เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 118

เมื่อพ้นวันที่สิบห้าเดือนแปดแล้ว จวนเหลียงกั๋วกงถึงได้แห่ขบวนส่งศพ

ตระกูลเฉิงเองก็จัดพิธีเซ่นไหว้ศพบนถนนที่ขบวนเดินผ่าน

โจวเสาจิ่นรู้สึกเศร้าหมองเล็กน้อย นั่งปักผ้าโพกศีรษะของฮูหยินผู้เฒ่ากัวอยู่ข้างหน้าหน้าต่างเงียบๆ

เฉิงเจียมาหานาง ทว่ากลับไม่พูดเจื้อยแจ้วเหมือนทุกที แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นมองดูโจวเสาจิ่นทำงานเย็บปัก

ผ่านไปสองสามวัน อารมณ์ของทั้งคู่ก็แจ่มใสขึ้นเล็กน้อย

โจวเสาจิ่นจดจ่ออยู่กับการคัดลอกพระธรรม

มีคนกำลังมองมองนางอยู่จากนอกห้องพระ

โจวเสาจิ่นเงยหน้าขึ้น เห็นจี๋อิ๋งยืนอยู่กลางลาน

นางยิ้มหวานให้กับจี๋อิ๋ง

จี๋อิ๋งครุ่นคิดแล้วก็เดินเข้ามา เอ่ยถามนางผ่านช่องหน้าต่างว่า “เจ้าคัดลอกพระธรรมเช่นนี้ทุกบ่ายเลยหรือ”

“ใช่แล้ว!” โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ รอยยิ้มอ่อนโยนราวกับน้ำในทะเลสาบที่สงบนิ่ง

จี๋อิ๋งประหลาดใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ดูท่าทางเจ้าจะชอบคัดลอกพระธรรมจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด”

ชาติก่อน ผู้คนมากมายมักคิดว่าท่าทีสงบเงียบของโจวเสาจิ่นนั้นเกิดจากการถูกบังคับให้สงบเสงี่ยมอย่างจำยอม จึงไม่ได้ใส่ใจนางนัก

โจวเสาจิ่นยิ้มน้อยๆ ไม่อยากจะโต้เถียงกับจี๋อิ๋งด้วยเรื่องเหล่านี้ นางถามขึ้นว่า “เจ้ามาได้อย่างไร ท่านน้าฉือกลับมาแล้วหรือ”

ครั้งก่อนนางให้ซือเซียงนำขนมไหว้พระจันทร์ไปให้ที่เรือนเสี่ยวซานฉงกุ้ย แต่ชิงเฟิงบอกซือเซียงว่าเฉิงฉือไปทำธุระที่ไหวอันยังไม่กลับมา ตอนที่ฉลองเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ได้มีการจัดงานแสดงโคมไฟขึ้นภายในจวน ก็ไม่เห็นร่องรอยของเฉิงฉือเช่นกัน

จี๋อิ๋งได้ยินนางถามถึงเฉิงฉือ ก็มุ่ยปากพลางตอบว่า “นายท่านสี่ยังไม่กลับมา ข้ามาพร้อมกับหนานผิง ฮูหยินผู้เฒ่ารั้งหนานผิงไว้พูดคุยด้วย ข้ารู้สึกเบื่อไม่มีอะไรทำ จึงออกมาเดินเล่นรอบๆ แล้วเดินมาเจอเจ้าที่นี่พอดี”

โจวเสาจิ่นเอ่ยถามอย่างงงงัน “ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหาพี่สาวหนานผิงมีเรื่องอะไรหรือ”

จี๋อิ๋งตอบ “ใครจะไปรู้! แปดถึงเก้าในสิบส่วนก็คงเป็นเรื่องของนายท่านสี่ นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้าก็คิดไม่ออกแล้วว่ายังจะมีเรื่องอะไรได้อีก”

“ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้สนใจเรื่องภายในเรือนของท่านน้าฉือมิใช่หรือ” โจวเสาจิ่นถามต่อ

“แม้จะกล่าวว่าไม่สนใจ” จี๋อิ๋งผู้ไม่เต็มใจพูดมากสักเท่าไร เอ่ยต่อไปว่า “แต่ก็เรียกหนานผิงมาซักถามอยู่บ่อยๆ”

โจวเสาจิ่นจึงไม่กล้าถามอะไรมากอีก

จี๋อิ๋งเอ่ยขึ้นว่า “ขนมไหว้พระจันทร์ที่ส่งมาให้คราวก่อน ได้ว่าเจ้าทำเองหรือ”

“ข้ากับพี่สาวช่วยกันทำ” โจวเสาจิ่นตอบตามจริง “ป้าแม่บ้านที่ดูเตาไฟของข้าช่วยผสมแป้งให้ พี่สาวเป็นคนทำไส้ขนม ส่วนข้าช่วยห่อขนมเพียงเท่านั้น”

จี๋อิ๋งได้ยินแล้วก็พยักหน้าเบาๆ และชมว่า “ขนมไหว้พระจันทร์นั้นไม่เลวเลยทีเดียว”

โจวเสาจิ่นเห็นว่าเฉิงฉือเป็นบุรุษ ส่วนมากไม่ชอบทานของหวานนัก จึงห่อขนมไหว้พระจันทร์ไส้ผักดองคลุกงาให้เป็นพิเศษ คิดไม่ถึงว่าทุกคนจะรู้สึกว่าขนมไหว้พระจันทร์ไส้ผักดองคลุกงานั้นอร่อย ทว่าน่าเสียดายที่ท่านน้าฉือไม่ได้ทานเลยสักชิ้น

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเด็กรับใช้มาเรียกจี๋อิ๋ง “…แม่นางหนานผิงบอกว่าจะกลับแล้วเจ้าค่ะ”

จี๋อิ๋งบอกลานาง

โจวเสาจิ่นอดคิดไม่ได้

ไม่รู้ว่าท่านน้าฉือจะกลับมาเมื่อไหร่

ผ่านไปไม่ถึงสองวัน จี๋อิ๋งก็มาหาถึงเรือน

นางมาหาอย่างกะทันหันยิ่ง โจวเสาจิ่นกำลังเย็บเสื้อผ้าอยู่ นางเอ่ยถามโจวเสาจิ่นผ่านช่องหน้าต่างว่า “ได้ยินว่าฝีมือเย็บปักของเจ้าดียิ่งใช่หรือไม่”

โจวเสาจิ่นนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรไปชั่วขณะหนึ่ง

พอรู้ตัวอีกที ก็มองไปรอบๆ

จี๋อิ๋งเข้ามาถึงที่นี่ แต่เหตุใดถึงไม่มีใครมาแจ้งนางเลยสักคน

ซือเซียงกับชุนหว่านต่างก็ไม่อยู่ ส่วนเด็กรับใช้ที่เป็นเวรเฝ้าประตูก็กำลังนั่งสัพหงกอยู่บนธรณีประตู

เช้าตรู่ขนาดนี้ ยังจะเผลอหลับได้อีก

โจวเสาจิ่นบ่นพึมพำอยู่ในใจ พลางลุกขึ้นมาอย่างขัดเขินเล็กน้อย แล้วเชิญนางเข้ามาดื่มชา

“ไม่เป็นไร” ความขัดเขินสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของจี๋อิ๋ง กล่าวขึ้นว่า “ข้ามีเรื่องอยากจะไหว้วานเจ้าให้ช่วยทำให้สักหน่อย ไม่รู้ว่าเจ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่”

โจวเสาจิ่นตะลึงงัน

นางเหลือบมองผ้าในตะกร้าครั้งหนึ่ง พลางกล่าว “ไม่รู้ว่าเจ้าอยากจะให้ทำอะไร หากว่าไม่ต้องรีบใช้ก็พอทำให้ได้ แต่ถ้ารีบ เกรงว่าคงทำให้ไม่ได้ในเร็ววันนี้”

โจวเสาจิ่นเห็นว่าจี๋อิ๋งดูมีท่าทางโล่งอก แม้ว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉยอยู่บ้าง ทว่าตัวนางกลับดูผ่อนคลายลงมากกว่าตอนก่อนที่จะเอ่ยถามนาง

“ไม่ต้องรีบใช้” นางตอบพลางหยิบผ้าทอเนื้อดีสีขาวพระจันทร์จากซงเจียงออกมาชิ้นหนึ่ง กล่าวว่า “เจ้าช่วยข้าเย็บถุงเท้าสำหรับบุรุษสองคู่ก็พอแล้ว ไม่ต้องปักลวดลายหรือปักขอบ ทำถุงเท้าแบบเรียบๆ ก็พอ”

“หา?!” โจวเสาจิ่นเบิกตาโพลง

“อ่า!” จี๋อิ๋งร้องขึ้นมา แล้วรีบกล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่ได้ทำเพื่อเอาไปให้ผู้อื่นเป็นการส่วนตัว แต่เป็นหนานผิงที่แบ่งงานให้ข้าทำ เป็นของท่านน้าฉือของเจ้า”

กระทั่งโจวชูจิ่นกลับมา นางรีบเล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวฟัง แต่เนื่องจากนางกลัวว่าพี่สาวจะโกรธจี๋อิ๋ง จึงไม่กล้าเล่ารายละเอียดมากนัก เล่าเพียงแค่ว่าจี๋อิ๋งอยากมาเรียนเย็บผ้ากับนาง เพื่อเย็บถุงเท้าให้ท่านน้าฉือเท่านั้น

โจวชูจิ่นได้ยินแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ เอ่ยถามว่า “สาวใช้ข้างกายของท่านน้าฉือตัดเย็บไม่เป็นอย่างนั้นหรือ”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ!” โจวเสาจิ่นนึกถึงครั้งก่อนที่ไปโรงตัดเย็บ หมิงเฮ่อผู้เป็นสาวรับใช้ในเรือนของท่านน้าฉือก็เคยขอให้จางเหนียงจื่อช่วยเย็บถุงเท้าสำหรับฤดูร้อนให้ จึงตอบว่า “บางทีอาจจะเย็บไม่เป็นจริงๆ เจ้าค่ะ”

ในทางกลับกันก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีไม่งามอะไร ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่ากัวอีกก็เป็นได้ โจวชูจิ่นคิดแล้วคิดอีก กล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าสอนนางก็แล้วกัน”

ต่อให้นางไม่สอนจี๋อิ๋ง จี๋อิ๋งจะไม่มาหรืออย่างไร

โจวเสาจิ่นพยักหน้ารับคำ

เมื่อนอนอยู่บนเตียง นางก็อดขบคิดไม่ได้ว่าจะเย็บถุงเท้าอะไรให้ท่านน้าฉือดี

ดูจากคนอย่างเฉิงฉือแล้ว เป็นผู้ที่เคร่งครัดยิ่งนัก ที่บอกว่าไม่ต้องปักลวดลายหรือปักขอบนั้น เกรงว่าไม่ใช่จี๋อิ๋งที่ขี้เกียจปักให้ยุ่งยาก แต่เป็นเพราะท่านน้าฉือที่ไม่ชื่นชอบเสียมากกว่า…เช่นนั้นก็ต้องเย็บให้พอดีเท้า จะได้ใส่สบาย แต่ถ้าหากจะเย็บให้พอดีเท้า ใส่ได้สบายแล้วล่ะก็ ก็ต้องวัดเท้าสักหน่อย…

คิดถึงตรงนี้ โจวเสาจิ่นนั่งพรวดขึ้นมาทันใด

นางคงจะไปวัดเท้าท่านน้าฉือไม่ได้กระมัง

เมื่อครู่ทำไมถึงได้ลืมให้จี๋อิ๋งนำถุงเท้าคู่เก่ามาเป็นตัวอย่างด้วย

ความคิดสายหนึ่งวาบผ่านเข้ามา นางก็ยิ้มแห้งออกมา

ในเมื่อจี๋อิ๋งต้องการทำถุงเท้าให้ท่านน้าฉือ ก็ต้องมีขนาดเท้าของท่านน้าฉืออยู่แล้ว หนานผิงผู้เป็นบ่าวรับใช้ในเรือนท่านน้าฉือ ก็เป็นยอดฝีมือด้านกับเย็บปักมิใช่หรือ ต่อให้จี๋อิ๋งลืม หนานผิงก็น่าจะจำได้บ้างถึงจะถูก

คิดทบทวนเรื่องเหล่านี้แล้ว โจวเสาจิ่นถึงได้เอนกายนอนลงใหม่

เช้าวันรุ่งขึ้น จี๋อิ๋งมาตามที่นัดหมายเอาไว้จริงๆ

นางนำเกี๊ยวกุ้งมาให้โจวเสาจิ่นด้วยสองสามเข่ง “เจ้าลองชิมดู เช้าตรู่วันนี้ได้รับกุ้งสดมาจากทางซินเฉียวจึงนำมาทำเกี๊ยว ให้ทุกคนแบ่งกันกิน” ทว่าประโยคสุดท้ายกลับเป็นการกล่าวกับซือเซียงและคนอื่นๆ

ซือเซียงวางตัวไม่ถูกและมองโจวเสาจิ่น

โจวเสาจิ่นเห็นว่าเกี๊ยวกุ้งนั้นใสและมันวาว มองเห็นสีแดงของกุ้งผ่านแป้งห่ออยู่รางๆ น่าทานยิ่งนัก จึงบอกซือเซียงว่า “จัดใส่จานแล้วนำไปให้ทุกคนได้ชิมดูหน่อย”

ซือเซียงยกเข่งเกี๊ยวกุ้งถอยออกไป

แววตาของจี๋อิ๋งมีรอยยิ้มบางๆ สายหนึ่งปรากฏออกมา

ีสาวใช้ที่ตำหนิ่าวางจนโค้งมนนายใดนำนิด………………………………………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน