เข้าสู่ระบบผ่าน

วิสารทแพทย์เทวัญ นิยาย บท 3030

“ปุ๊บ!”

เย่ชิวเหยียบเท้าลงไปเพียงครั้งเดียวก็บดโยวหมิงจนเละเป็นกองเนื้อฉีกขาด ภาพอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนนั้นทำให้ทั้งลานต่อสู้เงียบกริบในทันใด

องค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งเบิกตาโพลง หน้าตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ โยวหมิงนั่นเป็นยอดฝีมือแถวหน้าของเผ่ามิ่ง เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับราชานักบุญสูงสุดไร้เทียมทาน ไม่นึกเลยว่าจะถูกเย่ชิวเหยียบเพียงเท้าเดียวจนกลายเป็นกองเนื้อเละเช่นนี้

รองผู้อาวุโสที่สองกับรองผู้อาวุโสที่สามก็ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออกเช่นกัน แววตาที่มองเย่ชิวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ยามคิดถึงเย่ฉางเซิงคนนี้ พลันรู้สึกว่าพลังของเขานั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเกินคาด!

อีกฟากหนึ่ง

ค่ายกลสังหารที่มหาปุโรหิตวางไว้ ตอนนี้ถูกจางเหมยเจินเหรินเจาะทำลายไปแล้วกว่าครึ่ง แสงขาวกับหมอกสีเทาพันตวัดปะทะกันดุจการผลัดเปลี่ยนกลางวันกลางคืน ทว่าค่อย ๆ กลายเป็นฝ่ายแสงขาวที่ได้เปรียบ ช่องโหว่ของค่ายกลสังหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานค่ายกลสังหารของมหาปุโรหิตจะต้องถูกทำลายย่อยยับ

รองผู้อาวุโสที่สองเห็นท่าไม่ดี ใจพลันร้อนรน รีบตะโกนว่า “มหาปุโรหิต รีบกลับมาเถอะ ค่ายกลสังหารใกล้แตกแล้ว ไม่จำเป็นต้องดึงดันสู้ต่อ!”

มหาปุโรหิตได้ยินดังนั้น สีหน้าก็มืดดำจนดูน่ากลัว เขาไม่เคยนึกเลยว่าค่ายกลสังหารที่วางไว้ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งจะถูกจางเหมยเจินเหรินเจาะทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ ไฟโทสะพลันพลุ่งขึ้นมาล้นอก

ที่ทำให้แค้นเคืองยิ่งกว่าก็คือ พลังบำเพ็ญเพียรของจางเหมยเจินเหรินต่ำกว่าเขาอยู่มาก ทว่าบนหนทางค่ายกลกลับไม่ได้ด้อยกว่าเขาเลยสักนิด แถมยังเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ

ได้ยินคำของรองผู้อาวุโสที่สองแล้ว มหาปุโรหิตก็รีบถอยร่นออกมา

จางเหมยเจินเหรินเห็นดังนั้นก็ร้องตะโกนไล่ตามไปจากด้านหลัง “ไอ้แก่ขนรุงรัง มีลูกผู้ชายก็อย่าหนี มาสู้กันอีกสักสามร้อยยก!”

มหาปุโรหิตโกรธจนสั่นไปทั้งตัว แต่ก็ยังถอยไปจนมาหยุดอยู่ข้างองค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่ง

“อวดดีเกินไปแล้ว!”

“ฆ่าคนมากมายต่อหน้าข้าเช่นนี้ ยังเห็นข้าอยู่ในสายตาบ้างไหม!”

“วันนี้ถ้าไม่ฆ่าพวกมันให้สิ้น ข้าจะไม่ขอนับตัวเองเป็นคน!”

ในดวงตาขององค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งวูบผ่านแววเหี้ยมเกรียม กำหมัดแน่น เขาเพิ่งคิดจะลงมือ แต่กลับถูกรองผู้อาวุโสที่สองขวางไว้ก่อน

“ท่านชายรัชทายาท อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเลย ศัตรูกำลังได้เปรียบเต็มที่ ตอนนี้พวกเราควรหลบคมก่อน แล้วค่อยคิดหาหนทางยืดเยื้อเอา” รองผู้อาวุโสที่สองเอ่ยเตือนเสียงต่ำ

องค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งขบฟันแน่น พูดอย่างเคียดแค้นว่า “หรือว่าเราจะปล่อยให้พวกมันฆ่าคนตามอำเภอใจแบบนี้งั้นหรือ?”

“แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่ตอนนี้หากดันสู้ตรง ๆ มีแต่จะเสียเปรียบ ข้ามีวิธีหนึ่ง” รองผู้อาวุโสที่สองกดเสียงลง “เราสามารถเปิดใช้เวทย์ป้องกันตระกูลของเผ่ามิ่งก่อน กั้นพวกมันไว้ด้านนอก จากนั้นใช้วิธีอื่นโจมตีสังหาร รอให้พวกมันหมดแรงอ่อนล้าแล้วค่อยออกไปจัดการเก็บกวาด”

“วิธีนี้ไม่เลว ข้าเห็นว่าทำได้” รองผู้อาวุโสที่สามเอ่ยเสียงขรึม

มหาปุโรหิตก็พยักหน้าพูดว่า “เป็นวิธีที่ดีจริง ๆ”

ถึงองค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งจะอึดอัดอยู่ในใจ แต่ก็จำต้องยอมรับว่าตอนนี้เย่ชิวกับพวกกำลังฮึกเหิมถึงขีดสุด

โดยเฉพาะเย่ชิวที่เพิ่งสังหารทั้งท่านผู้อาวุโสที่สี่และโยวหมิงติด ๆ กัน พลังการต่อสู้นี้ทำให้รองผู้อาวุโสที่สองและสามเกิดความหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ ในใจ

นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย

ยังไม่ทันเริ่มสู้ก็ขวัญเสียเสียก่อน แล้วจะสู้ได้อย่างไร?

การหลบคมชั่วคราวถือเป็นวิธีที่ใช้ได้ทีเดียว ทว่าความหยิ่งทระนงที่ฝังรากลึกในกระดูก ทำให้องค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย

องค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งจึงพูดว่า “งั้นก็ทำตามที่รองผู้อาวุโสที่สองเสนอ ข้าบอกพวกเจ้าไว้ก่อนนะ ข้าไม่ได้กลัวเย่ฉางเซิงสักหน่อย แค่ไม่อยากให้มันตายเร็วเกินไป อยากให้มันได้กระเสือกกระสนอีกสักพักต่างหาก”

“ไป”

สิ้นคำ คนหลายคนก็หายวับจากที่เดิม ไปปรากฏตัวอยู่ด้านนอกห้องโถงใหญ่หมิงจู๋

“ลงมือได้!”

เมื่อเสียงสั่งขององค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งดังขึ้น สองรองผู้อาวุโสกับมหาปุโรหิตก็ร่วมมือกัน เปิดใช้เวทย์ป้องกันตระกูลของเผ่ามิ่ง

“หงึ่ม!”

พร้อมกับเสียงฮึมต่ำ ๆ ดังขึ้น ห้องโถงใหญ่กลายเป็นศูนย์กลาง แผ่ขยายม่านพลังไร้รูปออกไปครอบคลุมเป็นวงกว้างนับหมื่นลี้

ในพริบตาเดียว องค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามิ่งกับพวกก็ไม่อาจรับรู้จิตสังหารใด ๆ ได้อีก

ฝ่ายองค์ชายรัชทายาทเพิ่งถอยกลับมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ ค่ายกลสังหารที่มหาปุโรหิตวางไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกจางเหมยเจินเหรินตีแตกอย่างสิ้นเชิง

จากนั้น เขาก็แนบตัวลงกับพื้น ปากร่ายคาถาไม่หยุด ราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมบูชายัญบางอย่างอยู่

ไม่นาน เวทย์ป้องกันตระกูลของเผ่ามิ่งก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงละเอียดอ่อนขึ้น

บนม่านพลังที่เดิมทีไร้รูปไร้รอย ค่อย ๆ มีหมอกสีเทาชั้นหนึ่งลอยคลุ้งออกมา

หมอกนี้ข้นคลั่กดุจหมึกดำ แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกและความตายเงียบงันออกมาไม่หยุด แผ่ขยายไปด้านนอกเรื่อย ๆ ราวกับคิดจะกลืนกินโลกทั้งใบ

ทันใดนั้น เย่ชิวกับพวกก็รู้สึกว่าพื้นที่รอบตัวหนักอึ้งขึ้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ราวกับมีพลังไร้รูปกดบีบใส่พวกเขา การเคลื่อนไหวจึงเริ่มเชื่องช้าลง

“พวกมันคิดจะใช้เวทย์ป้องกันตระกูลล้อมโจมตีเรา” จางเหมยเจินเหรินขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของพลังนี้ ใจยังอดหวั่นไหวอยู่บ้าง

“ดูท่าพวกมันคิดจะขังให้เราตายอยู่ในนี้ ฮึ!” ม่อเทียนจีฮึดฮัดเย็นชา

หนิวต้าลี่เตือนว่า “ท่านอาจารย์ เวทย์ป้องกันตระกูลนี่ไม่ธรรมดา เราต้องระวังให้ดี”

เย่ชิวพยักหน้า “ทุกคนระวังตัวหน่อย อย่าได้ประมาท”

จางเหมยเจินเหรินกลับไม่ใส่ใจนัก เอ่ยว่า “กลัวอะไร ในเมื่อมีท่านผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ อย่าว่าแต่ค่ายเวทย์กระจอกแค่นี้เลย ต่อให้สิบค่ายก็เล่นงานเราไม่ได้หรอก”

ในจังหวะนั้นเอง บนเวทย์ป้องกันตระกูลก็พลันพุ่งพ่นหมอกดำออกมาเป็นสาย ๆ

ภายในหมอกดำมีแสงเย็นเยียบลึกลับวูบไหวอยู่ ราวกับซ่อนเร้นภัยอันตรายถึงตายนับไม่ถ้วนเอาไว้

“ระวัง หมอกพวกนี้มีพิษ!” จื่อหยางเทียนจุนเอ่ยเตือน

จางเหมยเจินเหรินรีบก้าวออกไปข้างหน้า วางค่ายกลป้องกันขึ้นหนึ่งชั้น ครอบคลุมทุกคนเอาไว้ภายใน

ทว่า หมอกดำเหล่านั้นราวกับมีจิตวิญญาณ เปลี่ยนแปลงรูปทรงหลากหลายไม่ขาดสาย โจมตีใส่ค่ายกลป้องกันไม่หยุด

อู่เชียนฟานสบถว่า “เผ่ามิ่งมันชั่วช้าแท้ กล้าใช้วิธีสกปรกถึงเพียงนี้!”

ตูม!

ในฉับพลัน ค่ายกลป้องกันที่จางเหมยเจินเหรินวางไว้ก็ถูกเจาะทะลุ หมอกดำทะลักเข้ามาราวคลื่นยักษ์ถาโถมกลบฟ้าดินเข้าใส่พวกเขา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