เปปเปอร์ได้ยกเท้าขึ้นก้าวเข้าไปที่บ้าน เดินไปทางโต๊ะอาหารทางนั้นด้วยความคุ้นเคย และได้นำถุงกระดาษใส่อาหารเช้านั้นวางบนโต๊ะ จากนั้นก็นำอาหารออกมาวางทีละอย่าง
หลังจากที่วางเสร็จ เขาก็ได้หันศีรษะมองไปทางมายมิ้นท์ กวักมือเรียกเล็กน้อย“รีบมากินข้าวเถอะครับ”
“คุณกินก่อนเลย ฉันไปทำผมสักครู่หนึ่ง”มายมิ้นท์พูดพร้อมกับชี้ไปทางเส้นผม
เมื่อสักครู่ตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้านั้น ได้ทำผมยุ่งไปหมด ตอนนี้ก็ยังจัดการไม่เสร็จเลย
เธอก็ต้องจัดการให้เสร็จ จึงจะสามารถออกมาพบปะผู้คนได้ไหมล่ะ มิเช่นนั้นคงไม่เข้าท่านัก
“งั้นคุณรีบไปเถอะ”เปปเปอร์ได้พยักหน้า
มายมิ้นท์ได้ตอบกลับ และเดินตรงไปทางห้องพัก
หลังจากนั้นไม่กี่นาที เธอได้ทำเสร็จแล้วเดินออกมา
เปปเปอร์ได้นั่งรอเธอตรงโต๊ะอาหารนั้นแล้ว เมื่อเห็นเธอเดินมา ก็ได้ดึงเก้าอี้ด้านข้างนั้นออก ให้สัญญาณว่าให้เธอนั่งที่นี่
มายมิ้นท์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และเดินตรงไปนั่งลง
“ลองชิมโจ๊กกุ้งฝีมือป้าทิพย์ดูว่าเป็นยังไงบ้าง”เปปเปอร์ได้ยื่นช้อนให้เธออันหนึ่ง
มายมิ้นท์มองดูเขาด้วยความประหลาดใจ“ฝีมือป้าทิพย์หรือคะ?”
“อื้อ”เปปเปอร์พยักหน้า
“คุณมาจากทางคฤหาสน์หรือคะ?”มายมิ้นท์ได้ถาม
เปปเปอร์เทน้ำผลไม้ให้กับเธอแก้วหนึ่ง“ตอนเช้าไปเอาของที่คฤหาสน์นิดหน่อย ก็เลยถือโอกาสนี้แล้วนำอาหารเช้ามาจากทางนั้นด้วยเลย”
“ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง”มายมิ้นท์พยักหน้าด้วยความเข้าใจ“ฉันก็นึกว่าคุณตั้งใจไปที่คฤหาสน์โดยเฉพาะเพื่อให้ป้าทิพย์ทำอาหารเช้าให้สักอีก”
“ก็ถือว่าใช่มั้ง อย่างน้อยๆอาหารเช้าที่พวกเรากินอยู่นั้น เป็นผมเองที่สั่งให้ป้าทิพย์ทำสดๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่ายังไงท่านย่าก็ไม่ได้กินอาหารทะเลอยู่แล้ว”เปปเปอร์ยิ้มพร้อมกับพูดออกมาว่า:“เอาเถอะ รีบกินเถอะครับ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ เดี๋ยวมันก็เย็นหมดหรอก”
“อื้อ”มายมิ้นท์ตอบกลับ
ทั้งสองคนได้เริ่มกินอาหารเช้าอย่างเงียบๆ
หลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จ ก็เกือบจะเก้าโมงแล้ว ทั้งสองคนออกไปด้วยกัน ได้ขึ้นรถและออกจากคอนโดพราวฟ้าไป
ทันทีที่ไมบัคของเปปเปอร์ได้ขับจากไปนั้น ก็มีร่างหนึ่งออกมาจากมุมประตูของคอนโดพราวฟ้า
คนคนนั้นเป็นลาเต้นั่นเอง
เขามาที่นี่ เพราะหลังจากตอนเช้าที่ได้โทรหามายมิ้นท์แล้ว ทันใดนั้นก็นึกได้ว่ามีของสิ่งหนึ่งอยู่ที่เขามาโดยตลอด ลืมเอาให้เธอไป ดังนั้นจึงได้ขับรถมาหา ตั้งใจจะเอาสิ่งของนั้นให้กับเธอ
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ตอนที่พึ่งจะมาถึงที่นี่ ก็เห็นฉากที่เธอกับเปปเปอร์เดินออกมาด้วยกัน
และเขายังดูออกว่า เธอในตอนนี้ไม่ได้มีความขัดแย้งต่อเปปเปอร์เลยสักนิด ในตอนที่คุยกับเปปเปอร์นั้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เห็นได้ชัดว่า เธอได้ตระหนักแล้ว ว่าเธอได้ตกหลุมรักเปปเปอร์อีกครั้งหนึ่ง และยังยอมรับกับความจริงเรื่องนี้แล้วด้วย
บางทีพวกเขาอาจจะกลับมาคืนดีกันแล้วก็ได้
มิเช่นนั้น พวกเขาจะเดินออกมาจากตึกเดียวกันได้ยังไงล่ะ?
เมื่อนึกถึงเช่นนี้ มือทั้งสองข้างของลาเต้ก็อดไม่ได้ที่จะกำแน่นขึ้น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด
แม้ว่าในตอนเช้าเขาได้พูดทางโทรศัพท์แล้ว ว่าเขาเต็มใจที่จะปล่อยวาง
แต่ว่าความรู้สึกนั้น มันจะปล่อยวางได้ง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไรล่ะ อย่างน้อยก็ต้องเป็นกระบวนการที่ยาวนานเลย
ดังนั้น เมื่อเห็นว่าเธอกับเปปเปอร์อยู่ด้วยกัน ภายในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกเสียใจอยู่ดี
ขณะที่คิด ลาเต้ก็ได้สูบหายใจเข้าลึกๆ หลังจากที่ได้ฝืนระงับความขมขื่นในหัวใจของเขาแล้ว ก็ได้หยิบโทรศัพท์ออกมา และส่งข้อความออกไป
ในเวลาเดียวกัน โทรศัพท์ของเปปเปอร์ที่อยู่ตรงกระเป๋านั้นก็ดังขึ้น
เขาได้หยุดการสนทนากับมายมิ้นท์ และหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเหลือบมอง เมื่อเห็นคนที่ส่งมานั้น ความประหลาดใจก็แวบเข้ามาในดวงตาของเขา
คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นลาเต้!
ทำไมจู่ๆลาเต้ถึงได้ส่งข้อความให้กับเขาล่ะ?
ดวงตาของเปปเปอร์มืดลงทันที จากนั้นก็ได้เปิดข้อความนั้น บนนั้นมีเพียงคำเดียวเท่านั้น:คุณกับมายมิ้นท์คบหากันแล้วหรือ?
เปปเปอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆเขาถึงได้มาถามสิ่งนี้ แต่ก็ได้พิมพ์ตอบกลับไป:ประมาณนั้น!
ทางนั้น ลาเต้มองดูคำสามคำนี้ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
ประมาณนั้นคือหมายความว่าอะไร?
คือคบหากันแล้วหรือ?
ลาเต้ได้เม้มริมฝีปาก และพิมพ์ต่อไป แต่ทุกครั้งที่พิมพ์คำหนึ่งคำ มือนั้นก็สั่นเทาไปหมด:ในเมื่อได้คบหากันแล้ว ถ้างั้นในอนาคตคุณก็ต้องทำดีต่อเธอ ไม่ต้องทำให้เธอเสียใจอีก มิเช่นนั้นผมไม่มีทางปล่อยคุณไปแน่นอน!
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...