บทที่ 406 กติกา
ณ เวทีการประลอง ทั้ง 10 คนที่ได้เข้ารอบถัดไปก็ได้มายืนรวมกันอย่างกระตือรือร้น ท่ามกลางสายตาอิจฉาของผู้คนนับไม่ถ้วน และทั้งสิบคนนี้จะเป็นผู้นำพอโลกผู้บำเพ็ญเพียรต่อไป
หลังจากที่การแข่งประลองยุทธ์นี้จบลง ชื่อเสียงของพวกเขาจะระบือไปทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียร
แล้วก็พบคนในชุดสีเทาเดินมาพร้อมกับกล่องสีทองขึ้นมาบนเวที แล้วแยกย้ายกันเดินไปหาฉิงเทียนและคนอื่นๆด้วยตามลำดับ
เจ้าสำนักซูซานก็ได้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังก้อง “สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้ง 10 คน มีแผ่นป้ายไม้อยู่ในกล่องทองเหล่านี้ ให้หยิบแผ่นป้ายนั้นขึ้นมาแล้วเขียนชื่อสำนักที่ตัวเองอยู่ลงไป! หากไม่มีก็ไม่ต้องเขียน”
เจี้ยนอ้าวและคนอื่นๆก็ได้พากันหยิบแผ่นป้ายทองออกจากกล่องกันอย่างชำนาญ แน่นอนว่าพวกเขาต่างก็รู้เรื่องนี้ แม้แต่ชายลึกลับเหยนหลิงก็ยังเขียนแผ่นป้ายไม้นี้อย่างรวดเร็ว
“ไป๋กงหยาง แผ่นป้ายไม้นี้เอาไว้ใช้ทำอะไร?” ฉิงเทียนหยิบแผ่นป้ายไม้ขึ้นมาแล้วถาม
ไป๋กงหยางไม่ได้ตอบคำถามของฉิงเทียนทันที แต่กลับพูดอย่างเหน็บแนมแทน “หึๆ พวกคนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนี่ช่างเจ้าเล่ห์กันเสียจริงๆ!”
“หมายความว่าอย่างไรเหรอครับ?” ฉิงหยูถามอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าโลกนี้มีพลังโชคอยู่!” ไป๋กงหยางกล่าว
ฉิงเทียนและฉิงหยูผงกหัวพร้อมกัน พลังโชคนั้นแม้จะมองไม่เห็นแต่ก็มีอยู่จริง เป็นจุดที่ใช้บอกได้ว่าใครจะมีโชคหรือไม่มีโชค
“แผ่นป้ายไม้นี้คือป้ายพลังโชค ถึงข้าจะไม่รู้ว่าสำนักซูซานนั้นไปได้มาจากไหน แต่ตราบเท่าที่ชื่อของสำนักถูกเขียนลงไปบนป้ายพลังโชคนี้ พลังโชคของสำนักนั้นๆก็จะเพิ่มขึ้น!” ไป๋กงหยางอธิบายต่อ
เมื่อได้ยินที่ไป๋กงหยางอธิบายแล้ว ฉิงหยูก็พลันเข้าใจขึ้นมา “ดังนั้น ที่ผู้อาวุโสเจี้ยนบอกให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไม่ต้องเขียนชื่อลงไป ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักอื่นๆแย่งเอาพลังโชคไปสินะครับ”
พลังโชคในโลกนี้นั้นมีอยู่อย่างจำกัด ราวกับเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่เหล่าสำนักในโลกผู้บำเพ็ญเพียรต่างพากันตัดแบ่งเอาไป และเหล่าสำนักใหญ่ๆต่างก็ตัดแบ่งเอาก้อนใหญ่ไป และที่ผู้อาวุโสเจี้ยนพูดมาก็เพื่อป้องกันไม่ใช้เหล่าคนไร้สำนักถึงเอาพลังโชคจากสำนักซูซานไปนั่นเอง
“หึ ช่างเจ้าเล่ห์กันจริงๆด้วย” ฉิงเทียนพูดอย่างโมโห ไม่แปลกใจเล่นที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนั้นจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่เหล่าสำนักใหญ่ๆกำลังแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วดูในสิบคนนี้เป็นคนของสำนักซูซานซะสามแล้ว ในขณะที่สำนักอื่นๆมีแค่คนละหนึ่ง ถ้าฉิงเทียนกับฉิงหยูและเหยนหลิงไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญพเนจร พวกเขาก็คงไม่รู้ความลับนี้ ว่าทำไมเหล่าสำนักใหญ่ๆถึงได้รุ่งเรืองนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่แข็งแกร่งก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในขณะผู้ที่อ่อนแอก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
แต่แน่นอนว่าฉิงเทียนกับฉิงหยูนั้นตั้งใจจะทำให้พวกเขาผิดหวัง ฉิงเทียนจึงได้หยิบเอาแผ่นป้ายไม้ขึ้นมาแล้วเขียนตัวหนังสือสำนักกระบี่สวรรค์ลงไป และฉิงหยูเองก็เขียนสำนักกระบี่สวรรค์ลงไปด้วยเช่นกัน
ในตอนนั้นเองที่ฉิงเทียนก็รู้สึกตัวเบาขึ้นมา และรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเข้ามาในตัวของเขา
ณ ตำหนักเมฆม่วงที่อยู่เหนือสวรรค์ขึ้นไป หงจวินเหล่าจื่อที่กำลังพักผ่อนก็ได้ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับยิ้ม “ไม่นึกเลยว่าสำนักของเจ้าหนูนั่นจะเป็นที่ยอมรับในสวรรค์แล้ว”
ที่สนามประลอง เหล่าเจ้าสำนักใหญ่ต่างก็ได้มองไปที่ม้ามืดทั้งสามคนที่เขียนลงไป ลูกนัยน์ตาของพวกเขาก็ได้เล็กลงโดยเฉพาะเจ้าสำนักซูซานที่แอบพูดในใจอย่างโมโห “ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขาทั้งสามคนนั้นมาจากที่ไหนกัน?”
