“แน่นอนว่าผมต้องดีใจสิ นี่เป็นครั้งแรกที่คุณออกมาปกป้องผมต่อหน้าลาเต้และคนอื่นๆ” เปปเปอร์เอนตัวพิงไปที่หัวเตียงแล้วพูดขึ้น
ดวงตาของมายมิ้นท์เป็นประกาย เธอก้มหน้าลงพูดว่า “คุณเป็นผู้มีพระคุณของฉัน แน่นอนว่าฉันต้องปกป้องคุณสิคะ ไม่อย่างนั้น ฉันคงจะถูกมองว่าเป็นคนแบบไหนกัน”
“แค่คุณผู้มีพระคุณเท่านั้นเหรอ?” เปปเปอร์มองไปที่เธอ หัวใจของมายมิ้นท์ตื่นเต้นจนเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย เธอก้มหน้าลง “แล้วจะมีอะไรอีกล่ะคะ?”
เปปเปอร์ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาทำเพียงจับจ้องไปที่เธอ
หลังจากผ่านไปสักพักเขาจึงขยับริมฝีปากเรียวบางคู่นั้น “เอาล่ะผมเข้าใจแล้ว เป็นผู้มีพระคุณก็ไม่เลว กินข้าวเช้ากันเถอะ”
เขาชี้ไปยังกล่องอาหารเก็บอุณหภูมิที่อยู่ตรงหัวเตียง
อาหารเช้าเหล่านี้ พยาบาลนำมาให้ตั้งแต่เช้าตรู่
มายมิ้นท์หันหลังไปมองแล้วตอบรับเบาๆ ก่อนจะเดินไปเปิดกล่องอาหารออก
เธอแบ่งอาหารเช้าออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกให้เปปเปอร์ และอีกส่วนหนึ่งให้ตัวเธอเอง
เธอยังไม่ได้แตะต้องในส่วนของตนเอง แต่กลับยกในส่วนของเปปเปอร์มาวางไว้ที่ข้างเตียงแล้วนั่งลงตั้งใจจะป้อนเขาเหมือนเมื่อคืน
แต่ในครั้งนี้เปปเปอร์กลับปฏิเสธ เขายกมือขึ้นกันช้อนเอาไว้แล้วพูดว่า “คุณกินก่อน กินเสร็จค่อยป้อนผม”
“ต่างกันตรงไหนเหรอคะ?” มายมิ้นท์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
ริมฝีปากเรียวบางของเปปเปอร์ขยับขึ้นพูดว่า “ผมไม่อยากทำให้คุณหิว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดูเหมือนในหัวใจของมายมิ้นท์จะมีบางอย่างแล่นผ่านเข้ามา หัวใจของเธอเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะอีกแล้ว แววตาที่มองไปยังเขาก็รู้สึกซับซ้อนขึ้น
มือที่กำช้อนเอาไว้ก็ได้กำแน่นขึ้น เธอขยับริมฝีปาก นิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดออกมาว่า “ฉันไม่เป็นไร ฉันไม่หิวมากสักหน่อย คุณเป็นคนป่วยนะคะ ดังนั้นคุณต้องกินก่อน”
“ผมเป็นผู้ชาย” เปปเปอร์พูดขัดขึ้นมาประโยคหนึ่ง มายมิ้นท์เอียงศีรษะมองดูเขาอย่างสงสัย
ก็แค่กินอาหารเช้าเท่านั้น เกี่ยวอะไรกับผู้หญิงผู้ชายเล่า?
เมื่อเห็นความสับสนในแววตาของเธอ เปปเปอร์ก็หัวเราะขึ้นเบาๆ “ผมต้องการจะบอกว่าถึงผมจะเป็นคนป่วยแต่ผมก็เป็นผู้ชาย และมารยาทพื้นฐานของผู้ชาย ควรจะให้สุภาพสตรีก่อนเสมอ เลดี้เฟิร์สน่ะครับ ดังนั้นเชิญคุณกินก่อนครับ”
“เอ่อ นี่มัน......”
ดูเหมือนมายมิ้นท์ต้องการจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ถูกประโยคของเปปเปอร์ขัดขึ้นเสียก่อน “อย่าดื้อ”
น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความเฉยเมยเล็กน้อย
มายมิ้นท์อ้าปากขึ้นแต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ตอบตกลง “ค่ะ”
เธอวางช้อนและชามลง ก่อนจะหันไปหยิบในส่วนของเธอขึ้นมากิน แต่ดูเหมือนเธอไม่ตั้งใจจะกินให้หมด เมื่อกินไปได้เพียงคำหนึ่งก็วางชามลงแล้วหันมาหยิบชามของเขาขึ้นอีกครั้ง
เปปเปอร์เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้น “นี่คุณ......” มายมิ้นท์ตักโจ๊กขึ้นมาแล้วยื่นไปที่ปากของเขา “ฉันกินคำหนึ่งแล้วจะหันมาป้อนคุณอีกคำหนึ่ง แบบนี้พวกเราก็จะได้กินไปพร้อมกัน ไม่ต้องมีใครกินก่อนกินหลัง ดีออกค่ะ”
เปปเปอร์ชะงักลงชั่วครู่ เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เขาออกอุบายจะให้เธอกินจนอิ่มก่อน แต่เธอกลับคิดวิธีนี้ขึ้นมาเสียได้
จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ก็ดีนะครับ แต่คุณไม่คิดว่ามันลำบากเหรอ?”
“ถ้าฉันกลัวความลำบากล่ะก็ ฉันคงไม่อยากมาดูแลคุณหรอก เอาล่ะค่ะอ้าปากขึ้น” มายมิ้นท์ยิ้มจากนั้นออกคำสั่ง
เปปเปอร์จึงได้อ้าปากขึ้นตามคำสั่งของเธอ
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ทั้งสองผลัดกันกินคนละคำใช้เวลาอยู่ประมาณยี่สิบนาที ในที่สุดอาหารเช้าก็ถูกรับประทานจนหมด
พูดได้ว่านี่เป็นอาหารเช้าที่เหนื่อยที่สุดของมายมิ้นท์ เพราะเช้านี้เธอเปลี่ยนชามที่ถืออยู่ในมือไม่หยุดหย่อน
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เธอไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลย ตรงกันข้ามมันกลับดู......หวานเล็กน้อย?
เป็นไปได้ยังไง?
ก็แค่ข้าวต้มขาวจืดๆ ธรรมดาที่ไม่มีรสชาติ มันจะหวานได้ยังไงนะ?
เธอไม่เข้าใจจริงๆ
มายมิ้นท์ส่ายหน้าแล้วครุ่นคิด
เปปเปอร์เห็นดังนั้นก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรเหรอครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ” มายมิ้นท์รีบหยุดการกระทำนั้นลงแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
เปปเปอร์ยังคงกังวล “เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินเขาพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ดูเหมือนมายมิ้นท์จะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามเขาว่า “จริงสิคะประธานเปปเปอร์ เมื่อคืนนี้คุณให้คนอุ้มฉันเข้าไปนอนในห้องใช่ไหม ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” เปปเปอร์โบกมือขึ้นเบาๆ
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...