เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 116

จริงหรือ

โจวเสาจิ่นนึกถึงกระดาษเซวียนจื่อกับสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องฝั่งขวา รู้สึกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

แต่ในเมื่อเฉิงฉือกล่าวว่าไม่เป็นไรแล้ว หากนางยังยืนกรานจะไปรออยู่ที่ระเบียงก็คงจะไม่ดีนัก เช่นนั้นจะดูเหมือนว่าไร้มารยาทไปสักหน่อย อย่างไรเสีย ตนก็เป็นหนี้ท่านน้าฉือมามากมายแล้ว จึงไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้อีก ตนเพียงรอให้มีโอกาสในภายภาคหน้าแล้วค่อยตอบแทนบุญคุณท่านน้าฉือก็แล้วกัน

โจวเสาจิ่นเอ่ยถามเฉิงฉือว่า “เกิดปัญหาขึ้นกับสินค้าที่หลินอันหรือเจ้าคะ”

“อืม” เฉิงฉือตอบ “เรือสำเภาพลิกคว่ำ แต่โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ ทว่าก็เสียหายไปหลายพันเหลี่ยงเงิน ต้องหารือเรื่องค่าชดใช้กับบรรดาเจ้าของสินค้า”

โจวเสาจิ่นเอ่ยคำว่า “อมิตาพุทธ” ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ และกล่าวขึ้นว่า “ไม่มีเงินก็ยังสามารถหาใหม่ได้ ไม่มีผู้ใดสูญเสียชีวิตก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”

เฉิงฉือพยักหน้า

คิดอยู่ในใจว่า ข้ากล่าวเช่นนี้แล้ว เจ้าคงจะไม่มาหาข้าอีกแล้วกระมัง

จี๋อิ๋งเดินเข้ามา

นางสวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีม่วงของผลองุ่นตัวหนึ่ง เกล้าผมเป็นมวยหลวมๆ สีหน้าเย็นชา ทว่าท่าทางที่คำนับเฉิงฉือกลับนอบน้อมยิ่ง

โจวเสาจิ่นอดพึมพำอยู่ในใจไม่ได้

จี๋อิ๋งผู้นี้…เหตุใดนางถึงสวมเสื้อผ้าสีเข้มเช่นนี้ทุกครั้งที่พบนางกันนะ นางไม่รู้สึกร้อนเลยหรือ

ระหว่างนั้น นางได้ยินเฉิงฉือสั่งจี๋อิ๋งว่า “เจ้าไปส่งคุณหนูรองกลับเรือนหว่านเซียงที”

จี๋อิ๋งขานรับว่า “เจ้าค่ะ” อย่างสุภาพ ผายมือทำท่า เชิญ ให้โจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง แล้วเดินนำออกไป

โจวเสาจิ่นทำความเคารพเฉิงฉืออย่างเร่งรีบ แล้วเดินตามออกไป

เฉิงฉือส่ายศีรษะ แล้วเดินกลับเข้าไปยังห้องฝั่งขวา นั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ ลูบสมุดที่วางเอาไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือเบาๆ พลางครุ่นคิด

ไหวซานเดินเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง เอ่ยถามว่า “นายท่านสี่ พวกเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เลยหรือไม่ขอรับ”

“วันมะรืนค่อยออกเดินทางก็แล้วกัน!” เฉิงฉือกล่าว น้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่กระตือรือร้นสักเท่าไหร่ “พรุ่งนี้ข้าจะไปพบท่านผู้จัดการรองของสิบสามห้างแห่งก่วงตงสักหน่อย เขาส่งเทียบเชิญมาให้ข้าสองครั้งแล้ว กล่าวว่ามีเรื่องสำคัญต้องการพบข้า ตอนแรกข้านึกว่ามาหาข้าด้วยเรื่องของเฉิงเจิ้งของจวนสาม จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยว พวกเขาอยากจะทำธุรกิจกับจวนสามก็ทำไป แผ่นดินใต้หล้ากว้างใหญ่ขนาดนี้ มีใครบ้างที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ทว่าเขาดึงเถ้าแก่ใหญ่ของสมาคมการค้าแห่งก่วงตงออกมาร่วมด้วย กล่าวว่าเชิญข้าไปร่วมรับประทานอาหารกับท่านเถ้าแก่ใหญ่สักมื้อ ข้าเดาว่าอาจจะหารือเกี่ยวกับเรื่องการขนส่งทางน้ำ ข้าจะไปฟังดูว่าพวกเขาจะกล่าวอะไรกันบ้าง”

“เรื่องการขนส่งทางน้ำหรือขอรับ” ไหวซานกล่าวพลางขมวดคิ้วมุ่น “พวกเขาคิดเห็นอย่างไรขอรับ”

“ยังจะคิดเห็นอย่างไรได้อีก” เฉิงฉือยิ้มพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากว่าราชสำนักทำการขุดลอกแม่น้ำถงซุ่น ก็สามารถลำเลียงสินค้าจากทางตอนใต้ไปยังตอนเหนือผ่านคลองจิงหังได้โดยตรง ไม่ต้องขนส่งจากก่วงตงตามแนวชายฝั่งของฝูเจี้ยนไปทางเจ้อเจียงแล้วลำเลียงต่อไปยังเทียนจินอีกแล้ว เกรงว่าขบวนสำเภาของสิบสามห้างแห่งก่วงตงของพวกเขาคงถึงคราวต้องแยกย้ายกันเสียแล้ว ที่ท่านผู้จัดการรองของสิบสามห้างมาเมืองจินหลิงในครั้งนี้ ก็เพื่อเรื่องนี้เสียมากกว่า”

“ท่านหมายถึงว่านถงหรือขอรับ” ไหวซานไม่กล้ากล่าวตรงๆ สักเท่าไหร่

“อืม” เฉิงฉือรวบรวมสมุดที่วางอยู่เบื้องหน้าเข้าด้วยกัน พลางกล่าวว่า “ถ้าหากโน้มน้าวว่านถงสำเร็จ ก็เท่ากับโน้มน้าวหวงไท่ซุนสำเร็จ ครั้นหวงไท่ซุนเห็นด้วยแล้ว องค์ฮ่องเต้ย่อมเห็นด้วยเป็นแน่ บัญชีเล่มนี้ถือว่าเขายังคำนวณได้แม่นยำอยู่”

“แล้วท่านคิดจะยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้หรือไม่ขอรับ” ไหวซานกระซิบกล่าว “หากว่าภายหน้าสามารถลำเลียงสินค้าจากทางตอนใต้ไปตอนเหนือผ่านคลองจิงหังได้แล้วล่ะก็ ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำจะได้รับผลประโยชน์ เสบียงของกองกำลังรักษาการณ์จิ่วเปียนก็จะเสียหายน้อยลง…”

เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ “หืม ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เจ้าเองก็สนใจเรื่องของราชสำนักด้วย”

สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของไหวซานพลันแดงเรื่อขึ้น

เฉิงฉือไม่อยากหยอกล้อเขาต่อไปอีก จึงกล่าวขึ้นว่า “ข้าเพียงแต่ไปดูสักหน่อยเท่านั้น” ขณะที่กล่าว มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่แฝงความเย้ยหยันอยู่หลายส่วนออกมา กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “เรื่องราวภายใต้ฟ้าล้วนไม่เกี่ยวข้องกับข้า ข้าเพียงแค่เปิดตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งแล้วตกแต่งให้ซอยจิ่วหรูเป็นสถานที่อันสงบสุขก็พอ ส่วนเรื่องใครจะเป็นใครจะตาย ใครจะดีหรือใครจะร้ายนั้น เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย”

ไหวซานก้มศีรษะลง ไม่กล้าตอบ

เฉิงฉือมองกอไผ่กอหนึ่งที่อยู่บริเวณมุมลานข้างนอกหน้าต่าง ในดวงตามีแววโดดเดี่ยวสายหนึ่งวาบผ่าน

***

ตอนที่โจวเสาจิ่นกับจี๋อิ๋งเดินออกจากเรือนซิ่วฉี่ ก็ไม่เห็นเงาของเฉิงสวี่และคนอื่นๆ แล้ว

นางรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เดินมุ่งหน้าไปยังจวนสี่พร้อมกับซือเซียงและจี๋อิ๋ง

แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง พวกนางก็พบกับเฉิงสวี่

เฉิงสวี่เหงื่อชุ่มทั่วศีรษะ ถือพัดกระดาษโบกลมผับๆ ไปมา ส่วนต้าซูกับฮวนสี่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องหน้าเขา ด้วยท่าทางหวั่นเกรงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

พอเห็นโจวเสาจิ่น ดวงตาของเฉิงสวี่ก็สว่างวาบขึ้นมา รีบกล่าวขึ้นว่า “น้องสาวรองตระกูลโจว เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” น้ำเสียงอำพรางความยินดีเอาไว้ ทว่าตอนที่สายตาของเขาตกอยู่บนตัวของจี๋อิ๋ง แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความงงงวย เอ่ยถามขึ้นว่า “แม่นางจี๋อิ๋ง เหตุใดเจ้าถึงได้มากับน้องสาวรองตระกูลโจวได้”

“คุณชายใหญ่สวี่!” จี๋อิ๋งโค้งคำนับเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชาไม่แสดงสีหน้าใดๆ กล่าวขึ้นว่า “นายท่านสี่สั่งให้ข้าไปส่งคุณหนูรองตระกูลโจวกลับเรือนหว่านเซียงเจ้าค่ะ”

“เจ้า” เฉิงสวี่จ้องมองโจวเสาจิ่น แล้วเอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า “เมื่อครู่เจ้าอยู่ที่เรือนเสี่ยวซานฉงกุ้ยหรือ”

โจวเสาจิ่นหัวใจบีบรัด กำลังจะเอ่ยปากตอบ ทว่าจี๋อิ๋งกลับกล่าวขึ้นมาเสียก่อนว่า “คุณชายใหญ่สวี่ ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ ขอท่านช่วยหลบทางให้ด้วย ข้ายังต้องกลับไปรายงานแก่นายท่านสี่ของพวกข้า หากว่าท่านต้องการสอบถามอะไร ก็กลับไปที่เรือนเสี่ยวซานฉงกุ้ยอีกครั้ง หรือไม่ก็รอให้ข้าไปส่งคุณหนูรองตระกูลโจวกลับเรือนหว่านเซียงเสียก่อนแล้วท่านค่อยไปคุยกับคุณหนูรองตระกูลโจวให้ละเอียดก็ได้ ข้าไม่สะดวกที่จะรั้งอยู่ที่นี่นานนักเจ้าค่ะ”

นี่คือท่าทางและวาจาที่สาวใช้คนหนึ่งพึงจะมีหรือ

เฉิงสวี่ โจวเสาจิ่นและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกตกใจยิ่ง

ทว่าจี๋อิ๋งกลับดึงโจวเสาจิ่นเดินผ่านเฉิงสวี่ไป

“รอก่อน!” ต้าซูยืนขวางอยู่เบื้องหน้าของจี๋อิ๋ง

จี๋อิ๋งยิ้มเยาะ พลางกล่าว “ฉินต้าซู เจ้าอย่าลืมว่าข้าเป็นบ่าวรับใช้ของนายท่านสี่ หรือว่าเจ้าอยากจะขัดผู้เป็นนายอย่างนั้นหรือ”

โจวเสาจิ่นถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วต้าซูแซ่ ‘ฉิน’

เช่นนั้นเขากับ ‘ฉินต้า’ ที่บิดาพูดถึงผู้นั้นจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่นะ

ทั้งยังมีพ่อบ้านที่พบเมื่อครั้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่จวนห้าผู้นั้น ก็แซ่ ‘ฉิน’…พ่อบ้านใหญ่ของซอยจิ่วหรูก็แซ่ ‘ฉิน’ เช่นเดียวกัน

โจวเสาจิ่นได้แต่รู้สึกวิงเวียนศีรษะ

เรื่องของตระกูลเฉิงนั้นยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตระกูลเฉิงทำให้ผู้คนสับสนงุนงงและไม่อาจเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งมากเท่านั้น

“ใช่!” โจวเสาจิ่นไม่รู้ว่าตนเองกล่าวผิดตรงที่ใด เอ่ยถามว่า “หรือว่าไม่มีใครชมว่าเจ้างดงามเลยหรือ”

นัยน์ตาของจี๋อิ๋งปรากฏแสงขุ่นมัวสายหนึ่งออกมา สักพักถึงตอบขึ้นว่า “มี! มีคนบอกว่าข้างดงาม”

เช่นนั้นเหตุใดยังต้องสงสัยอีก

โจวเสาจิ่นคิดว่าจี๋อิ๋งช่างเหมือนกับซอยจิ่วหรูแห่งนี้ยิ่งนัก ลึกลับจนไม่อาจหยั่งรู้ได้ทุกเรื่อง

ในเมื่อไม่อาจหยั่งรู้ได้ ก็พักการขบคิดหาคำตอบเอาไว้ก่อนจะดีกว่า เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างคงกระจ่างแจ้งเอง

โจวเสาจิ่นศึกษาธรรมะมานานหลายปี จิตใจย่อมปล่อยวางมากกว่าแต่ก่อน

พวกนางนิ่งเงียบไม่พูดจาตลอดทางจนถึงเรือนหว่านเซียง

โจวชูจิ่นกำลังชะเง้อมองอย่างรอคอยอยู่ที่ประตู

นางรีบดึงตัวโจวเสาจิ่นมาสำรวจดูครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางไม่เป็นอะไร ก็กล่าวอย่างเคืองๆ ว่า “เจ้าเพียงไปส่งใบชาเท่านั้น เหตุใดถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้”

โจวเสาจิ่นหัวเราะร่า แล้วแนะนำจี๋อิ๋งให้พี่สาวรู้จัก

เมื่อโจวชูจิ่นได้ยินว่านางเป็นสาวใช้ใหญ่ที่รับใช้อยู่ข้างกายเฉิงฉือ ทั้งยังพาโจวเสาจิ่นกลับมาส่งด้วย จึงเชิญนางไปดื่มน้ำชาสักจอกแล้วค่อยกลับไปอย่างเกรงใจ

“ขอบคุณคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก” ทว่าต่างจากความเย็นชาที่ปฏิบัติต่อเฉิงสวี่ มุมปากของจี๋อิ๋งแต้มรอยยิ้มบางๆ ใบหน้าเย็นชาดั่งน้ำแข็งและหิมะที่หลอมละลายนั้น เผยให้เห็นสีหน้าแท้จริงอันงดงามพิลาส “นายท่านสี่ยังรอให้ข้ากลับไปรายงาน เอาไว้ครั้งหน้าจะกลับมาเยี่ยมคุณหนูใหญ่อีกครั้ง”

โจวชูจิ่นไม่ได้คะยั้นคะยอให้นางอยู่ต่อ ออกไปส่งจี๋อิ๋งถึงที่ประตูด้วยตนเอง รอจนกระทั่งเงาร่างของนางพ้นสายตาไปแล้ว จึงเดินโอบไหล่ของโจวเสาจิ่นขึ้นเรือนไป และเอ่ยถามขึ้นว่า “นางเป็นสาวใช้ใหญ่ข้างกายท่านน้าฉือจริงๆ หรือ ไม่เพียงมีหน้าตาที่งดงามเท่านั้น อากัปกิริยาผึ่งผายเยี่ยงนั้น ไหนเลยจะเหมือนสาวใช้ ข้าไม่กล้าแม้แต่จะตกรางวัลให้นาง!”

โจวเสาจิ่นกล่าวขึ้นในทันใด “ข้ายังคิดว่า เหตุใดท่านพี่ถึงลืมเรื่องนี้ไปได้ เดิมทียังคิดจะเตือนท่านพี่สักหน่อย แต่จี๋อิ๋งเดินเร็วเกินไป ข้าจึงคิดไม่ทัน โชคดีที่ข้าไม่ได้กล่าวออกไป ไม่เช่นนั้นคงขายหน้าแย่แล้ว”

ในห้วงสมองของสองพี่น้องพลันบังเกิดความคิดหนึ่งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

จี๋อิ๋งผู้นี้ คงจะถูกมอบให้เป็นสาวใช้อุ่นเตียงของท่านน้าฉือกระมัง

ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!

นางสามารถแต่งงานไปเป็นฮูหยินของผู้อื่นอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมด้วยซ้ำไป

ทั้งสองคนลอบถอนหายใจอยู่ในใจ

เมื่อกลับเข้าห้องแล้ว โจวชูจิ่นจึงกระซิบถามน้องสาวว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เมื่อสักครู่น้องชายสวี่มาพบ และมอบของฝากให้ด้วยตัวเอง กล่าวว่านำกลับมาจากหังโจว และเจ้ายังได้สาวใช้ของท่านน้าฉือพากลับมาส่งอีก…”

โจวเสาจิ่นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังครั้งหนึ่ง

โจวชูจิ่นกล่าวว่า “ท่านพ่อก็จริงๆ ให้เจ้านำความอะไรไปแจ้งก็ไม่รู้ ส่วนเจ้าก็เหมือนกัน เล่าให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวฟังก็ได้แล้ว ยังจะวิ่งไปจนถึงเรือนเสี่ยวซานฉงกุ้ยอีก…”

……………………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน