เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 123

หมออันต้าผู้นั้นพอมีความสามารถจริงๆ หลังจากที่กินยาไปหนึ่งเม็ด อีกหนึ่งชั่วยามต่อมาเสวี่ยฉิวก็ไม่มีอาการท้องเสียอีก เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็พอโซซัดโซเซลุกขึ้นมายืนได้แล้ว

โจวเสาจิ่นดีใจยิ่งนัก ป้อนน้ำข้าวต้มให้เสวี่ยฉิวไปหลายคำด้วยตนเอง

เสวี่ยฉิวร้องบ๊อกๆ พลางถูลำตัวแนบชิดกับชายกระโปรงของโจวเสาจิ่น

โจวเสาจิ่นอุ้มมันขึ้นมาวางในตะกร้าไม้ไผ่

เสวี่ยฉิวนอนอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่อย่างเชื่อฟัง พลางมองโจวเสาจิ่นด้วยดวงตากลมโตสีดำวาววับ ทำให้โจวเสาจิ่นรู้สึกใจละลาย

ซือเซียงที่เข้ามาเก็บถ้วยชามเห็นภาพนี้แล้ว ก็ยิ้มพลางกล่าว “ไม่เสียแรงที่คุณหนูรองพยายามช่วยชีวิตมันอย่างสุดกำลัง มันก็รู้จักกตัญญูเหมือนกันนะเจ้าคะ”

โจวเสาจิ่นพยักหน้า แล้วหยิบสะดึงปักผ้ามานั่งปักผ้าโพกศีรษะอยู่ข้างๆ ตะกร้าไม้ไผ่ของเสวี่ยฉิว “ไม่เช่นนั้นผู้คนจะกล่าวกันว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่จงรักภักดีที่สุดได้อย่างไร!”

ซือเซียงหัวเราะร่าพลางตอบว่า “จริงเจ้าค่ะ” แล้วลูบหัวเสวี่ยฉิวอย่างอดไม่ได้ จากนั้นจึงยกถ้วยชามเดินออกไป

เมื่อรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว โจวเสาจิ่นกับซือเซียงก็ป้อนยาให้เสวี่ยฉิวอีกครั้ง

จี๋อิ๋งเดินเข้ามา

นางถามโจวเสาจิ่นว่า “เสวี่ยฉิวอาการดีขึ้นบ้างหรือยัง ข้าให้คนไปตามหาหมอที่รักษาสุนัขเพิ่มอีก เจ้าไม่ต้องห่วงแล้วนะ เสวี่ยฉิวจะต้องหายดีอย่างแน่นอน”

โจวเสาจิ่นกล่าวขอบคุณนาง และเอ่ยว่า “มันยืนไหวแล้ว วันนี้กินยาไปอีกหนึ่งเม็ด พรุ่งนี้ก็น่าจะเดินได้”

“เช่นนั้นก็ดี!” จี๋อิ๋งได้ยินแล้วก็รู้สึกราวกับว่าก้อนหินก้อนใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจได้หลุดร่วงตามไปด้วย กล่าวขึ้นว่า “สายแล้ว เจ้ารีบไปเรือนหานปี้ซานเถอะ! มีข้าคอยดูอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”

โจวเสาจิ่นไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ จึงฝากให้จี๋อิ๋งช่วยเฝ้าดูเสวี่ยฉิว แล้วไปที่เรือนหานปี้ซาน

เนื่องจากในใจเป็นกังวลถึงเสวี่ยฉิวอยู่ตลอดเวลา ในช่วงแรกๆ โจวเสาจิ่นคัดอักษรอย่างหวัดๆ ไม่เรียบร้อยสักเท่าไร พอคัดไปสองหน้ากระดาษจิตใจถึงได้สงบลง จึงคัดสองหน้านั้นใหม่อีกรอบ ปรากฏว่าใช้เวลาไปทั้งบ่าย แต่คัดพระธรรมได้เพียงครึ่งหนึ่งของที่ตั้งใจเอาไว้เท่านั้น

ปี้อวี้ถามว่านางมีห่วงอะไร นางตอบเพียงว่าเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ แล้วกลับเรือนเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วยาม

จี๋อิ๋งนั่งกอดเสวี่ยฉิวเอาไว้ในอ้อมอกอยู่บนตั่งหลัวฮั่น แปรงขนมันไปพลาง และอ่านหนังสือไปพลาง

เป็นเช่นนี้ติดต่อกันสามวัน

โจวเสาจิ่นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

นางคิดว่าเป็นเพราะจี๋อิ๋งเห็นว่าเสวี่ยฉิวไม่สบาย ก็เลยรู้สึกผิด ดังนั้นจึงหาเวลามาช่วยนางดูแลเสวี่ยฉิว ไม่คิดว่านางจะมาทุกบ่ายเช่นนี้

นับวันดูแล้ว ท่านน้าฉือก็น่าจะกลับมาแล้ว

แล้วนางไม่กลัวว่าท่านน้าฉือจะตำหนิเอาหรือ

เห็นๆ อยู่ว่าถุงเท้าพวกนั้นเป็นตนที่เป็นคนทำขึ้นมา ด้วยสายตาอันแหลมคมของหนานผิงก็น่าจะมองออกได้ในทันทีถึงจะถูก หรือว่านางจะยอมแพ้ ยอมปล่อยมือจากหม้อแตก และมีเรื่องผิดใจกับหนานผิงเสียแล้ว?

กระทั่งถึงวันที่สี่ โจวเสาจิ่นถึงได้เอ่ยถามจี๋อิ๋งว่า “เจ้าไม่มีงานการต้องทำในเรือนหรือ เจ้ามาที่นี่ทุกวันเช่นนี้ ทางด้านแม่นางหนานผิงไม่ว่าอะไรหรือ”

นี่เป็นการไล่นางกลับไปอย่างอ้อมๆ นี่นา!

จี๋อิ๋งรู้สึกไม่สบายใจมาก กล่าวว่า “เจ้าวางใจได้เลย รอให้เสวี่ยฉิวหายดีแล้ว ข้าจะไม่มารบกวนเจ้าอีก”

ก่อนหน้านั้นโจวเสาจิ่นมีเรื่องทะเลาะกับจี๋อิ๋ง จึงมีความรู้สึกโกรธเคืองอัดอั้นอยู่ในทรวง ทว่าผ่านมาหลายวันแล้ว อีกทั้งจี๋อิ๋งยังมอบเสวี่ยฉิวที่แสนน่ารักขนาดนี้ให้นาง ความขุ่นเคืองที่อยู่ในอกของนางจึงคลายลงแล้วเช่นกัน

นางอดกล่าวไม่ได้ว่า “ข้าไม่ได้จะไล่เจ้ากลับไปนะ แต่ข้ากลัวว่าเจ้าจะหาคำอธิบายให้ท่านน้าฉือไม่ได้”

“ไม่เป็นไร” จี๋อิ๋งได้ยินแล้วก็รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง กล่าวแย้งอย่างไม่เห็นด้วยว่า “มีหนานผิงอยู่ด้วย ท่านน้าฉือของเจ้าไม่ขาดคนมาปรนนิบัติรับใช้หรอก”

นางยังคงมีท่าทีเย็นชาเช่นเดิม ทว่าโจวเสาจิ่นกลับรู้สึกว่าท่าทางของนางดูค่อนข้างเซื่องซึมอย่างอธิบายไม่ได้

หรือว่าคนที่มีหน้าตาโดดเด่นเกินไปมักจะเป็นเช่นนี้ ไม่เหมือนกับคนที่มีหน้าตาธรรมดาทั่วไปที่เข้ากับทุกคนได้ง่ายกว่า

ในชาติก่อน โจวเสาจิ่นก็เคยทุกข์ใจเช่นนี้เหมือนกัน

นางจึงรู้สึกใจอ่อน เอ่ยขึ้นว่า “ที่เจ้าเดิมพันกับหนานผิงเอาไว้เป็นอย่างไรบ้าง ด้วยสายตาของนางแล้ว เกรงว่าไม่น่าจะปิดบังนางเอาไว้ได้”

จี๋อิ๋งโบกมือปฏิเสธอย่างไม่เห็นด้วย พลางกล่าว “แค่ข้ายอมแพ้ก็พอ นางจะทำอะไรข้าได้ ก็มีเพียงให้ข้าคอยยกน้ำชา รินน้ำและเตรียมน้ำอุ่นสำหรับแช่เท้าให้ท่านน้าฉือของเจ้าเท่านั้น หากข้าตัดสินใจทำแล้ว มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้บ้าง”

ยังต้องเตรียมน้ำอุ่นสำหรับแช่เท้าด้วยหรือ

มองดูท่าทางทะนงตัวของจี๋อิ๋งก็เข้าใจได้แล้ว นางคงกับตนในชาติก่อนที่มองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องน่าอับอายยิ่งนักเป็นแน่

โจวเสาจิ่นถามขึ้นอย่างลังเลว่า “หรือไม่ เจ้ามาเรียนเย็บตะเข็บกากบาทกับข้าดีหรือไม่ แม่นางหนานผิงเพียงให้เจ้าเย็บถุงเท้าสี่คู่ อีกทั้งไม่ได้ระบุว่าต้องเย็บอย่างไร เพียงแค่ท่านน้าฉือคิดว่าเจ้าทำออกมาได้ไม่เลว แม่นางหนานผิงก็คงไม่อาจตำหนิเจ้าว่าทำได้ไม่ดีกระมัง”

จี๋อิ๋งตะลึงงัน จ้องมองโจวเสาจิ่นอยู่พักใหญ่ แล้วกล่าวว่า “เจ้า…เจ้ายังยินดีจะสอนข้าเย็บปักอยู่อีกหรือ”

“มีเหตุผลอะไรถึงต้องไม่ยอมสอนด้วยเล่า” โจวเสาจิ่นยิ้มพลางกล่าว “เจ้าไม่ได้มอบเสวี่ยฉิวให้ข้าแล้วหรอกหรือ ข้าก็จะช่วยสอนเจ้าเอง”

จี๋อิ๋งไม่เอ่ยอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

โจวเสาจิ่นจึงกล่าวถ้อยคำที่เก็บเอาไว้ในใจมาหลายวันว่า “ข้าดูแล้วเจ้าออกจะฉลาดหลักแหลมขนาดนั้น ดูไม่เหมือนคนที่เรียนเย็บปักไม่ได้ เจ้า…แค่ไม่ค่อยชอบเรียนใช่หรือไม่”

“ไม่ค่อยชอบเรียน…” จี๋อิ๋งชะงักงัน แล้วกล่าวว่า “เจ้าจะบอกว่า ข้า…ข้าไม่ยินยอมเป็นสาวใช้อย่างนั้นหรือ”

โจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งใจ

หากว่าเป็นความผิดของท่านน้าฉือ จี๋อิ๋งจะนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร

นางรู้ดีว่า ท่านน้าฉือไม่ใช่คนประเภทที่กลั่นแกล้งเอาเปรียบหญิงสาวเช่นนั้น

โจวเสาจิ่นอดกล่าวไม่ได้ว่า “เรื่องนี้ก็ไม่อาจกล่าวโทษท่านน้าฉือทั้งหมดได้กระมัง ตบมือข้างเดียวคงไม่ดัง นอกจากนั้นการเดิมพันด้วยเรื่องเช่นนี้ หากว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เห็นด้วย การเดิมพันในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“ดังนั้นข้าจึงไม่โทษเฉิงจื่อชวน!” จี๋อิ๋งกล่าวอย่างเคืองๆ เล็กน้อย “เรื่องที่เขามอบหมายให้ข้า มีเรื่องไหนบ้างที่ข้าทำไม่สำเร็จ ข้าเพียงแค่รำคาญหนานผิงที่คอยจ้ำจี้จำไชข้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสาวใช้ควรเป็นเช่นไร ไม่ควรเป็นเช่นไร ไหนเลยจะเรื่องที่ข้าละเมิดข้อต้องห้ามต่างๆ อีก อีกทั้งเรื่องที่ข้าทำไม่ถูกอีก…ประหนึ่งว่าหากข้าไม่ยกย่องสรรเสริญเฉิงจื่อชวน ก็ไม่ถือว่าเป็นบ่าวรับใช้ที่จงรักภักดีอย่างไรอย่างนั้น…”

อันที่จริงหนานผิงก็พอมีอุปนิสัยดังที่จี๋อิ๋งกล่าวมาอยู่บ้าง

โจวเสาจิ่นอดไม่ได้หัวเราะ ‘คิก’ ขึ้นมาครั้งหนึ่ง

“ใช่หรือไม่ๆ” จี๋อิ๋งราวกับได้พบแนวร่วมขึ้นมาในทันที เอ่ยถามด้วยเสียงสูงว่า “เจ้าก็คิดเหมือนกันใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้ใส่ร้ายนางอย่างไม่เป็นธรรมใช่ไหม”

ถ้าหากตนตอบว่าจี๋อิ๋งถูก ไม่ใช่ว่าจี๋อิ๋งจะยิ่งชวนหนานผิงทะเลาะหรอกหรือ เช่นนั้นภายในเรือนของท่านน้าฉือก็ไม่ต้องคิดถึงความสงบสุขใดๆ อีกแล้ว

โจวเสาจิ่นตอบว่า “แต่ว่าเจ้าก็ผิดอยู่บ้าง เพียงแค่ให้เจ้าเย็บถุงเท้าให้ท่านน้าฉือบ้าง แม้แต่ฝึกทำเจ้าก็ยังไม่ยอมฝึก ในเมื่อเจ้าเข้ามาอยู่ในจวนแล้ว ย่อมต้องกระทำตัวเหมือนอย่างสาวใช้บ้าง ไม่เช่นนั้นต่อให้ไม่มีหนานผิง หากว่าเจ้าพบเจอผู้อื่น ก็จะถูกผู้อื่นตำหนิติเตียนเอาได้เช่นเดียวกัน”

จี๋อิ๋งร้อง เฮ้อ ออกมาสองครั้งอย่างห่อเ**่ยว แล้วกล่าวว่า “ข้าก็แค่ไม่อยากฝึกเท่านั้น ตอนที่เฉิงจื่อชวนเดิมพันกับท่านพ่อของข้า เขาให้พี่รองของข้ามาเป็นบ่าวชายในจวน ข้าเพียงแค่ทำหน้าที่ของบ่าวชายก็พอแล้ว ทำไมต้องให้ข้าไปเป็นสาวใช้ด้วย หากว่าเขาขาดสาวใช้ เหตุใดถึงอยากให้พี่รองของข้าเข้าจวนมาเป็นบ่าวชายเล่า”

โจวเสาจิ่นเม้มปากกลั้นยิ้ม พลางกล่าว “เช่นนั้นเจ้าช่วยท่านน้าฉือจูงม้า ขับรถม้า ชำระล้างร่างกาย เฝ้าเวรยามกลางคืน หรือออกไปสืบข้อมูลได้หรือไม่”

จี๋อิ๋งได้ยินแล้วก็ขึงตามองโจวเสาจิ่น ไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะเค้นคำว่า “ไม่ได้” สองคำผ่านซอกฟันออกมาได้

โจวเสาจิ่นยิ้มร่า แล้วหยิบผ้าสองชิ้นที่อยู่ใกล้มือยื่นให้จี๋อิ๋ง “เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจเรียนเย็บปักกับข้าดีๆ เถิด”

จี๋อิ๋งกัดฟัน พลางตอบโจวเสาจิ่นอย่างหงุดหงิดว่า “ปลอกนิ้วอยู่ที่ไหน เอาเข็มมาให้ข้าที!”

โจวเสาจิ่นไม่เพียงหาเข็มให้นาง แต่ยังยิ้มพลางเอาด้ายไปสนเข็มให้เรียบร้อยก่อนยื่นให้นางอีกด้วย

จี๋อิ๋งจำต้องยอมเรียนเย็บปักกับนางอย่างแค้นใจ

โจวเสาจิ่นรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวจี๋อิ๋งได้ทันที

นางไม่เพียงฝึกเย็บตะเข็บกากบาทได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังเรียนรู้ได้อย่างว่องไว โจวเสาจิ่นเพียงแค่บอกนิดเดียวนางก็รู้แล้วว่าปัญหาของตนอยู่ที่ไหน ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน อย่างน้อยฝีเข็มของนางก็อยู่บนเส้นเดียวกันแล้ว ปัญหาต่อไปก็คือจะทำอย่างไรให้ฝีเข็มสม่ำเสมอกันเท่านั้น

โจวเสาจิ่นให้กำลังใจนางว่า “เจ้าเก่งกว่าข้าเสียอีก ตอนนั้นข้าฝึกเย็บเป็นเวลาสามเดือนกว่าจะเย็บตะเข็บกากบาทได้!”

………………………………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน