บทที่ 268 ปราบสายฟ้าอัคคี
เพราะเขาจับสายฟ้าอัคคีได้แล้ว ทำให้ความหม่นหมองในใจของฉิงเทียนได้หายไปทันที “ฉันจับแกได้แล้ว เมื่อสักครู่ฉันบอกให้แกหนีแล้วนะ ถ้าแกหนีตั้งแต่ตอนนั้นก็รอดไปแล้ว” ฉิงเทียนพูดอย่างภาคภูมิใจขณะที่จับดอกบัวสายฟ้าเอาไว้
ดอกบัวสายฟ้าเองก็ไม่คิดว่าจะถูกจับได้โดยฉิงเทียนเช่นนี้ เจ้าดอกบัวสายฟ้านั่นก็ได้ปล่อยสายฟ้าอย่างบ้าคลั่งใส่ร่างจิตของฉิงเทียนและพยายามที่จะหนีไป
แต่มีหรือที่ฉิงเทียนจะปล่อยให้มีโอกาสเช่นนั้น ฉิงเทียนในเวลานี้ได้รวบรวมพลังจิตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดมาจนกลายเป็นร่างยักษ์อีกครั้ง ทำให้ดอกบัวสายฟ้านั้นไม่สามารถทำอันตรายอะไรฉิงเทียนได้เลย
“ยังจะดื้ออีก” ฉิงเทียนมองดูเจ้าดอกบัวสายฟ้าที่ยังพยายามจะหนีออกจากมือของเขาก็ได้พูดขึ้นมา “หึ ไม่คิดเลยว่าแกจะดื้อขนาดนี้ แล้วจะมาโทษฉันทีหลังไม่ได้นะ”
หลังจากนั้นจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนก็ได้เปลี่ยนเป็นมีดแล้วจัดการตัดดอกบัวสายฟ้า
ทำให้ดอกบัวสายฟ้านั้นก็ได้ถูกแยกส่วนออกมาโดยมีดจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนทันที แล้วสายฟ้าอัคคีที่อยู่ด้านในดอกบัวสายฟ้านั้นอ่อนแรงมาก! สายฟ้าอัคคีจึงได้เริ่มที่จะโซซัดโซเซราวกับจะปลิวไปตามลมได้ยังไงอย่างงั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉิงเทียนจึงได้แสยะยิ้มที่มุมปากของเขา “ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างล่ะเจ้าสายฟ้าอัคคี ยังคิดที่จะหนีอยู่อีกไหม?” แต่ฉิงเทียนพูดจบไม่ทันไร เจ้าสายฟ้าอัคคีที่ยังไม่ยอมแพ้ ก็ได้ปล่อยสายฟ้าที่ทรงพลังมากกว่าเดิมออกมา
เมื่อเห็นเจ้าดอกบัวสายฟ้ายังคิดที่จะหนีอยู่ ฉิงเทียนก็ได้พูดอย่างเย็นชา “ดูเหมือนว่าฉันจะใจดีกับแกมากไปสินะ” ฉิงเทียนจึงได้ตัดสินใจที่จะจัดการกับมันในครานี้
เดิมทีฉิงเทียนนั้นไม่อยากที่จะรุนแรงกับสายฟ้าอัคคีเลย เขาคิดว่าถ้าเขาทำให้เจ้าสายฟ้าอัคคีอ่อนแรงมากเกินไป พลังที่เขาจะได้ก็คงจะลดลงอย่างมากแน่หลังจากที่เขารับมันเข้าไป
แต่ในเมื่อเป็นแบบฉิงเทียนก็เข้าใจแล้วว่าถ้าเขาไม่มือเปื้อนเสียบ้าง ให้เจ้านั่นรู้ว่าใครเป็นบ่าวใครเป็นนาย
เมื่อคิดเช่นนี้แล้วร่างจิตของฉิงเทียนก็ได้ไร้ความปรานีทันที และมีดจิตศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ร่วงหล่นลงมาราวกับฝนมีด และได้เข้าเชือดเฉือนเจ้าดอกบัวสายฟ้า
เจ้าดอกบัวสายฟ้านั้นก็ได้สร้างกำแพงสีเงินขึ้นมาและกำแพงเงินนั้นก็ป้องกันดอกบัวสายฟ้าจากมีดจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียน
เมื่อเห็นว่าดอกบัวสายฟ้านั้นสามารถป้องกันไว้ได้ในครานี้ ฉิงเทียนก็ได้พูดขึ้นมา “มาลองคิดดูดีๆแล้วแกนั้นมีพลังมากมายสู้กับจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉันได้ และพลังของแกเองก็มาจากฉัน”
ฉิงเทียนจึงได้ทำการตัดการส่งพลังสายฟ้าจากในมือของเขา แล้วเมื่อพลังวิญญาณของฉิงเทียนนั้นหยุดปล่อยออกมา ในโลกความเป็นจริงนั้นสายฟ้าในมือของฉิงเทียนก็ได้หดเล็กลงเรื่อยๆและแสงของมันก็ค่อยๆมืดทึบลง
ส่วนในโลกสายฟ้านั้น เกราะป้องกันสีเงินของมันก็ได้หายไปในทันที ทำให้มีดจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนนั้นได้เข้าเชือดเฉือนดอกบัวสายฟ้าราวกับมีด เหลือเอาไว้แต่สายฟ้าอัคคีที่อยู่ตรงกลาง สายฟ้าอัคคีในเวลานี้ดูมืดทึมและเลือนรางมาก ราวกับจะหายไปได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดีสายฟ้าเหล่านี้ก็ควบคุมโดยฉิงเทียนอยู่ และพลังเหล่านี้ก็เป็นของฉิงเทียนเอง ทันทีที่ฉิงเทียนได้ทำการตัดการปล่อยพลังออกมา แสงสว่างในตัวสายฟ้าก็ได้หายไปทันทีและอ่อนแรงอย่างมาก สายฟ้าเหล่านี้ต้องการพลังวิญญาณเพื่อให้มีพลังอยู่ต่อได้ แต่ตอนนี้เมื่อไม่มีพลังจ่ายให้โลกไฟฟ้านี้แล้ว ซึ่งเป็นแหล่งพลังของเจ้าสายฟ้าอัคคีด้วย
เมื่อเห็นสายฟ้าอัคคีที่อยู่ตรงหน้าเขาอ่อนแรงมากแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา อย่าเพิ่งดับไปนะเจ้าสายฟ้าอัคคี ฉันยังอยากที่จะเป็นนักปรุงยาอยู่นะ!
นี่ถือเป็นแผนการที่คิดจะใช้เป็นอย่างสุดท้ายของฉิงเทียนแล้ว ซึ่งการตัดพลังวิญญาณของเขาเช่นนี้ มีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะถ้าเกิดสายฟ้าอัคคีหายไปทันทีขึ้นมา ก็หมายความว่าฉิงเทียนจะต้องเรียกสายฟ้าออกมาใหม่และทำแบบเดิมอีกครั้ง และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดการปราบเจ้าปีศาจอัคคีได้เมื่อไร
แต่แล้วฉิงเทียนก็ได้พูดขึ้นมาอย่างเย็นชา “นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของแกแล้วนะ ถ้าแกยังดื้ออยู่ละก็ความตายของแกมาเยือนแน่” ฉิงเทียนพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เจ้าสายฟ้าอัคคีที่อ่อนแรงและถูกล้อมโดยฉิงเทียนอยู่นั้น และแสงของมันก็ได้หมองหม่นลงไปเรื่อยๆ
“อย่าเพิ่งดับไปนะ อย่าเพิ่งดับไป” ฉิงเทียนคิดในใจขณะที่ยืนอยู่เงียบๆ
แล้วสายฟ้าอัคคีก็ได้เริ่มคิดถึงผลได้ผลเสีย มันเริ่มรู้สึกแล้วว่าความแข็งแกร่งของมันนั้นลดน้อยลงเรื่อยๆ และจะหายไปได้ตลอดเวลา
“ฟุ่บ” จู่ๆสายฟ้าอัคคีก็ได้อาศัยจังหวะนี้เข้าไปหาร่างจิตของฉิงเทียน และฉิงเทียนเองก็ยินดีอย่างมากที่เจ้าสายฟ้าอัคคียอมจำนนต่อเขาเสียที
แล้วร่างจิตของฉิงเทียนที่เหลือก็ได้พากันเข้าไปจับสายฟ้าอัคคีราวกับฝูงหมาป่าทันที ซึ่งสายฟ้าอัคคีเองก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ราวกับว่ามันได้ยอมรับชะตากรรมของมันแล้ว
หลังจากที่ผ่านไป 1 ชั่วโมง ฉิงเทียนก็ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ และพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่ตื่นเต้นบนใบหน้าของเขา “ฮ่าๆ เราทำสำเร็จแล้ว!” ฉิงเทียนยื่นมือของเขาออกไปคว้าอีกครั้ง แล้วก็พบว่าเจ้าสายฟ้านั้นมาอยู่ในมือของฉิงเทียนแล้ว
แต่เจ้าสายฟ้าอัคคีในเวลานี้ดูแตกต่างไปจากเมื่อครู่อย่างมาก มีไฟสัญลักษณ์ของไฟอยู่ในสายฟ้านั้นอยู่จางๆด้วย
ในเวลานี้เองที่เพ่าฝูที่อยู่ในทะเลความรู้ก็ได้กล่าวแสดงความยินดีกับเขา “ยินดีด้วยนะเจ้าคะ นายท่านได้สายฟ้าอัคคีในครอบครองแล้ว”
“หึ ไม่รู้ซะแล้วว่าเจ้านายของเธอเป็นใคร กะอีกแค่จับสายฟ้าอัคคีจะยากอะไร” ฉิงเทียนพูดอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นเขาก็ได้นำสายฟ้านั้นเข้ามาไว้กับตัวของเขา จากการไล่จับของฉิงเทียนเมื่อสักครู่นั้นทำให้เจ้าสายฟ้าอัคคีอ่อนแรงอย่างมาก ในเวลานี้ฉิงเทียนจึงต้องถ่ายพลังของเขาไปให้เพื่อฟื้นฟูมัน
“เอาล่ะต่อไปก็จะได้ลงมือปรุงยากันเสียที!” ฉิงเทียนพูดอย่างตื่นเต้น
แล้วเพ่าฝูก็ได้พูดทำร้ายเขาอีกครั้ง “นายท่านเจ้าคะ ท่านรีบเกินไปแล้ว นี่น่ะการครอบครองสายฟ้าอัคคีก็แค่ขั้นแรกเท่านั้นเจ้าค่ะ ต่อไปนายท่านก็ต้องทำความคุ้นเคยกับลักษณะเฉพาะของสมุนไพรต่างๆและหาหม้อปรุงยาที่เหมาะสมเสียก่อน”
เมื่อฉิงเทียนได้ยินที่เพ่าฝูอธิบาย เขาก็ได้พูดอย่างอ่อนแรง “อุ่ก ยังเหลืออีกตั้งเยอะเลยนี่ แต่ผมนั้นคิดที่จะช่วยสามีของจางชุ่ยฉิงแต่แบบนี้แล้วเมื่อไรเราจะปรุงยาได้ล่ะเนี่ย? นี่เพ่าฝูผมว่าเราซื้อยามาเลยไม่ดีกว่าเหรอ นี่เป็นงานแรกของผมในฐานะเทพเจ้าที่นะ ผมว่าเราก็น่าจะใช้ของคนอื่นไปก่อนก็ไม่น่าเป็นอะไรยังไงเสียคนก็ยังศรัทธาต่อเราอยู่ดี?”
เมื่อสักครู่ตอนที่หงจวินเหล่าจู่บิดนิ้วนั้นเพื่อหาว่าใครกันที่พูดถึงเขาแล้วพบว่าไม่ใช่ใครอื่นเลยเป็นลูกศิษย์คนใหม่ของเขานั่นเอง เมื่อสักครู่เขาจึงได้คิดที่จะสั่งสอนเจ้าศิษย์คนนี้ที่ไม่รู้จักเคารพอาจารย์ แต่แล้วเขาก็พบว่าเขานั้นให้ไปแต่ม้วนหยกสูตรยา แต่กลับลืมม้วนหยกวิธีการปรุงยาเสียสนิทเลย จึงได้รู้สึกเขินอายขึ้นมา
แล้วหงจวินเหล่าจู่ก็คิดว่าควรที่จะถือโอกาสนี้ส่งเอาม้วนหยกใบนี้ให้เขาดีไหมนะ? หรือว่าไม่ดี
แต่แล้วหงจวินเหล่าจู่ก็ได้โยนม้วนหยกออกมาข้างหน้าแล้วพูดกับตัวเอง “เจ้าหนูนี่จริงๆเลย ทันทีที่คำนับข้าเป็นอาจารย์เสร็จ ก็รีบขอของจากเราทันทีจนทำให้ข้าลืมเสียสนิทเลย! ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มีปัญหาจริงๆ” หงจวินเหล่าจู่ส่งม้วนหยกนี้ไปให้ฉิงเทียนอย่างเงียบๆ จากนั้นเขาก็โบกมือของเขาแล้วก็มีแสงสีเขียวขึ้นแล้วของที่อยู่ตรงหน้าก็หายไปทันที
บนโลก ในขณะฉิงเทียนนั้นกำลังบ่นอาจารย์ไม่ได้เรื่องของเขาอยู่นั้น จู่ๆก็มีแสงสีเขียวปรากฏขึ้นมาที่มือของเขาอย่างรวดเร็ว
ฉิงเทียนก็ตกใจขึ้นมาทันทีเมื่อเขาพบม้วนหยกอยู่ในมือของเขา
“จู่ๆก็เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” ฉิงเทียนพูดอย่างตกใจ
เมื่อเห็นภาพนี้แล้ว เพ่าฝูที่อยู่ในทะเลความรู้นั้นก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นฝีมือของหงจวินเหล่าจู่เป็นแน่แท้ ในเวลานี้โลกเซียนกับโลกมนุษย์นั้นได้ถูกตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็จะมีเพียงหงจวินเหล่าจู่เท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ได้
“นายท่านลองเปิดดูสิเจ้าคะ ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน?” เพ่าฝูพูดเสนอ
“อืม” ฉิงเทียนผงกหัวแล้วจากนั้นก็หยดเลือดลงไปที่ม้วนหยกนั้น
ทันทีที่จิตศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าไปในม้วนหยกแล้ว ก็มีเสียงที่ดุดันและหนักแน่นดังขึ้นมา “ฉิงเทียนดูเหมือนเจ้าจะว่าข้าไว้เยอะมากเลยนะ เมื่อสักครู่อาจารย์กำลังทดสอบความอดทนของเจ้าอยู่ แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะทำให้ข้าผิดหวังขนาดนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉิงเทียนจึงได้รีบคุกเข่าแล้วพูดขึ้น “ข้าทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง ได้โปรดให้อภัยศิษย์ด้วย”
“ฮึ่ม ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน ไม่อย่างนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าศึกษาเอาเอง!” หงจวินเหล่าจู่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หงจวินเหล่าจู่ที่อยู่ที่พระราชวังเมฆม่วงก็ได้ลูบหนวดของเขาแล้วพูดอย่างภูมิใจ “ไอ้หนู คิดจะเอาชนะอาจารย์ไม่มีวันซะหรอก”
ฉิงเทียนที่อยู่บนโลกก็ได้ปาดหน้าผากเช็ดเหงื่อ และคิดว่าเขานั้นบ่นอาจารย์สุ่มสี่สุ่มห้าในใจไม่ได้อีกแล้ว ท่านอาจารย์ของเขานั้นทรงพลังเกินไปแล้ว ทุกอย่างที่เขาคิดในใจนั้นเขารู้ได้หมดเลย
“ฮิฮิ คราวหน้านายท่านจะต้องซื่อตรงกว่านี้นะเจ้าคะ” เพ่าฝูพูดพร้อมกับยิ้ม ถึงแม้เพ่าฝูนั้นจะไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในม้วนหยก แต่เธอก็พอจะเดาได้จากสีหน้าของนายท่าน เขาคงจะถูกดุโดยอาจารย์ของเขาเองเป็นแน่แท้!
“อะแฮ่ม” ฉิงเทียนกระแอมขึ้นมา “เพ่าฝู เรามาดูม้วนหยกที่ท่านอาจารย์ให้มากันเถอะ” แล้วจากนั้นเขาก็ได้ใช้จิตศักดิ์สิทธิ์ดำดิ่งลงไปในม้วนหยกอีกครั้ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย