บทที่ 283 เจรจา
“เอ่อ…จะว่าข้าสรุปเองก็ได้”
จินเฟิงเกาหัวและตอบอย่างเขินอาย
“หากท่านอาจารย์ยินดีที่จะนำทัพ ข้าเชื่อว่าความสำเร็จของท่านจะต้องสูงกว่าท่านพี่ชิ่งไหวเป็นแน่!”
ชิ่งมู่หลานกล่าวด้วยความชื่นชม
จินเฟิงยิ้มและไม่ตอบ
ว่าจบชิ่งมู่หลานก็ถอนหายใจเล็กน้อย
เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงภัตตาคารเว่ยเจีย จินเฟิงก็พากวานเสี่ยวโหรว ถังเสียวเป่ยและชิ่งมู่หลานเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว โดยที่มีทหารผ่านศึกและทหารหญิงเดินตามเข้ามาด้วยความยินดีปรีดา
แม้ว่าห้องอาหารส่วนตัวจะใหญ่แค่ไหน แต่ก็ดูแน่นขนัดไปโดยปริยายเมื่อมีหลายชีวิตยืนอยู่
“ท่านหนาน คือว่า… เรื่องนี้”
จ้าวเสี้ยนเว่ยกล่าวว่า “ข้ามีเรื่องส่วนตัวอยากจะถามท่านหนาน ไม่ทราบว่าจะขอให้ฮูหยินและคนอื่น ๆ หลบไปก่อนได้หรือไม่ ข้า…”
“ไม่ได้”
ก่อนที่จ้าวเสี้ยนเว่ยจะพูดจบ จินเฟิงก็ส่ายหัวและปฏิเสธ
ตัวอำเภอนี้เป็นอาณาเขตของเสี้ยนเว่ย หากตอนนี้มีโจรกระโดดข้ามกำแพงมา ใครจะรู้ว่ามื้ออาหารนี้จะตกเป็นเครื่องมือของการทำร้ายผู้คนหรือไม่?
หากจ้าวเสี้ยนเว่ยทุบถ้วยเหล้าและมีชายร่างใหญ่หลายคนรีบเข้ามาจากด้านนอก เขาคงจะไม่สามารถเอาชนะคนเหล่านั้นได้
เมื่อไม่มีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ จินเฟิงย่อมรู้สึกเสียเปรียบเป็นธรรมดา
“สิ่งนี้…”
จ้าวเสี้ยนเว่ยและคหบดีทั้งสองมองหน้ากันไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก
แม้ว่าการสนับสนุนโจรอย่างลับ ๆ จะเป็นสิ่งที่คนชั้นสูงจำนวนมากทำกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถเปิดเผยได้
หากพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ ใครจะรู้ว่าข่าวจะแพร่กระจายไปไกลแค่ไหน?
“มีอะไรจะพูดก็รีบว่ามาเถิด แต่หากไม่สะดวกใจที่จะพูด พวกข้าคงต้องขอตัวไปกินข้าวก่อน”
จินเฟิงเร่งเร้าอย่างไม่อดทน
“เรื่องเป็นเช่นนี้ พวกข้าได้รับการร้องขอจากใครบางคนให้มาขอร้องท่านหนาน โดยหวังว่าท่านหนานจะให้ความอนุเคราะห์เฮยสุ่ยโกว ภูเขาหู่โถว และซวงถัวเฟิง”
จ้าวเสี้ยนเว่ยคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อีกฝ่ายบอกว่าพวกเขาสามารถให้ค่าตอบแทนกับท่านหนานได้ เช่นเสบียงสำหรับเหล่าทหาร”
ต้องบอกว่าจ้าวเสี้ยนเว่ยนั้นมีวิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีใครมาสอบถามเขา เขาก็สามารถตอบได้ว่ามีใครสักคนร้องขอเขามาและจะไม่มีใครเอาผิดตัวเขาได้
“ตอบแทนเป็นสิ่งใดบ้างเล่า?”
เมื่อเห็นว่าเขาเปิดประเด็นมา จินเฟิงจึงดึงเก้าอี้ออกและนั่งลงด้วยท่วงท่าสบาย ๆ
“ไม่ว่าจะเงินทอง หญิงรับใช้ ธัญพืช หรือทุกสิ่งที่ท่านหนานต้องการ เพียงแค่บอกข้ามาและตราบใดที่อีกฝ่ายสามารถทำได้” จ้าวเสี้ยนเว่ยตอบ
“ข้าไม่ได้ขาดแคลนเงินและข้าก็ไม่ต้องการผู้รับใช้หรือเสบียงใด ๆ แต่สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
จินเฟิงกล่าวว่า “นั่นก็คือการทำให้กลุ่มโจรทั้งสามยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขและยอมรับข้อตกลงของข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเขาไป”
“ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างนั้นหรือ?!”
จ้าวเสี้ยนเว่ยและคหบดีทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง สีหน้าของพวกเขาเริ่มแสดงความตึงเครียดออกมาเรื่อย ๆ
ตอนนี้โจรทั้งสามกลุ่มรวมกันถือว่ามีกำลังคนจำนวนมาก อีกทั้งในถ้ำก็มีเสบียงอาหารไม่ขาดแคลนจึงยังมีโอกาสต่อสู้ได้
แต่หากยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นหมายถึงการกลายเป็นชิ้นปลาบนเขียงและถูกจินเฟิงสังหาร
“ท่านหนาน คำขอของท่านอาจจะยากเกินไป”
เมื่อจ้าวเสี้ยนเว่ยเห็นว่าจินเฟิงไม่เต็มใจที่จะรับเงื่อนไข เขาจึงโค้งคำนับและพูดว่า “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่? เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป หลังจากโจรทั้งสามกลุ่มเก็บส่วยข้าวประจำปีแล้ว แต่ละกลุ่มจะมอบปันส่วนให้ท่านหนานหนึ่งในสิบส่วนเพื่อแสดงความจริงใจต่อท่าน ท่านหนานเห็นควรหรือไม่?”
ปกติแล้วพวกโจรจะมอบปันส่วนให้พวกเขาปีละสามในสิบส่วน หากต้องแบ่งให่จินเฟิงอีกหนึ่งในสิบส่วน ก็เท่ากับมีคนมาหารผลประโยชน์เพิ่ม
เรียกได้ว่าเป็นการแสดงความจริงใจแล้ว
ในระหว่างการสนทนา เผิงเหล่าเหยียและจูเหล่าเหยียก็ต้องทนรับความเจ็บปวดกับการยื่นข้อเสนอนั้น
น่าเสียดายที่สิ่งที่จินเฟิงต้องการคือพื้นที่บริเวณต้าโฮ่วฟางหรือแนวหลังใหญ่ที่มั่นคง เพื่อเป็นสถานที่ที่รองรับจินชวนหากเกิดภัยพิบัติ
ไม่ใช่การรับผลประโยชน์จากกลุ่มโจรเหล่านี้
“ใต้เท้า อย่าเพิ่งโกรธเคืองไปเลย” เผิงเหล่าเหยียกล่าว “ข้าไม่คิดว่าจินเฟิงต้องการเงิน ข้ารับใช้ หรือเสบียงใด ๆ”
“แล้วเขาต้องการอะไร” จูเหล่าเหยียถาม
“สิ่งที่จินเฟิงต้องการอาจเป็นหัวใจของผู้คน”
จ้าวเสี้ยนเว่ยกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเขาต่ำไป คิดว่าเขาแค่อยากติดสินบนผู้ที่แปรพักตร์ให้กับซีเหอวาน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาต้องการติดสินบนเป็นหัวใจและความคิดของคนทั้งจินชวน”
“ใต้เท้า ท่านหมายความว่าอย่างไร?” จูเหล่าเหยียถามอย่างสงสัย
“เหล่าจู เจ้าคิดว่าหากในอนาคตไม่มีโจรไปเก็บส่วยข้าวประจำปีอีกต่อไป ชาวจินชวนจะรู้สึกขอบคุณจินเฟิงจากก้นบึ้งของหัวใจหรือไม่?”
เผิงเหล่าเหยียเข้าใจได้ในทันทีว่าจ้าวเสี้ยนเว่ยหมายถึงอะไร
“ไม่แปลกใจที่จินเฟิงไม่ต้องการสิ่งใด เขามุ่งมั่นที่จะทำลายพวกโจรเพราะเหตุนี้นี่เอง”
จูเหล่าเหยียพยักหน้าทันที “เหตุใดเขาจึงพยายามเอาชนะใจผู้คน? เขาต้องการกบฏหรือ?”
“ข้าเกรงว่าจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้…”
จู่ ๆ เผิงเหล่าเหยียก็มองไปที่จ้าวเสี้ยนเว่ย “ใต้เท้า ท่านสามารถใช้เรื่องนี้เพื่อเล่นงานเขาได้หรือไม่?”
ในยุคศักดินานิยมนี้ การแสดงน้ำใจต่อประชาชนเป็นสิ่งที่ฝ่าบาททำได้ แต่หากขุนนางทำเช่นนี้จะถูกสงสัยว่าเป็นกบฏ
และในราชวงศ์นี้ก็มีขุนนางหลายคนที่ฝ่าบาททรงสั่งให้ตัดศีรษะเพราะเรื่องดังกล่าว
“เจ้าคิดว่าข้ามีคุณสมบัติพอที่จะนำเรื่องนี้เข้าท้องพระโรงได้อย่างนั้นหรือ?”
จ้าวเสี้ยนเว่ยเหลือบมองทั้งสองคน “อย่าว่าแต่เล่นงานจินเฟิงเลย อำนาจของข้าอยู่แค่อำเภอจินชวนเท่านั้น! อีกอย่างการปราบปรามโจรยังเป็นกฎตายตัวภายใต้ระบอบของฝ่าบาท เรื่องนี้ใครจะกล่าวหาเขาได้”
“ในจินชวนข้าอาจมีอำนาจที่จะกระทำการหลายสิ่ง แต่หากเทียบระดับต้าคังแล้ว ข้านั้นไม่สามารถทำได้ ตามกฎหมายแล้วเสี้ยนเว่ยทำได้แค่รายงานเรื่องต่อเสี้ยนลิ่งหรือนายอำเภอเท่านั้น จากนั้นเสี้ยนลิ่งก็จะรายงานต่อไปยังจวิ้นโส่ว จากนั้นจวิ้นโส่วก็จะรายงานถึงผู้ปกครองมณฑลซื่อชวน และผู้ปกครองมณฑลซื่อชวนก็จะยื่นเรื่องต่อเน่ยเก๋อ*[1] เมื่อเน่ยเก๋อเห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นจึงจะส่งเรื่องต่อไปยังฝ่าบาท ตอนนี้เสี้ยนลิ่งหรือนายอำเภอแห่งจินชวนไม่ได้ถูกโจวซือเหยียจูงจมูกอีกต่อไป และช่วงนี้เขาก็กลับมามีบทบาท โดยพยายามควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ เขาจะทำให้จินเฟิงขุ่นเคืองในช่วงเวลาวิกฤตินี้ได้อย่างไร”
“แล้วเราควรทำอย่างไรดี หรือทำได้แค่รอดูจินเฟิงทำลายทุกสิ่งที่พวกเราร่วมสร้างมาอย่างนั้นหรือ?” จูเหล่าเหยียถาม
“ตอนนี้ เราเหลือแค่ทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น”
จ้าวเสี้ยนเว่ยถอนหายใจ “เหล่าเผิง ให้คนไปตามมกุนซือเฝิงมาที”
[1] เน่ยเก๋อ (内阁) : คือ คณะขับเคลื่อนส่วนราชการต่าง ๆ หรือสำนักเลขาธิการใหญ่ มีหน้าที่กลั่นกรองเอกสารที่หน่วยงานราชการถวายต่อฮ่องเต้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์