เย่ชิวกับพวกเร่งมุ่งหน้าไปยังใจกลางที่สุดของเขตแกนกลางอย่างรวดเร็ว
เพราะรากวิญญาณแห่งสวรรค์และโลกเติบโตอยู่ที่นั่น
ตอนแรกทุกอย่างยังไปได้สวย แต่หมอกหลากสีรอบด้านค่อย ๆ หนาขึ้นเรื่อย ๆ บดบังทัศนวิสัยของทุกคน ทำให้แต่ละก้าวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
แรก ๆ พวกเขายังคิดว่าเป็นแค่หมอกธรรมดา ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด
เพราะแม้แต่เย่ชิว พอเปิดดวงตาสวรรค์แล้ว ยังไม่อาจมองทะลุหมอกลึกลับนี้ได้ นับประสาอะไรกับคนอื่น
ความเร็วของทุกคนชะลอลงทันที
เย่ชิวรู้สึกได้ว่าหมอกลึกลับพวกนี้ไม่ธรรมดา จึงถามว่า “เสี่ยวเสี่ยว เธอพอรู้ไหมว่าหมอกนี่มันมาจากไหน?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเองก็เพิ่งเข้ามาในเขตแกนกลางครั้งแรกเหมือนกัน แต่…” เสียงของเฟิงเสี่ยวเสี่ยวพลิกเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “พื้นที่ที่หมอกหลากสีปกคลุมอยู่ ล้วนเป็นอาณาเขตของท่านจุนทั้งนั้น”
“ฉันว่าหมอกหลากสีพวกนี้ อาจเป็นท่านผู้สูงศักดิ์สร้างขึ้นมาก็ได้”
“ท่านผู้สูงศักดิ์สร้างขึ้น?” จางเหมยเจินเหรินหัวเราะออกมา “ท่านผู้สูงศักดิ์ว่างขนาดนั้นเชียว?”
เฟิงเสี่ยวเสี่ยวพูดว่า “ฉันก็แค่เดาเอาเท่านั้นแหละ”
“เดาของเจ้ามันไม่มีมูลเลยสักนิด” จางเหมยเจินเหรินว่า “พวกเราเดินอยู่ในเขตแกนกลางมาตั้งนานแล้ว ยังไปไม่ถึงใจกลางที่สุดด้วยซ้ำ ให้ตายสิ แค่คิดก็รู้ว่าพื้นที่ของเขตแกนกลางนี่กว้างขนาดไหน”
“ถ้าอย่างที่เจ้าว่า หมอกพวกนี้เป็นท่านผู้สูงศักดิ์จงใจปล่อยออกมา งั้นข้าคงพูดได้คำเดียวว่าท่านผู้สูงศักดิ์ต้องเป็นพวกสติไม่ดี”
“ลองคิดดู คนปกติมีใครเขาทำอะไรแบบนี้บ้าง?”
“ท่านนักพรต!” สีหน้าของเฟิงเสี่ยวเสี่ยวพลันเคร่งขรึม กล่าวอย่างเอาจริงเอาจังว่า “อย่านินทาท่านผู้สูงศักดิ์ลับหลัง ระวังปากตัวเองไว้หน่อย เคราะห์อาจมาเพราะคำพูดก็ได้”
จางเหมยเจินเหรินกลับไม่ใส่ใจสักนิด ยังคงหัวเราะร่า “เสี่ยวเสี่ยว อย่าเครียดนักเลย แค่พูดเล่นเอง ต่อให้ท่านผู้สูงศักดิ์ได้ยินเข้าก็คงไม่ถือหรอก”
เย่ชิวพูดว่า “เหล่าโต้วซี ฉันว่าที่เสี่ยวเสี่ยวพูดก็ถูกนะ ที่นี่เป็นอาณาเขตของคนอื่น แกควรจะให้เกียรติเขาหน่อยจะดีกว่า”
จางเหมยเจินเหรินเม้มปาก หันหน้าหนีทำท่าไม่เห็นด้วยสุด ๆ
เย่ชิวพูดต่อว่า “ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรของพวกเรา สายตายังทะลุหมอกนี่ไม่ได้ ดูก็รู้แล้วว่าหมอกนี่ไม่ใช่ของธรรมดา”
“ที่นี่พวกเราทุกคนเพิ่งมาเป็นครั้งแรก แถมตอนนี้ยังมองอะไรไม่ค่อยเห็น เพราะงั้นทุกคนต้องตั้งสติให้เต็มร้อย ห้ามประมาทเด็ดขาด”
“ไปกันต่อเถอะ เดินหน้า”
พูดจบ เย่ชิวก็พาทุกคนเดินหน้าต่อไป
ส่วนจางเหมยเจินเหรินก็ยังทำหน้าที่คุมท้ายเช่นเดิม ยืนอยู่ท้ายสุดของขบวน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว
จางเหมยเจินเหรินก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่หลังคอ เหมือนมีอะไรบางอย่างแอบจ้องเขาอยู่ พอหันกลับไปมองก็เห็นเพียงหมอกหลากสีที่กำลังคุกรุ่นพลุ่งพล่านอยู่เท่านั้น ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย
เขาจึงเดินหน้าต่อ
เดินไปเรื่อย ๆ
“ฟึ่บ!”
ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองกลับมาอีกครั้ง จางเหมยเจินเหรินรู้สึกว่าหลังคอเย็นเฉียบ ราวกับมียมทูตกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไร้เสียง
ฉัวะ!
จางเหมยเจินเหรินหยุดเท้ากระทันหัน หมุนตัวกลับ ร่ายมือเป็นวิชาลับ เตรียมพร้อมมองสำรวจไปรอบทิศด้วยความระแวดระวัง
ทว่า นอกจากหมอกลึกลับที่พลุ่งพล่านไม่หยุดนั่นแล้ว เขาก็ไม่พบอะไรเลย
“หรือว่าข้าจะตาฝาดไปเอง?”
จางเหมยเจินเหรินพึมพำเบา ๆ จากนั้นก็รีบเดินตามขบวนไปต่อ
เดินไปได้อีกสักพัก
จู่ ๆ ความเย็นก็ไต่ขึ้นมาบนต้นคอ
ครั้งนี้ให้ความรู้สึกกับจางเหมยเจินเหรินราวกับมีงูพิษตัวหนึ่งกำลังแลบลิ้นเลียต้นคอเขา ความรู้สึกนั้นสมจริงอย่างน่าขนลุก
ถึงขั้นที่ขนตามตัวเขาชูชันไปหมด
“เวรเอ๊ย ตกลงตัวบ้าบออะไรที่มาทำตัวลึกลับหลอกหลอนกันแน่?”
คิดได้ดังนั้น จางเหมยเจินเหรินก็แอบล้วงหยิบยันต์เวทออกมาหลายแผ่นจากในแขนเสื้อ แล้วหมุนตัวกลับ ปล่อยยันต์เวทออกไปชุดใหญ่
“คาถาห้าสายฟ้า!”
“ยันต์ไฟ!”
จางเหมยเจินเหรินคิดในใจว่า “ไอ้หนู หวังว่าต่อไปเจ้าจะยังหัวเราะออกอยู่นะ”
นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ระหว่างทางเท่านั้น
ทุกคนเดินหน้าต่อไป
จางเหมยเจินเหรินขยับมาเดินชิดหลังเย่ชิวอย่างแนบแน่น ในสายตาเขา มีแต่เกาะเย่ชิวให้ติดถึงจะปลอดภัยที่สุด
เดินไปได้อีกระยะหนึ่ง จางเหมยเจินเหรินก็หันไปถามเฟิงอู๋เหินที่คุมท้ายอยู่ด้านหลัง “เจ้ายังดีอยู่ไหม?”
เฟิงอู๋เหินยักไหล่ พูดว่า “สบายดีนี่นา”
“หือ หรือว่าเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกจ้องเลย?” จางเหมยเจินเหรินพึมพำเสียงเบา
“เหล่าโต้วซี แกรำพึงรำพันอะไรอยู่?” เย่ชิวถาม
“ไอ้เจ้าหนู แกไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ บ้างเหรอ?” จางเหมยเจินเหรินถามเสียงเบา
เย่ชิวส่ายหัว “ไม่รู้สึก”
“แปลกจริง ทำไมไอ้เจ้าหนูกับเฟิงอู๋เหินถึงไม่รู้สึกอะไรเลย มีแต่ข้าคนเดียวที่รู้สึก?” แม้ในใจจางเหมยเจินเหรินจะเริ่มหวั่น ๆ แต่ภายนอกก็ยังฝืนทำเป็นใจเย็น
“รีบเดินต่อเถอะ!”
จางเหมยเจินเหรินเร่งฝีเท้า พยายามใช้ความเร็วกลบความกังวลที่อธิบายไม่ได้ในอก
เย่ชิวเห็นท่าทางจางเหมยเจินเหรินผิดปกติไป จึงถามขึ้นว่า “เหล่าโต้วซี แกเป็นอะไรหรือเปล่า? เจออะไรเข้ารึไง?”
จางเหมยเจินเหรินส่ายหัว ทำเสียงสบาย ๆ ว่า “ไม่มีอะไรหรอก คงเพราะหมอกนี่แหละ ทำเอาคนขนลุก รู้สึกเหมือนมีอะไรแอบมองอยู่ตลอด”
เขาจึงแผ่สัมผัสเทพออกตรวจสอบอย่างเงียบ ๆ ทว่า กลับไม่พบอะไรเลย
หมอกหลากสีเหล่านั้นราวกับเป็นกำแพงเหล็กกำแพงทอง กั้นขวางสัมผัสเทพของเขาไว้ทั้งหมด
ดังนั้น
เย่ชิวจึงยกเสียงขึ้นบอกทุกคนว่า “ทุกคนฟังนะ ระวังตัวให้ดี เพิ่มความระวังให้ถึงขีดสุด อันตรายอาจโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้”
ทันใดนั้น บรรยากาศก็ตรึงเครียดขึ้นมาในชั่วพริบตา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ
ตอนที่ 261-281 ทำไมมีตอนละไม่กี่บรรทัด...
เรื่องนี้มีเติมเงินอ่านไหมครับ แนะนำหน่อย...
ทำไมลงวันละตอนแล้วครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ...
ทำไมช่วงนี้ลงวันละตอนล่ะครับอีกอย่างช่วงแรกได้อ่านตั้งแต่7โมงเช้าแต่พอลงตอนเดียวต้องอ่านตอน3โมงเย็น...
ไอ้ชิบหาย มีแต่หน้าเปล่าๆมา3วันแล้ว พอๆเลิกอ่านบล็อคแม่งออกเลย หนังสือที่อื่นมีอ่านเยอะแยะ...
หลังๆทำไมลงแต่หน้าเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัว...
จะอ่านบท1611-1616ยังใงคับ...
ตอนที่ 267 - 301 มีแค่ 2-3 บรรทัดเองรบกวนแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ...
อยากอ่านจนจบเรื่องทำไงบ้างครับ...
ฮาเร็มไหมครับ...