
“ในเมื่อทั้งสองคนมาที่นี่เพื่อซื้อผลไม้ของผม ก็แสดงว่าพวกคุณคงจะได้ลองชิมผลไม้ของผมไปแล้วสินะครับ!” เขาปอกเปลือกส้มขึ้นมาและเอาเข้าปากของเขา
“แน่นอนครับ ผมได้ลองแล้ว!” ทั้งสองคนพูดพร้อมกัน
“พวกคุณอาจจะไม่พอใจ แต่ผลไม้เหล่านี้ดีกว่าของในตลาดที่ไหนๆอย่างแน่นอน และผมขายทั้งหมดนี่ในราคา 10 หยวนต่อชั่ง!” ฉิงเทียนพูด
เถ้าแก่ทั้งสองคนต่างก็หันมามองกันเองและสุดท้ายก็ยิ้มแบบแห้งๆออกมา: “เถ้าแก่ฉิง ราคาของคุณค่อนข้างแพงไปหน่อยนะ ราคานี้น่ะสามารถซื้อส้มได้ 1.5 ชั่งเลยนะ! มีเพียงส้มที่นำเข้าจากต่างประเทศถึงจะขายในราคา 15 หยวนต่อชั่ง ซึ่งมันอาจจะไม่เหมาะสำหรับพวกคุณที่จะขายในราคานั้นนะครับ”
“ฮ่าๆ เถ้าแก่หลี่ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ คุณเคยเจอส้มที่ไหนในตลาดที่อร่อยเท่าของผมรึเปล่าล่ะครับ? แล้วทำไมถึงต้องซื้อส้มราคาแพงๆจากต่างประเทศในเมื่อซื้อจากในของประเทศตัวเองล่ะ? ดังนั้นทำไมผมถึงไม่สามารถขายในราคานั้นได้ล่ะครับ?”
“พวกคุณก็ได้ลองชิมส้มของผมไปบ้างแล้วและรู้สึกดีต่อร่างกายของพวกคุณใช่ไหมล่ะครับ ไม่อย่างนั้นพวกคุณคงไม่กลับมาที่ไร่แห่งนี้หรอก” ฉิงเทียนมองทั้งสองคนและพูดด้วยรอยยิ้ม
แล้วซูเสวี่ยก็เดินมาที่ข้างๆเขาแล้วพูดขึ้น “เถ้าแก่ทั้งสองท่าน ถ้าคุณไม่คิดจะซื้อ พวกเราก็ไม่บังคับคุณ แต่ผลไม้เหล่านี้มันต่างจากของที่อื่นๆ ซึ่งมีผลสรรพคุณทางยาอยู่ด้วย”
“ฉิงเทียน ทำไมคุณถึงไม่ขายให้พ่อของฉันล่ะ? พ่อของฉันจะต้องยินดีซื้อมันแน่!”
เมื่อเห็นซูเสวี่ยพูดเช่นนี้ เถ้าแก่ทั้งสองคนจึงได้รีบตกลงซื้อทันที พวกเขานั้นได้ลองชิมแล้วและรู้ว่าผลไม้เหล่านี้นั้นไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่เดินทางมาด้วยตัวเองเช่นนี้
ในที่สุด ฉิงเทียนก็ได้มา 5 ล้านหยวนแลกกับการขายผลไม้ทั้งหมดไป เขาจึงได้มอบ 50000 หยวนเป็นรางวัลแก่ลุงเฉิงและภรรยาของเขา และให้พวกเขาได้หยุดพักร้อนหนึ่งเดือน เพราะทั้งคู่นั้นได้ใช้เวลาอยู่กับไร่นี้มานานมาแล้ว
ทั้งคู่จึงได้ซาบซึ้งอย่างมาก
ก่อนที่จะออกไป จ้าวก่างและหวงเห่านั้นต่างก็หิ้วส้ม 10 กิโลกรัมไว้ในมือ แล้วทั้งสองคนต่างก็พูดกันไม่หยุดปากตั้งแต่ได้เดินทางมาถึงที่นี่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย