บทที่ 256 รางวัล (2)
“ขอให้ฝ่าบาทโปรดประทานพื้นที่ให้ข้าน้อยดูแลด้วย” ฉิงเทียนพูดอย่างระมัดระวัง เมื่อพูดจบฉิงเทียนก็ได้เงยหน้าขึ้นมาและพบว่าองค์เง็กเซียนและเจ้าแม่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้จ้องมาที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
แล้วฉิงเทียนก็ได้มองไปรอบๆและพบว่าเหล่าข้าราชบริพารในพระราชวังสวรรค์ต่างก็มองมาที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
“เอ๋ นี่เราขอมากไปอย่างนั้นเหรอ หรือว่าการเป็นเทพเจ้าที่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากอย่างนั้นเหรอ?” ฉิงเทียนไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรไปชั่วขณะ
หลังจากนั้นสักพักใหญ่ๆ ก็ได้มีเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา!
เอ๋ นี่เราพูดอะไรน่าขันออกไปอย่างนั้นเหรอ? ฉิงเทียนลูบจมูกของเขาอย่างอายๆ
ขณะที่นั่งอยู่ที่บัลลังก์มังกร องค์เง็กเซียนก็ได้มองไปที่ฉิงเทียนด้วยรอยยิ้มที่ขบขันแล้วพูดขึ้น “ฉิงเทียน, เจ้าต้องการแค่พื้นที่ดูแลในฐานะเทพเจ้าที่จริงๆอย่างนั้นเหรอ?”
ไท่ไป๋จินซิงที่ยืนอยู่ข้างๆองค์เง็กเซียนก็ได้ส่งสายตาให้ฉิงเทียน หมายความให้ฉิงเทียนเปลี่ยนคำขอโดยด่วน นี่คือสัญญาขององค์เง็กเซียนเลยมันจะเป็นอะไรที่เปล่าประโยชน์ที่จะขอแค่ตำแหน่งเท่านั้น!
ฉิงเทียนแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาของไท่ไป๋จินซิงแล้วก้มหัวและพูดขึ้น “กราบเรียนฝ่าบาท คำขอของข้าคือการเป็นเทพเจ้าที่บนโลกมนุษย์จริงๆขอรับ!”
เมื่อได้ยินว่าฉิงเทียนต้องการที่จะเป็นเซียนดูแลพื้นที่บนโลกจริงๆ องค์เง็กเซียนก็ได้รู้สึกทึ่งในตัวฉิงเทียนมากขึ้นเรื่อยๆ
“ข้าตกลง, ไท่ไป๋จินซิงตรวจดูสิว่ามีพื้นที่ไหนว่างๆในโลกเบื้องล่างบ้าง?” องค์เง็กเซียนกล่าวกับไท่ไป๋จินซิง
“ได้ขอรับ” แล้วไท่ไป๋จินซิงก็มองไปที่ฉิงเทียนที่ต้องการแค่พื้นที่ดูแลจริงๆ เขาก็รู้สึกเสียใจกับฉิงเทียนจริงๆ แล้วไท่ไป๋จินซิงก็ได้ยื่นแขนขวาแล้วก็มีแสงสีทองส่องออกมา!
