ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี นิยาย บท 780

อู๋ซวงเจี้ยงถูกกักอยู่ในค่ายกลกระบี่ ทั้งเป็นนกในกรง แล้วก็ทั้งอยู่ในพื้นที่ไร้อาคมที่สามารถควบคุมผู้ฝึกลมปราณได้มากที่สุด คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะจัดวางค่ายกลเป็นด้วย ก่อนหน้านี้ร่วมมือกับใบหลิวท่อนนั้นของเจียงซ่างเจิน สามารถชิงโอกาสลงมือก่อนจากผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งได้ ทำให้อู๋ซวงเจี้ยงรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

หมัดของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบคนหนึ่งที่ปล่อยประชิดตัวจากด้านหลัง หมัดและเท้าล้วนเหมือนการโจมตีของกระบี่บิน ไม่ว่าจะสำหรับผู้ฝึกตนบนยอดเขาคนใด น้ำหนักก็ล้วนถือว่าไม่เบาเลย

ระดับความแข็งแกร่งทนทานของเรือนกายผู้ฝึกลมปราณเป็นจุดอ่อนมาโดยตลอด เว้นเสียจากผสานมรรคากับฟ้าอำนวยดินอวยพรของขอบเขตสิบสี่ ถึงจะถือว่าเป็นการผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกอย่างแท้จริง สามารถมองว่ามีชีวิตเป็นอมตะได้ เมื่อเทียบกันแล้ว ผสานมรรคากับคนสามัคคี ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในด้านของพลังพิฆาตมากกว่า แสวงหาในจุดสูงสุด ก้าวเดินขึ้นไปบนบันไดก้าวใหญ่

ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ระหว่างขอบเขตเก้าและขอบเขตสิบมีปราการธรรมชาติที่ยากจะข้ามผ่านได้กั้นขวางอยู่ ผู้ฝึกตนที่เดินขึ้นเขา ขอบเขตบินทะยานคิดจะเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่ก็ยิ่งยากราวกับเดินขึ้นสวรรค์

อู๋ซวงเจี้ยงเก็บมือกระบี่ชุดเขียวที่ยืนคุมเชิงกับหนิงเหยามา ให้มายืนเคียงบ่ากับ ‘หนิงเหยา’ หนึ่งซ้ายหนึ่งขวายืนอยู่ข้างกายอู๋ซวงเจี้ยง อู๋ซวงเจี้ยงมอบกระบี่เซียนจำลองสี่เล่มให้กับพวกเขา ‘เฉินผิงอัน’ สะพายไท่ป๋าย ในมือถือว่านฝ่า ในกล่องกระบี่ของ ‘หนิงเหยา’ บรรจุเทียนเจิน ในมือถือเต้าจ้าง ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับคำสั่งจากอู๋ซวงเจี้ยง พอหาโอกาสเจอก็จะทำลายฟ้าดินเล็กให้แหลกละเอียด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องฝ่าพันธนาการฟ้าดินเล็กแห่งนี้ไปให้ได้

ส่วนค่ายกลกระบี่แห่งนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นอู๋ซวงเจี้ยงที่รับกระบี่ด้วยตัวเอง

เข้ามาอยู่ในดินแดนไร้อาคมแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่ร่ายวิชาอภินิหารก็ต้องถูกเผาผลาญปราณวิญญาณไป อู๋ซวงเจี้ยงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

เพราะถึงอย่างไรการผสานมรรคาเหมือนอย่างป๋ายเหย่ที่ขอแค่ในใจมีบทกวีก็สามารถออกกระบี่ได้ไม่หยุด ก็น่าเหลือเชื่อเกินไป

กระบี่บินนับพันนับหมื่นเล่มกรูกันสาดยิงมาถึง

สองนิ้วของอู๋ซวงเจี้ยงประกบกันทำมุทรา ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนตระหง่าน ข้างกายมีดวงดาวมากมายลอยขึ้นมา เขาถึงกับเรียนรู้แล้วเอามาใช้ทันที คัดลอกภาพกลุ่มดาวของชุยตงซานมา กลุ่มดาวห้อมล้อม ระหว่างดาวแต่ละดวงมีเส้นใสผลุบๆ โผล่ๆ หลายเส้นคอยชักนำ ดวงดาวเคลื่อนโคจรอย่างเป็นระบบระเบียบ ปณิธานเปี่ยมล้น อู๋ซวงเจี้ยงใช้สองนิ้วชี้ไปที่ความว่างเปล่าอีกสองที ก็มีดวงตะวันจันทราเพิ่มมาสองดวง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวจึงก่อเกิดเป็นวงโคจรที่ไม่ดับสลายนับแต่นี้ กลายมาเป็นค่ายกลใหญ่ที่ฟ้ากลมแผ่นดินเหลี่ยมแห่งหนึ่ง

กระบี่บินแน่นขนัดคล้ายผู้ฝึกกระบี่นับพันนับหมื่นคนจับมือกันขี่กระบี่เหยียบอากาศว่างเปล่าอยู่นอกฟ้า โจมตีอู๋ซวงเจี้ยงที่ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มกระบี่บินนั้น

กระบี่บินโจมตีต่อเนื่องไม่ขาดสาย ดวงดาวมายาแต่ละดวงจึงพากันย่อยยับแตกสลาย ทว่าภายใต้การควบคุมของอู๋ซวงเจี้ยงก็กลับคืนมาเป็นปกติดังเดิม อู๋ซวงเจี้ยงเงยหน้าขึ้น คงเพราะรู้สึกว่าไม่อาจสกัดขวางค่ายกลกระบี่นี้ไว้ได้ จึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลางฝ่ามือมีเมล็ดพันธ์ต้นไม้ดอกไม้กำใหญ่กองกันอยู่ เอียงฝ่ามือลง เมล็ดพันธ์ทั้งหลายก็หล่นลงมาจากฝ่ามือ ใต้ฝ่าเท้าของอู๋ซวงเจี้ยงและ ‘ข้ารับใช้ถือกระบี่’ สองคนมีลายริ้วสีเขียวมรกตชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา เมล็ดพันธ์พวกนั้นเหมือนหล่นลงน้ำ ส่งเสียงดังจ๋อมๆ ถึงกับสร้างริ้วคลื่นลมปราณกระเพื่อมเป็นวงสีทองวงแล้ววงเล่าอยู่ในสถานที่ไร้อาคมแห่งนี้ได้

เรื่องอย่างการสร้างฟ้าดินเล็กนี้ อู๋ซวงเจี้ยงทำได้ง่ายดายราวกับยกมือกวักเรียกก็มา มีต้นกุ้ยต้นหนึ่ง ดวงจันทร์กลมโตห้อยแขวนอยู่บนกิ่งกุ้ย ใต้ต้นไม้มีองค์เทพถือขวานทำท่าจามต้นกุ้ย นั่นคือทัศนียภาพของตำหนักดวงจันทร์ยุคบรรพกาล ต้นท้อต้นหนึ่ง บนกิ่งท้อแขวนว่าวกระดาษยันต์ไว้มากมาย แสงสีทองเอ่อท่วมท้น เป็นฝีมือของนักพรตบางคนแห่งอารามเสวียนตูใหญ่ ดอกบัวแต่ละดอกตั้งตระหง่านชูช่อ สูงต่ำไม่เท่ากัน ใหญ่เล็กมีความต่าง คือทิวทัศน์ในถ้ำสวรรค์เล็กเหลียนฮวา