ส่วนเจ้าสำนักหมื่นบุปผานั้น ใบหน้าของเธอภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้นก็มีสีหน้าไม่สู้ดีอย่างมาก เพราะในบรรดา 6 สำนักใหญ่ มีเพียงสำนักหมื่นบุปผาของพวกเธอสำนักเดียว ที่ไม่ได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายเลย จึงทำให้เธออารมณ์เสียอย่างมาก
แล้วทั้งสิบคนที่เขียนแผ่นป้ายไม้เสร็จแล้วก็ได้ใส่กลับลงไปในกล่องทอง แล้วทั้งสิบคนในชุดเทานั้นก็ได้เดินลงจากเวทีไปพร้อมกล่องทอง
เหล่าเจ้าสำนักก็ได้มองไปที่แผ่นป้ายไม้ของฉิงเทียนและฉิงหยูก็พบตัวหนังสือ “สำนักกระบี่สวรรค์ มันเป็นสำนักแบบไหนกันแน่นะ?” พวกเขาต่างก็สงสัยขึ้นมา มันเป็นไปไม่ได้ที่คนที่ไม่มีใครรู้จักเลยจะสามารถสั่งสอนศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้ได้ แต่พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อของสำนักกระบี่สวรรค์มาก่อนเลย ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พวกเขาจะรู้จักสำนักกระบี่สวรรค์ที่ฉิงเทียนตั้งขึ้นมาได้
แต่อย่างไรก็ตาม เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน แล้วเจ้าสำนักซูซานผู้อาวุโสเจี้ยนก็ได้พูดด้วยเสียงอันดัง “ก่อนอื่นเลย ขอแสดงความยินดีกับทั้งสิบคนที่อยู่บนเวทีด้วย ด้วยความพยายามของพวกเจ้าทุกคน พวกเจ้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเจ้าเหมาะสมที่จะเป็น 1 ใน 10 ยอดฝีมือของการประลองในครั้งนี้ แล้วพวกเจ้าทุกคนก็จะได้รับรางวัล”
หลังจากที่ได้ยินคำว่ารางวัล เหล่าผู้ชมต่างก็ฮือฮากันขึ้นมาทันที แล้วต่างก็พากันจ้องมองไปที่ผู้อาวุโสเจี้ยน
“สำหรับพวกเจ้าทุกคนที่เข้ารอบสิบคนสุดท้ายนี้ พวกเจ้าจะได้รับ 100 หินหยกสูง และของวิเศษระดับสูง 1 ชิ้น”
การต่อสู้รอบคัดเลือกหา 3 คนสุดท้ายนี้มันจะต้องยากมากอย่างแน่นอน แต่กลับมีคนคนหนึ่งที่ชนะบาย นั่นหมายความว่าจะมีคนคนหนึ่งที่สามารถจะเข้าไปรอในรอบรองชิงโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
“มันดูไม่ยุติธรรมไปหน่อยเหรอ?” เหล่าผู้ชมต่างก็พูดด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร แต่พวกเขาก็ยังสงสัยอยู่ดี
“โชคดีก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง!” กรรมการตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ จากนั้นเหล่าผู้ชมต่างก็ไม่สนใจและรอดูการแบ่งกลุ่มกัน
กลุ่มแรกประกอบด้วย หยิงเทียน, โช่วเหนียน, เซวียนหยวนหู
กลุ่มสองประกอบด้วย เจี้ยนอ้าว, เหยนหลิง, หลินเยว่
กลุ่มสามประกอบด้วย หยูชูซิน, เหลียนเจวี่ย, ฝ่าจิ้ง
“หยิงหยูได้ผ่านเข้ารอบต่อไป”
“โชคของคนที่ชื่อหยิงหยูนี่น่าทึ่งจริงๆ!” ทุกคนต่างอุทานด้วยความตกใจ
“เสี่ยวหยู น้องช่างโชคดีจริงๆ” ฉิงเทียนกล่าว
แม้แต่ฉิงหยูเองก็ยังตกใจและพูดขึ้นมาอย่างหนักแน่น “พี่ครับ แต่ผมอยากที่จะยกตำแหน่งนี้ให้กับเสี่ยวซินมากกว่าครับ ถึงเธอจะจำผมไม่ได้ตอนนี้ แต่ผมอยากที่จะแสดงด้านดีของผมให้เธอเห็น”
“ได้สิ มันเป็นสิทธิของน้องอยู่แล้ว” ฉิงเทียนกล่าว
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมกับโชคดีของฉิงหยูอยู่นั้น ฉิงหยูก็ได้กล่าวขึ้นมา “ผมอยากที่จะยกตำแหน่งชนะบายให้กับหยูชูซินครับ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย