“ไปเถอะครับ” เปปเปอร์ดึงแขนของมายมิ้นท์
“แต่ว่า......” มายมิ้นท์ถือชามข้าวไว้ในมือแล้วดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่เปปเปอร์กลับส่ายหน้ามองไปที่เธอ
ดูเหมือนเธอจะเข้าใจความหมายของเปปเปอร์จึงยื่นชามข้าวไปให้กับท่านย่า “ท่านย่าคะ ถ้าอย่างงั้นทานเองนะคะ แล้วมีอะไรก็เรียกใช้หนูได้ตลอดเลย”
“อืม” หญิงชราพยักหน้าด้วยความใจดีมีเมตตา
มายมิ้นท์ถูกเปปเปอร์ลากแขนกลับไปที่โต๊ะ
เปปเปอร์ยื่นตะเกียบให้เธอ “ทานข้าวเถอะครับ ผมเลือกซื้อแต่ของที่คุณชอบมากทั้งนั้นเลย”
มายมิ้นท์เอื้อมมือไปรับตะเกียบมา เธอยิ้มขึ้นอย่างอบอุ่น “ขอบคุณค่ะ”
พวกเขาทั้งสามคนจึงเริ่มลงมือทานข้าว
หลังจากที่ทั้งสองทานข้าวเสร็จแล้วก็อยู่สนทนากับท่านย่าสักพัก เวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ จึงได้ขอตัวเดินทางจากไป
เมื่อเดินทางมาถึงตึกทรีพ็อต เปปเปอร์ก็เปิดประตูแล้วทำท่าทางโค้งกายเชิญหญิงสาวเข้าไป
มายมิ้นท์จับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอด้วยมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง แล้วโค้งกายเล็กน้อย “รบกวนด้วยนะคะ”
เปปเปอร์ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “รบกวนอะไรกัน ต่อไปนี้ที่นี่ก็เป็นบ้านของคุณ จะเกรงอกเกรงใจทำไม?”
เมื่อมายมิ้นท์ได้ยินประโยคที่ว่า ‘ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของคุณ’ เธอก็อายจนหน้าแดงแล้วหันหน้าหนี “คุณพูดอะไรกัน บ้านของฉันที่ไหน อย่าพูดมั่วไปเรื่อย”
“ผมไม่ได้พูดมั่วไปเรื่อยนะ” เปปเปอร์โน้มกายลงไปเปิดประตูตู้รองเท้าแล้วค้นหารองเท้าด้านใน เขาหาพลางกล่าวขึ้นว่า “รอให้พวกเราจดทะเบียนแล้ว บ้านของผมก็เป็นบ้านของคุณไม่ใช่หรือไง แล้วก็อีกอย่าง พวกเราใช้ที่นี่เป็นเรือนหอดีไหม?”
“เรือนหอ?” มายมิ้นท์ประหลาดใจ
เปปเปอร์ตอบรับว่าอืมเบาๆ
มายมิ้นท์มองไปที่เขา “คุณไม่ได้บอกว่าจะอยู่กับท่านย่าที่คฤหาสน์เหรอคะ?”
“ก่อนหน้านี้ผมตั้งใจแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะส่งท่านย่าไปอยู่ที่บ้านพักคนชราเพื่อรักษาตัว” เปปเปอร์หยิบรองเท้าแตะขนปุยสีชมพูคู่หนึ่งออกมาวางอยู่ตรงหน้ามายมิ้นท์
มายมิ้นท์มองไปที่รองเท้าแตะสีชมพูรูปกระต่ายขนนุ่มฟูแล้วเผยอริมฝีปากขึ้น
ใครกันนะที่ซื้อของแบบนี้ รสนิยมแย่จริงๆ
แม้ว่าในใจเธอจะคิดแบบนี้ แต่ปากเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอถอดรองเท้าส้นสูงแล้วสวมรองเท้าแตะคู่นี้
หลังจากที่สวมมันเข้าไปแล้วเธอจึงพบว่ารองเท้าแตะคู่นี้ขนาดพอดีกับเธอเลย
นั่นหมายความว่ารองเท้าแตะนี้ซื้อเอาไว้ให้เธอ?
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาซื้อเองหรือผู้ช่วยเหมันตร์ไปจัดเตรียมไว้ให้
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร รสนิยมแบบนี้ช่างเป็นผู้ชายที่ตรงไปตรงมาเหลือเกิน
พวกเขาคิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องชอบสีชมพูและชอบกระต่ายน่ารักอย่างงี้เหรอ?
“ทำไมถึงต้องส่งท่านย่าไปที่บ้านพักคนชราล่ะค่ะ?” มายมิ้นท์เดินตามเปปเปอร์เข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอวางกระเป๋าสะพายลงด้านข้างแล้วเอ่ยถาม
เปปเปอร์เดินไปกดน้ำที่ตู้แล้วยื่นให้เธอแก้วหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “สภาพร่างกายของท่านย่า......ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ทางแพทย์ได้ยื่นคำขาดมาแล้ว”
“คุณว่าอะไรนะ?” สีหน้าของมายมิ้นท์เปลี่ยนไป มือของเธอสั่นคลอนจนเกือบทำให้แก้วน้ำหล่นสู่พื้น
ผ่านไปสักพักในที่สุดเธอก็พยายามฝืนสงบสติอารมณ์น้ำเสียงของเธอดูขมขื่น “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้......”
“ความจริงนั้นคาดเดาไม่ได้เลย” เปปเปอร์นั่งลงตรงข้ามเธอแล้วดื่มน้ำเข้าไปก่อนจะพูดอย่างเหนื่อยล้า
มือทั้งสองข้างของมายมิ้นท์กำแก้วน้ำเอาไว้แน่น “ท่านย่า ......ยังมีเวลาอีกประมาณเท่าไหร่คะ?”
“สองปี” เปปเปอร์ก้มหน้าลง “มากสุดสองปี”
“ดังนั้นคุณจึงอยากให้ท่านย่ามีอายุยืนกว่านี้สักหน่อย จึงจะส่งท่านย่าไปที่บ้านพักคนชราเพื่อรักษาร่างกาย?” มายมิ้นท์มองไปที่เขา
เปปเปอร์พยักหน้าเล็กน้อย “ที่บ้านพักคนชรามีอุปกรณ์ไฮเทคและผู้เชี่ยวชาญโดดเด่นที่สุดในโลกอยู่ที่นั่น ร่างกายของท่านย่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ผมเชื่อว่าจะทำให้ท่านมีอายุอยู่ได้อีกสักพัก แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้......”
ประโยคต่อมาของเขาแม้ไม่ได้พูด แต่มายมิ้นท์ก็เข้าใจในความหมายนั้น
สิ่งที่เขาอยากจะบอกก็คือ แม้จะทำให้ท่านย่าอายุยืนขึ้นอีกนิด แต่ก็คงไม่นานอย่างแน่นอน
แต่ประโยคแบบนี้มันช่างทิ่มแทงหัวใจเหลือเกิน แม้แต่การที่จะกล่าวออกมาก็ยังต้องใช้ความกล้าหาญ
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...