หลังจากที่กระบี่บินทุกเล่มซึ่งจำแลงอยู่ในจันทร์ในบ่อแตกสลายไปก็มีตัวอักษรสีทองร้อยเรียงเป็นแถวยาวหยุดลอยอยู่ที่เดิม ล้วนเป็นตัวอักษรบนยันต์ที่ชุยตงซานเป็นผู้วาด บ้างก็เป็นบทกวีของอริยะปราชญ์ บ้างก็เป็นภาพห้าขุนเขาที่แท้จริงของราชวงศ์ที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นภาพค้นภูเขาป๋ายเจ๋อที่รูปแบบแตกต่างกันไปในประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่กระบี่บินและยันต์บุกรุดไปเบื้องหน้าก็เหมือนกองทัพใหญ่ที่เหยียบย่ำเข้ามาในดินแดน ใช้ค่ายกลกระบี่เปิดทาง จากนั้นค่อยใช้ยันต์ปูเส้นทาง พุ่งชนฟ้าดินดวงดาวให้แหวกออกเป็นทางสายหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งไปอุดปะรูโหว่ระหว่างดอกบัวแต่ละดอก ส่วนกระดาษว่าวสีทองทุกชิ้นที่อยู่บนต้นท้อ หลังจากพลิ้วร่วงลงมาจากกิ่งไม้แล้วก็จะมีเรือนกายของนักพรตชุดเขียวที่ร่างล่องลอย ใบหน้าพร่าเลือนคนหนึ่ง ในมือถือแส้ปัดฝุ่นสีทองหนึ่งด้ามยืนลอยตัวอยู่กลางม่านฟ้า หนึ่งบุรุษสกัดขวางเป็นหน้าด่าน แส้ปัดฝุ่นกวาดหนึ่งทีก็สามารถหันปลายกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนของแม่น้ำยาวค่ายกลกระบี่ให้พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลกระบี่ที่อยู่ด้านหลังได้แล้ว

บุรุษร่างกำยำที่อยู่ในท่าแม่ทัพเทพฟันต้นกุ้ยในตำหนักดวงจันทร์ผู้นั้นก็ยิ่งมีดวงตาเป็นสีทอง เส้นสายตาไล่มองไปทั่วสี่ทิศ แล้วก็จะคอยขว้างขวานในมือออกไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่เพียงแต่ทำลายค่ายกลกระบี่ที่เป็นธารดวงดาวยิ่งใหญ่เกรียงไกรแต่ละแห่งให้แหลกเละ บางครั้งยังสามารถเปล่งวูบแล้วหายไป มองเมินการพันธนาการของค่ายกลกระบี่ไปได้อย่างสิ้นเชิง ตรงดิ่งเข้าหาร่างจริงของเฉินผิงอัน เฉินผิงอันค้นพบว่าแต่ละครั้งตนถึงกับหลบไม่พ้น จึงได้แต่เผยร่างกายธรรมที่สวมชุดคลุมอาคมสีแดงสด ตัวสูงพันจั้ง ใช้ฝ่ามือตบขวานยักษ์นั้นให้แหลก

กระบี่บินมีมากเกินไปจริงๆ ค่ายกลกระบี่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลอยอยู่นอกฟ้าเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ประหนึ่งกองทัพใหญ่มารวมตัวกันตั้งท่าเตรียมพร้อมลงมือ อู๋ซวงเจี้ยงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินเล่มหนึ่งในนั้นทำให้เฉินผิงอันยึดครองฟ้าอำนวยดินอวยพรไปได้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ว่าการบังคับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มที่สอง เฉินผิงอันอยู่ในฟ้าดินเล็กบ้านตน แม้จะบอกว่าต้องเผาผลาญปราณวิญญาณไปมากเกิน แต่สำหรับความเสียหายที่สร้างให้กับจิงชี่เสินของผู้ฝึกตนคนหนึ่งย่อมไม่มีทางน้อยแน่นอน นี่หมายความว่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงแต่อาศัยเรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางเท่านั้น การฝึกตนบนภูเขา เรื่องของการขัดเกลาจิตแห่งมรรคาก็ไม่ได้ด้อยกว่าเช่นกัน ไม่อย่างนั้นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งต้องบังคับกระบี่บินมากมายขนาดนี้ ป่านนี้ก็น่าจะเวียนหัวตาลายไปนานแล้ว

ขวานที่ฟันกิ่งกุ้ยเล่มนั้นพลังพิฆาตไม่มาก มีความมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวก็คือไม่เน้นในเรื่องพลังสังหาร เอาไว้ใช้ตามหาคนโดยเฉพาะ อันที่จริงคือยันต์ขวานหยกแผ่นหนึ่งที่อู๋ซวงเจี้ยงสร้างขึ้นมาเอง เป็นยันต์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากบนภูเขา ก็เหมือนมีผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งอยู่ด้านในยันต์ทำลายสิ่งกีดขวางแห่งขุนเขาสายน้ำ ยามที่อู๋ซวงเจี้ยงเข่นฆ่ากับคนอื่น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเช่นนี้ วิชาคาถาทุกบท แผ่นยันต์ทุกแผ่นล้วนหยุดแต่พอสมควร ‘ประหยัดมัธยัสถ์’ อย่างยิ่ง เต็มไปด้วยความหมายของการหยั่งเชิง ไม่เพียงแต่ตรวจสอบคาดคะเนความจริงอย่างแม่นยำ ที่ยากที่สุดนั้นอยู่ที่ว่าเขาสามารถทำออกมาได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เลย

อู๋ซวงเจี้ยงยืนอยู่บนใบบัวใบหนึ่งที่ใหญ่ราวกับนครแห่งหนึ่ง ฟ้าดินเล็กดวงดาวสูญเสียอาณาเขตไปแล้วเกือบครึ่ง เพียงแต่ว่าจุดศูนย์กลางค่ายกลใหญ่กลับยังสมบูรณ์แบบ ทว่าว่าวกระดาษต้นท้อนั้นถูกทำลายไปสิ้นแล้ว ดวงจันทร์บนต้นกุ้ยก็เริ่มหม่นแสง ใบบัวเกินครึ่งล้วนเอาไปใช้ชัดขวางค่ายกลกระบี่ จากนั้นค่อยถูกแม่น้ำกระบี่บินปั่นคว้านจนเละไปทีละใบ ท่ามกลางม่านฟ้า บทความตัวอักษรสีทองของอริยะปราชญ์แต่ละยุคสมัย ห้าขุนเขาตั้งตระหง่าน ภาพค้นภูเขาแต่ละภาพได้ยึดครองม่านฟ้าไปเกินครึ่งแล้ว

อู๋ซวงเจี้ยงไม่กังวลกับเรื่องนี้ อาศัยแค่ค่ายกลกระบี่และดินแดนไร้อาคมแห่งหนึ่ง คิดจะให้ลมปราณของเขาแห้งขอด หรือให้เขาปล่อยสมบัติอาคมออกมาจนหมดสิ้น อีกฝ่ายยังคิดเพ้อฝันเกินไปหน่อย

อู๋ซวงเจี้ยงยื่นมือข้างหนึ่งออกมา เก็บเอากระบี่จำลองไท่ป๋ายกลับมาจากด้านหลังของมือกระบี่ชุดเขียว ชั่งน้ำหนักเล็กน้อย ปณิธานกระบี่ยังเบาเกินไป

ครั้งนี้ได้ประลองวิชาคาถากับคนเหล่านั้น ต่างฝ่ายต่างก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ ต่างฝ่ายต่างก็มอบความไม่คาดฝันให้อีกฝ่าย

พวกชุยตงซานสร้างฟ้าดินเล็กสะสมทับซ้อน อู๋ซวงเจี้ยงอาศัยโอกาสนี้ปรับปณิธานกระบี่ที่อยู่ในกระบี่จำลองสองเล่มอย่างเทียนเจินและไท่ป๋ายให้สมบูรณ์แบบ ขอแค่ได้ผลประโยชน์แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็ล้วนถือเป็นผลเก็บเกี่ยวมหาศาลที่มิอาจประเมินค่าได้

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี