จิ่งโม่เยี่ย “......”
จิ่งโม่เยี่ย “!!!!”
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเฟิ่งชูอิ่งจะกล้าทำจริง!
นางไม่เหมือนกับที่คนเขาลือกันเลยสักนิด
เขายกมือขึ้น ใช้สันมือสับหลังคอนางดังพลั่ก
ก่อนนางจะหมดสติได้เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
นางสบถด่าหยาบคายในใจชุดใหญ่ ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะดับวูบ สลบไสลของจริงแบบไม่ได้เสแสร้ง ล้มฟุบพิงแผงอกของจิ่งโม่เยี่ย
คิ้วของเขาขมวดชนกันเบาๆ ไม่รู้ว่าควรจะรับมือสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร
เขาผลักร่างของนางออกจากตัวด้วยท่าทางแอบรังเกียจ ทว่ายามที่มือสัมผัสโดนตัวนาง กลับรู้สึกนุ่มนวลและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
จิ่งโม่เยี่ยก้มมองนางแวบหนึ่ง คิ้วตาของเด็กสาวภายใต้แสงเทียนสลัวให้ความรู้สึกอ่อนหวานน่าทะนุถนอม ไม่เหมือนกับท่าทางดื้อรั้นแสนซนเมื่อครู่นี้เลย
เขาแค่นเสียง ‘ฮึ’ เบาๆ ก่อนจะผลักนางออกห่างด้วยท่าทางรังเกียจ
เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกไป กลับพบว่าความบ้าคลั่งที่อาละวาดอยู่ภายในศีรษะของเขามาเนิ่นนานเบาบางลงไปมาก ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
เขายกมือกุมหัวใจตัวเอง ก่อนจะหันไปมองเด็กสาวที่หลับสนิท แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง
เขานั่งอยู่อย่างนั้นราวๆ ครึ่งเค่อ[footnoteRef:1] อาการคุ้มคลั่งนอกจากจะไม่กำเริบขึ้นมาแล้ว เขายังรู้สึกอยากนอนอยู่หลายส่วนด้วย [1: 刻 1เค่อเท่ากับประมาณ15นาที]
ความรู้สึกแบบนั้นทำเขาประหลาดใจมาก ตั้งแต่ถูกคนวางแผนร้ายใส่เป็นต้นมา ไม่ว่าเขาจะง่วงมากสักแค่ไหน ก็ไม่เคยนอนหลับได้เลยสักครั้ง
ถึงจะหลับได้ แต่เพียงครึ่งเค่อเขาก็จะตื่นขึ้นมาแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกเลย ที่ร่างกายของเขามีความรู้สึกง่วงงุนจนอยากจะนอนหลับ
เขาใช้มือพลิกตัวของเฟิ่งชูอิ่งจนกลิ้งไปอยู่ริมขอบเตียงอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ นาง
เพียงแค่เขาล้มตัวลงนานได้ไม่ทันไร ก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เฟิ่งชูอิ่งที่โดนเขาตีจนสลบ หลับไปเพียงไม่นานก็ตื่นขึ้นมา
เมื่อนางลืมตาก็มองเห็นเสี้ยวหน้าที่หล่อเหลาอย่างใกล้ชิด เล่นเอานางตกใจจนสะดุ้งเฮือก
นางคิดจะลุกนั่งโดยสัญชาตญาณ ทว่านางยังไม่ทันจะได้ยกตัวขึ้นมา ก็ถูกแขนยาวของจิ่งโม่เยี่ยตวัดคร่อม แล้วดึงตัวนางเข้าไปกอดแนบอก
เฟิ่งชูอิ่ง “!!!!!”
นางไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขาเลยสักนิด จึงเอ่ยเรียกเบาๆ “ท่านอ๋อง...”
“หุบปาก” จิ่งโม่เยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดุร้าย “หากยังพูดมากข้าจะบีบคอเจ้า”
เฟิ่งชูอิ่ง “......”
นางเพิ่งเคยพบเจอคนที่อาศัยนอนเตียงของผู้อื่น แล้วยังกล้าดุเจ้าของเตียงเช่นนี้อีก
นางไม่คุ้นชินการนอนร่วมกันคนอื่น จึงคิดจะขยับตัวเปลี่ยนท่า ทว่านางขยับแค่นิดเดียวก็ถูกเขาพลิกกลับไปแล้ว
เสียงของจิ่งโม่เยี่ยลอยมาอีกครั้ง “หลับซะ!”
เฟิ่งชูอิ่งคิดว่าเขาน่าจะป่วย แถมยังป่วยหนักมากเสียด้วย!
ไม่รู้ว่าเทียนในห้องถูกดับไปตั้งแต่ตอนไหน ยามนี้จึงมีเพียงแสงจันทร์นวลอ่อนที่ส่องทะลุหน้าต่างเข้ามา
แสงจันทร์เบาบางมาก นางจึงมองเป็นเพียงเค้าโครงใบหน้าของเขา
ท่าทางตอนเขานอนหลับตาดูอ่อนโยนเหมือนสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ไม่เหลือคราบของบุรุษที่สั่งให้คนเฉือนร่างเฉินเยี่ยนเซิงเป็นชิ้นๆ ในยามกลางวันเลย
คนผู้นี้ยามลืมตาจะเป็นมารร้าย ยามหลับตาจะเป็นพระพุทธองค์สินะ
นางไม่ชินเวลามีคนนอนกอด จึงดิ้นยุกยิกไปมาเพราะอยากเปลี่ยนท่า ทว่าครู่ต่อมา นางก็ถูกจิ่งโม่เยี่ยสับหลังคอจนสลบไปอีกครั้ง
ก่อนนางจะหมดสติไป ได้เอ่ยทักทายบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของเขาในใจ
นางสลบไปไม่นานนักก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้นางทำตัวฉลาดเฉลียว ไม่ดิ้นรนขัดขืนแม้แต่น้อย เพียงหลับตาอยู่ภายในอ้อมกอดของเขานิ่งๆ
แม้นางจะไม่ชินกับการนอนกอดคนอื่น แต่หากนางต้องเลือกระหว่างนอนกอดเขากับถูกเขาตีสลบ นางเลือกอย่างแรกแน่นอนอยู่แล้ว
“มีแค่พวกสำนักลี้ลับที่ไร้คุณธรรมพวกนั้นแหละ ที่จะสร้างของขาดคุณธรรมเช่นนี้ออกมาได้!”
จิ่งโม่เยี่ยมองเจ้าอาวาสที่เดือดดาลจนกระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย
เจ้าอาวาสเอ่ยถาม “เจ้าได้ของชิ้นนี้มาจากไหนหรือ?”
จิ่งโม่เยี่ยไม่ตอบคำถามของเขาเหมือนเดิม เพียงเอ่ยว่า “เรื่องนี้น่าสนใจมิเบาเลย”
เจ้าอาวาสงุนงง “เรื่องอะไรน่าสนใจหรือ?”
จิ่งโม่เยี่ยไม่ตอบแต่ถามกลับ “หากข้ายังนอนหลับสนิทแบบนี้ไปเรื่อยๆ คำสาปจะส่งผลต่อข้าลดลงบ้างหรือไม่?”
เจ้าอาวาสพยักหน้า “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยหลังจากท่านได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ ก็จะรู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายมากขึ้น
“พอร่างกายผ่อนคลาย ไม่หงุดหงิดอารมณ์ร้าย สมองก็จะปลอดโปร่งขึ้นด้วย
“ต่อให้โชคชะตาของท่านจะถูกสูบออกไปจนหมด ด้วยสมองของท่านก็น่าจะพอดึงกลับมาได้บ้าง โอกาสที่ตายโหงก็ลดน้อยลงมาก”
จิ่งโม่เยี่ยเอียงตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
จิ่งโม่เยี่ยไม่สนใจเขา ก้าวขาเดินตรงไปด้านหน้า เจ้าอาวาสคิดว่าเขาคงไม่ยอมตอบคำถามของตนแล้ว กลับได้ยินเสียงของเขาลอยมาสองคำ “เดาสิ”
เจ้าอาวาสได้ยินเช่นนั้นก็เท้ากระตุกแทบอยากจะลุกกระโดดถีบอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เขาจะยกเท้าพ้นจากพื้นก็สูดหายใจลึกๆ กล่าวกับตัวเองว่า “ข้าเป็นภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าต้องรักษากิริยาอันสูงส่งเอาไว้ ต้องไม่คิดเล็กคิดน้อยติดใจเอาความ”
เขาท่องประโยคเดิมวนไปวนมาอยู่เป็นสิบครั้ง ถึงสงบสติอารมณ์ลงได้เล็กน้อย
เขานับลูกประคำในมือแล้วท่องต่ออีกหลายรอบ จิตใจถึงกลับมาสงบได้ดั่งเดิม
พระภิกษุที่เดินผ่านเขาไป เห็นว่าเขานับลูกประคำขณะที่ปากก็พึมพำอะไรสักอย่าง จึงพากันคิดไปว่าเขากำลังท่องบทสวด
ทำให้พวกเขารู้สึกเลื่อมใสศรัทธาเจ้าอาวาสอย่างมาก เจ้าอาวาสก็คือเจ้าอาวาส แม้แต่ตอนเดินก็ยังท่องบทสวดมนต์ ช่างเข้าถึงพระธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้ง
พวกเขาจึงเลียนแบบการกระทำของเจ้าอาวาสบ้าง โดยการเดินไปด้วยท่องบทสวดไปด้วย
หลังจากเจ้าอาวาสสงบจิตสงบใจได้แล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าเรื่องที่จิ่งโม่เยี่ยมาหาเขาวันนี้ดูมีพิรุธอย่างมาก...

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดชายานักพยากรณ์ : ท่านอ๋อง ชายาท่านเลี้ยงผี