แล้วก็ปรากฏหนังสือที่มีความหนาขนาด 50 เซนติเมตรขึ้นมาปรากฏขึ้นมาในมือของไท่ไป๋จินซิง มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้ว่า “จัดสรรเทพเจ้าที่”
ในเวลานี้เหล่าเซียนที่อยู่ในพระราชวังสวรรค์ต่างก็มองมาที่ฉิงเทียน เหมือนลิงโง่ได้แหวนชัดๆในความพวกเขาคิด ทำให้รางวัลขออะไรก็ได้จากองค์เง็กเซียนสูญเปล่าไป อย่างว่ามนุษย์ธรรมดาย่อมไม่รู้ถึงสิ่งที่มีค่าในโลกเซียนอยู่แล้ว
แต่กลับขอแค่ตำแหน่งเทพเจ้าที่บนโลก ถ้าเกิดว่าขออุปกรณ์เซียน ยาหรืออย่างอื่นที่ช่วยเพิ่มความสามารถจากองค์เง็กเซียน ก็ย่อมจะได้กลายเป็นเจ้าหน้าที่ได้เองโดยไม่ต้องให้องค์เง็กเซียนช่วยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าฉิงเทียนนั้นรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาคิด และแน่นอนว่าฉิงเทียนเองก็มีความคิดของตัวเองอยู่ในตอนที่เขาเลือกตำแหน่งเป็นเทพเจ้าที่
อันดับแรกเลย ฉิงเทียนนั้นรู้ตัวดีว่าเขานั้นเป็นแค่นักพรตระดับหยวนยิง และถ้าเขาได้เป็นเจ้าหน้าที่บนสวรรค์ เขาก็จะต้องพบปะกับเหล่าเซียนต่างๆทุกวัน แล้วพวกเขาเองต่างก็ดูถูกเขาที่เป็นแค่มนุษย์ แล้วจะทำงานกันได้อย่างไร
แต่ถ้าเป็นเทพเจ้าที่นั่นต่างออกไป ถ้าเข้าได้เป็นเทพเจ้าที่บนโลกแล้วล่ะก็ สำหรับมนุษย์หรือนักพรตแล้ว ก็เพียงพอแล้วสำหรับตำแหน่งนี้ และตอนนี้เขาก็ยังอาศัยอยู่บนโลกเป็นหลักด้วย
น้องชายและคนรักของเขาก็ยังอยู่บนโลกด้วย และเมื่อเขาได้กลับไปที่โลกแล้วการกระทำอะไรหลายๆอย่างก็จะสะดวกขึ้นด้วย
เหล่าเซียนที่อยู่ในพระราชวังนั้นต่างก็คิดถึงเรื่องนี้จากมุมมองของพวกเขาเอง พวกเขาย่อมที่จะรู้สึกว่าฉิงเทียนนั้นขออะไรเปล่าประโยชน์ แต่จากมุมมองของฉิงเทียนแล้ว การขอเช่นนี้นี่แหละมีประโยชน์มากกว่าขออุปกรณ์เซียนหรือยาอมฤตเสียอีก!
เขานั้นมีถาวเป่าสวรรค์อยู่แล้ว และร้านค้าของเขาตอนนี้ก็มีชื่อเสียงมากในโลกเซียนแล้ว ฉิงเทียนเชื่อว่าหลังจากที่การประชุมใหญ่ในพระราชวังสวรรค์เสร็จสิ้นแล้ว เขาจะต้องมีงานเข้ามาอย่างมากแน่ๆ ดังนั้นทั้งยาและอุปกรณ์เซียนต่างๆก็ไม่ไกลเกินเอื้อมเขาแล้ว
ในเวลานี้ไท่ไป๋จินซิงที่กำลังทำการตรวจสอบให้องค์เง็กเซียนอยู่นั้นก็ได้ตอบ “รายงานองค์เง็กเซียน ตอนนี้ตำแหน่งเทพเจ้าที่บนโลกยังว่างอยู่ขอรับ!”
“ว่างอยู่งั้นเหรอ?” องค์เง็กเซียนคิ้วขมวด “มันเป็นไปได้อย่างไร? ถึงแม้ว่าโลกเซียนจะถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์มานานหลายหมื่นปีแล้วก็ตาม แต่อายุขัยของเทพเจ้าที่น่าจะอยู่ได้นานถึง 5 ภัยพิบัติมิใช่รึ? พวกเขาจะตายหมดได้เช่นไร?”
“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ แต่รายนามของเทพเจ้าที่ที่อยู่บนโลกมนุษย์ทั้งหมดได้หายไปหมดแล้วขอรับ” ไท่ไป๋จินซิงกล่าว
องค์เง็กเซียนคิ้วขมวดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และไม่มีเซียนผู้ใดที่อยู่ด้านล่างที่กล้าที่จะพูดออกมาด้วย เหตุการณ์นี้มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่
หลังจากที่ผ่านไปพักใหญ่ องค์เง็กเซียนก็ได้พูดกับฉิงเทียน “ในเมื่อตำแหน่งเทพเจ้าที่บนโลกว่างอยู่ เจ้าต้องการที่จะดูแลพื้นที่ตรงไหนเป็นพิเศษไหม?”
ฉิงเทียนนิ่งคิดอยู่สักพักแล้วตอบกลับไป “กราบเรียนองค์เง็กเซียน ข้าน้อยปรารถนาที่จะอยู่ตรงบริเวณเมืองโม่ตูขอรับ”
“เมืองโม๋ตูมันอยู่ที่ไหนกัน? มีสถานที่เช่นนั้นอยู่ที่โลกเบื้องล่างด้วยเหรอ? ข้าไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย” องค์เง็กเซียนถามอย่างสงสัย
แล้วองค์เง็กเซียนก็ได้ถามเหล่าเซียน “พวกเจ้าเคยได้ยินบ้างหรือไม่?”
เหล่าเซียนในพระราชวังสวรรค์ต่างก็พากันส่ายหัวซึ่งไม่มีใครที่รู้จักเลย
ในเวลานี้ฉิงเทียนได้ตบหัวตัวเอง เพราะเขาดันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ชื่อเมืองต่างๆในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปมาจากยุคโบราณ และไม่ได้มีการติดต่อกันเลยทั้งสองโลกเป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว เหล่าเซียนบนสวรรค์ย่อมที่จะไม่ทราบ! แต่ชื่อเมืองของเมืองโม๋ตูในสมัยโบราณชื่ออะไรนั้น ฉิงเทียนเองก็ไม่รู้เหมือนกัน, เขาเอานิ้วลูบจมูกของตัวเองอย่างเขินๆ
ไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงได้วาดแผนที่จีนกลางอากาศตรงหน้าเขาด้วยจิตศักดิ์สิทธิ์ แล้วจากนั้นก็ได้ชี้ไปที่บริเวณตำแหน่งเมืองโม๋ตูแล้วกล่าว “กราบเรียนฝ่าบาท ข้าน้อยเลือกพื้นที่บริเวณนี้ขอรับ!”
“โอ้ ตรงนี้นี่เอง!” องค์เง็กเซียนก็เข้าใจขึ้นมาทันที แล้วจากนั้นก็ได้ใช้มือขวาชี้มาที่ฉิงเทียนแล้วก็มีแสงสีม่วงยิงออกมาจากนิ้วของเขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งฉิงเทียนก็ได้ตกใจและคิดที่จะหลบ
แล้วจู่ๆหั่วเอี๋ยนก็ได้ลืมตาขึ้นมา และมีแสงสีดำปรากฏขึ้นมาจากดวงตาของเขาอยู่แวบหนึ่ง
“ฮ่าๆ สุดท้ายแล้วเจ้าปีศาจจิตใจก็ถูกข้าจัดการจนได้!” หั่วเอี๋ยนหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
ซึ่งกลายเป็นว่าจากเดิมเจ้าปีศาจจิตใจที่หมายจะยึดร่างของหั่วเอี๋ยนนั้น ก็ได้ถูกทำให้กระจายออกจากกันด้วยผลของยันต์ที่อยู่ในทะเลความรู้ของหั่วเอี๋ยน และหั่วเอี๋ยนก็ได้ใช้โอกาสนั้นโจมตีไปที่ร่างต้นของเจ้าปีศาจจิตใจอย่างบ้าคลั่งจนร่างของมันกระจัดกระจายไปทุกหนทุกแห่ง
เจ้าปีศาจจิตใจที่ร่างต้นได้หายไปแล้ว ก็ได้ถูกกลืนกินโดยหั่วเอี๋ยน ซึ่งเหตุที่เจ้าปีศาจจิตใจถูกกำจัดได้โดยยันต์อย่างง่ายดายนั้นก็เพราะว่าเขาถูกทำร้ายโดยฉิงเทียนและเหล่าองค์เง็กเซียน จนทำให้ร่างต้นของมันแทบจะแหลกสลายและหายไปได้ในทุกขณะ และพลังของมันเองก็ลดลงไปไม่ถึง 1 ใน 1,000 จากปกติ รวมถึงยันต์ที่อยู่ในทะเลความรู้ของหั่วเอี๋ยนนั้น เป็นของที่หั่วเต๋อซิงจวินได้ไปขอมาจากเจ้าแม่กวนอิมเป็นการส่วนตัว ดังนั้นในเวลานี้หั่วเอี๋ยนจึงได้เป็นฝ่ายที่กลืนกินเจ้าปีศาจเข้าไปแทน
หลังจากที่กลืนกินเอาร่างต้นของเจ้าปีศาจจิตใจเขาไปแล้ว หั่วเอี๋ยนก็ได้ความทรงจำเกือบทั้งหมดของเจ้าปีศาจจิตใจมาด้วย
หั่วเอี๋ยนก็ถึงกับด่าเจ้าปีศาจจิตใจออกมา “เจ้าปีศาจบ้านี่มันดันใช้ตัวของข้าในภาพลวงตานั่นด้วย และองค์เง็กเซียนก็ได้เข้าไปในภาพลวงตานั่นด้วยตัวเองอีก นี่ถ้าองค์เง็กเซียนรู้ว่าเป็นข้าขึ้นมาคงแย่แน่!” ซึ่งการที่หั่วเอี๋ยนได้รับความทรงจำของเจ้าปีศาจจิตใจมานั้นทำให้เขาทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกจินตนาการนั้นด้วย
เจ้าปีศาจจิตใจนั้นไม่รู้ว่าจางจื้อหยานนั้นคือใคร แต่หัวเอี๋ยนนั้นจำใบหน้าของจางจื้อหยานได้ว่าคือองค์เง็กเซียนนั่นเอง ดังนั้นหั่วเอี๋ยนจึงได้รู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมาและคิดว่าจะทำอย่างไรดี
ถึงแม้ว่าเขาจะกลืนกินเจ้าปีศาจจิตใจเข้าไป ทำให้เขาได้รับพลังของเจ้าปีศาจมา แต่ถ้าทันทีที่เขาออกไปข้างนอกและเจอกับองค์เง็กเซียนเข้า ความตายของเขาคงได้มาเยือนแน่ หัวเอี๋ยนจึงได้รู้สึกระวังตัวขึ้นมา!
ซึ่งในขณะที่หั่วเอี๋ยนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีอยู่นั้นเอง หั่วเอี๋ยนก็รู้สึกได้ว่าหั่วเต๋อซิงจวินนั้นได้กลับมายังตำหนักแล้ว
หั่วเอี๋ยนจึงได้รีบเก็บอาการตื่นตระหนกนี้เอาไว้ในใจแล้วเปลี่ยนกลับเป็นสีหน้ามั่นใจแล้วเดินไปยังห้องโถง
ที่ห้องโถง หั่วเต๋อจินซวินได้นั่งลงตรงที่นั่งของเขาด้วยสีหน้าที่หดหู่ เหล่าคนใช้ทั้งสองด้านต่างก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไร แม้แต่หั่วหวาเองก็ยังก้มหน้าและไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา
หั่วเอี๋ยนรู้ว่าพ่อของเขานั้นจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่งานเลี้ยงลูกท้อนั่นด้วยแน่ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะได้กลืนเอาความทรงจำของเจ้าปีศาจจิตใจมาก็ตาม แต่ความทรงจำส่วนใหญ่ของมันมีแต่เหตุการณ์ในโลกจินตนาการนั่นเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงดอกท้อในโลกความเป็นจริงนั้นเขาไม่ได้เห็นอะไรมากนัก!
ดังนั้นหั่วเอี๋ยนจึงได้โบกมือของเขาไปที่หั่วหวาและคนอื่นๆบอกให้พวกเขาออกไปก่อน
หั่วเอี๋ยนก็ได้ถามขึ้น “ท่านพ่อเป็นอะไรเหรอขอรับ? ทำไมท่านถึงได้อารมณ์ไม่ดีเช่นนั้นทั้งๆที่เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงลูกท้อแท้ๆ”
หั่วเต๋อซิงจวินเมื่อได้ยินที่ลูกชายถาม สีหน้าของเขาก็ได้ค่อยๆกลับสู่ปกติแล้วถอนหายใจ “เอี๋ยนเอ๋อ โชคดีนะที่เจ้าไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อในครั้งนี้!”
หั่วเอี๋ยนรู้ดีว่าจะต้องหมายถึงเรื่องของเจ้าปีศาจ แต่ก็ได้แกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วถามกลับไปอย่างสงสัย “ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นที่งานเลี้ยงลูกท้อเหรอขอรับ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย