เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 139

โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น ท่านพ่อไปรับราชการอยู่ข้างนอกเกือบจะสิบปี เห็นทีว่าคงจะปรับตัวได้ตั้งนานแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายไปให้ท่านพ่อ ให้เขายกเจ้าให้พวกข้าสองพี่น้อง ข้าคิดว่าท่านพ่อย่อมต้องไว้หน้าพวกข้าสองพี่น้องอย่างแน่นอน” ขณะที่กล่าว ก็ให้ภรรยาของหม่าฟู่ซานเตรียมเครื่องเขียนมาให้

ในที่สุดหลานทิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

แน่นอนว่าพวกนางสองพี่น้องต้องปรึกษากันมาก่อนแล้ว ไม่ว่านางจะพูดอะไร ล้วนแล้วแต่ต้องการให้นางรั้งอยู่ที่จินหลิง

นี่ต้องเป็นความคิดของโจวชูจิ่นอย่างแน่นอน

นางรีบคุกเข่าลงไปกอดขาของโจวเสาจิ่นเอาไว้ ร้องห่มร้องไห้พลางกล่าว “คุณหนูรอง ขอร้องท่านช่วยส่งข้ากลับเป่าติ้งด้วยเถิดนะเจ้าคะ ท่านไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าคนจากตระกูลหลี่เหล่านั้นน่ารังเกียจขนาดไหน ที่พวกเขาให้หลี่ซื่อแต่งเข้ามา ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะเห็นแก่คุณธรรมหรือความสามารถของนายท่าน แต่เพราะเห็นแก่ตำแหน่งอันสูงส่งของนายท่าน ว่าจะช่วยเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับคนในแวดวงขุนนาง เพื่อให้กิจการของพวกเขาเติบโตยิ่งๆ ขึ้น โดยไม่สนใจว่านายท่านจะลำบากใจหรือไม่ และก็ไม่สนใจเลยว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ชื่อเสียงของนายท่านเสื่อมเสียหรือไม่ พวกเขาหวังแต่จะมาสูบเลือดสูบเนื้อของนายท่านเท่านั้น…”

แต่การกระโดดเข้าใส่เช่นนั้นของนางกลับทำให้โจวเสาจิ่นตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี นางกระโดดลุกพรวดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจะได้เบี่ยงกายหลบ ก็ถูกหลานทิงกอดเอาไว้จนแน่นเสียก่อน

มองดูหลานทิงที่ร้องไห้กระซิกอยู่ตรงเท้าแล้ว โจวเสาจิ่นรู้สึกอัดอัดใจยิ่งนัก

เป็นคนมาสองชาติภพ ยังไม่เคยมีคนมาร้องไห้ต่อหน้านางเช่นนี้มาก่อนเลย

นางรีบกล่าว “เจ้ามีเรื่องอะไรก็ลุกขึ้นมาคุยดีๆ ลุกขึ้นมาเถิด”

ทว่าหลานทิงกลับยิ่งกอดนางให้แน่นมากขึ้น

ภรรยาของหม่าฟู่ซานเห็นแล้วก็โกรธจนหน้าแดง ขยับออกไปดึงนาง “เจ้ามาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าคุณหนูรองเช่นนี้ไปทำไม”

แรงของนางค่อนข้างมาก หลานทิงถูกนางทั้งดึงทั้งลากจนซวนเซไปมาแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ “คุณหนูรอง ข้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ข้าทำเพื่อท่านกับคุณหนูใหญ่นะเจ้าคะ ท่านไม่รู้อะไร พอหลี่ซื่อผู้นั้นแต่งเข้ามา ก็เอาภาพเหมือนของฮูหยินไปเก็บเสีย หากไม่ใช่เพราะนายท่านติเตียน นางก็คงเอาไปทิ้งแล้ว นายท่านบอกว่าอยากจะรับท่านกับคุณหนูใหญ่ไปอยู่ด้วย ให้นางจัดเรือนให้เรียบร้อย นางก็ไม่ยอม ต่อมาฮูหยินผู้เฒ่ากวนส่งข่าวมาแจ้งว่า ต้องการให้พวกท่านสองพี่น้องรั้งอยู่กับนาง ก็เป็นหลี่ซื่อที่ยุยงให้นายท่านปล่อยให้ท่านกับคุณหนูใหญ่อยู่ที่ตระกูลเฉิงต่อไป นางปรารถนาจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกท่านนะเจ้าคะ…”

โจวเสาจิ่นฟังแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก

หลี่ซื่อเห็นแก่ตัว แล้วตัวนางเองไม่เห็นแก่ตัวหรืออย่างไร ในเมื่อต่างคนก็ต่างเหมือนๆ กัน เช่นนั้นจะค่อนแคะผู้อื่นไปเพื่ออะไร

เมื่อเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรหลานทิงก็ไม่ยอมปล่อยมือ นางจำต้องกล่าวข่มขู่ไปว่า “หากว่าเจ้ายังทำเช่นนี้ ข้าจะตะโกนเรียกให้คนเข้ามา”

โดยเนื้อแท้แล้วโจวเสาจิ่นเป็นคนอ่อนโยน ต่อให้กำลังโกรธ การกระทำที่ออกมาก็ยังเผยความนุ่มนวลออกมาอยู่หลายส่วน นอกจากทำให้หลานทิงกลัวไม่ได้แล้ว กลับกันยังทำให้หลานทิงสลัดภรรยาของหม่าฟู่ซานออกไปได้อย่างรวดเร็ว

โจวชูจิ่นจึงเดินออกมาจากหลังฉากกั้นด้วยใบหน้าดำคร่ำเครียด “นี่เจ้าต้องการจะทำอะไร ต้องการบีบบังคับให้คุณหนูทำตามคำพูดของเจ้าให้ได้ถึงจะพอใจอย่างนั้นหรือ หากเป็นบ่าวผู้จงรักภักดี จะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”

หลานทิงมองโจวชูจิ่นด้วยดวงตาลุกเป็นไฟทั้งสองข้าง

หากไม่ใช่เพราะนางถูกหลี่ซื่อซื้อตัวไปแล้ว ตนจะมาอยู่ในจุดที่ตกต่ำขนาดนี้ได้อย่างไร

นางจำได้อย่างแม่นยำ หลี่ซื่อส่งเงินส่วนตัวมาให้พวกนางสองพี่น้องติดๆ กันเกือบห้าร้อยเหลี่ยงเงิน สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว หากมีสินสอดติดตัวจำนวนเท่านี้ ต่อให้เป็นคนพิกลพิการผู้หนึ่งก็ยังหาคู่ที่ครบสามสิบสองมาแต่งงานด้วยได้

“คุณหนูใหญ่ ความจริงแล้วท่านก็เป็นเพียงแค่ลูกเลี้ยงของฮูหยินเท่านั้น” สายตาที่หลานทิงใช้มองโจวชูจิ่นนั้นราวกับมีดอาบยาพิษก็ไม่ปาน “ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคุณหนูรอง ในเมื่อเป็นเรื่องของคุณหนูรอง ท่านอย่าสอดมือเข้ามายุ่งจะดีกว่า”

นางรู้ดีว่าคนที่เป็นใหญ่ของตระกูลโจวที่เมืองจินหลิงนี้คือโจวชูจิ่น และนางก็รู้ด้วยว่าตนไม่อาจเอาชนะโจวชูจิ่นได้ แต่เรื่องของนางก็ถูกกวนจนขุ่นมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้นางอยากจะถอยก็ถอยไม่ได้แล้ว ไม่สู้ใช้โอกาสนี้สร้างความบาดหมางให้โจวชูจิ่นและโจวเสาจิ่น นางไม่เชื่อว่า พี่สาวน้องสาวที่ถือกำเนิดมาจากมารดาคนละคนกันนั้น จะไม่มีความแตกแยกเลยแม้แต่นิดเดียว หรือต่อให้ไม่มี โจวชูจิ่นมีนิสัยเด็ดขาดขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีบางเวลาที่โจวเสาจิ่นรู้สึกขมขื่นบ้าง ขอเพียงเวลาที่โจวเสาจิ่นรู้สึกขมขื่นแล้วนึกถึงคำพูดของนางก็พอแล้ว

โจวชูจิ่นโกรธจนหน้าซีดเผือด ออกคำสั่งภรรยาของหม่าฟู่ซานว่า “เรียกป้ารับใช้เข้ามาสองคน แล้วจับคนมัดเอาไว้”

ภรรยาของหม่าฟู่ซานรีบออกไปตะโกนเรียกคน

หลานทิงกระโดดพรวดขึ้นมาแล้วพุ่งตัวไปทางโจวเสาจิ่น

นางคิดจะเข้าไปกอดแขนของโจวเสาจิ่นเอาไว้เพื่อเป็นที่กำบัง

แต่ในสายตาของโจวชูจิ่นแล้วกลับคิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นางเข้าใจว่าหลานทิงคิดจะใช้โจวเสาจิ่นมาบีบบังคับตน

โจวชูจิ่นหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว ตะโกนเสียงดุดันว่า “เสาจิ่น หลบไป”

โจวเสาจิ่นระแวดระวังตัวเองเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ไม่รอให้หลานทิงได้เข้ามาประชิดตัว ก็หมุนกายวิ่งไปถึงเสาที่อยู่ข้างๆ เก้าอี้มีเท้าแขนแล้ว

หลานทิงคว้าน้ำเหลว

โจวชูจิ่นรีบก้าวไปยืนขวางอยู่ตรงหน้าของโจวเสาจิ่นด้วยความรวดเร็ว

โจวเสาจิ่นรีบเข้าไปดึงโจวชูจิ่น “ท่านพี่ๆ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางอยากจะดึงโจวชูจิ่นไปไว้ข้างหลังตัวเอง

โจวชูจิ่นยังไม่ขยับเขยื้อน แสยะยิ้มเย็นให้หลานทิงพลางกล่าวขึ้นว่า “ว่าอย่างไร เจ้ายังคิดจะทำร้ายผู้อื่นอีกอย่างนั้นหรือ”

ลำแสงพยาบาทสายหนึ่งวาบผ่านนัยน์ตาของหลานทิง เพียงแต่ว่ายังไม่ทันที่จะได้กระทำอะไร ภรรยาของหม่าฟู่ซานก็นำป้ารับใช้ร่างบึกบึนสองคนเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว

โจวชูจิ่นเห็นลำแสงในดวงตาของหลานทิงแล้วใจเต้น ตึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง

นางไม่น่าให้โจวเสาจิ่นมาที่นี่เลย

หลานทิงในตอนนี้เหมือนกับสัตว์ร้ายที่จนตรอก ที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ศัตรูของมันได้ทุกเมื่อ

โดยไม่คิด นางดึงโจวเสาจิ่นไปหลบอยู่หลังเสา

หลานทิงไล่ตามเข้ามา

โจวชูจิ่นพาโจวเสาจิ่นไปซ่อนอยู่หลังโต๊ะวางดอกไม้ พร้อมกับยกกระถางดอกไม้ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา เตรียมเอาไว้ว่าหากหลานทิงยังจะไล่กวดเข้ามาอีกนางจะเขวี้ยงมันออกไป

แต่ภรรยาของหม่าฟู่ซานที่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ตกใจจนสติแตก นางกระโจนเข้าใส่หลานทิงอย่างไม่คิดชีวิต

หลานทิงโซซัดโซเซ ถูกกระโจนเข้าใส่จนล้มลงไปกลิ้งกับพื้น

ป้ารับใช้ร่างบึกบึนทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไป จับหลานทิงมัดเอาไว้ ยังอุดปากนางเอาไว้อีกด้วย

โจวชูจิ่นโกรธจนตัวสั่นระริกไม่หยุด ครู่ใหญ่กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ “เรียกคนจากสำนักนายหน้ามาให้ข้า ข้าจะขายสิ่งของที่ไม่รู้จักชั่วดีชิ้นนี้ทิ้งไปเสีย”

โจวเสาจิ่นตกใจเป็นอย่างมาก รีบกอดแขนของพี่สาวเอาไว้ ปลอบโยนพี่สาวว่า “อย่าโกรธเลยเจ้าค่ะๆ ระวังจะทำลายสุขภาพเอาได้นะเจ้าคะ”

แต่ตัวเองกลับลอบถอนหายใจอยู่ในใจ

สุดท้ายเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงจุดนี้จนได้

นางก้าวออกไปย่อเข่าลงตรงหน้าพี่สาว จับมือของพี่สาวเอาไว้ กล่าวอย่างจริงใจว่า “จะไม่เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ! พี่เขยเป็นคนที่ดีมาก เขาจะเป็นที่กำบังลมและที่หลบฝนให้ท่านได้ ท่านกับพี่เขยจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก และอยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่าได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

โจวชูจิ่นพลันหน้าแดงเรื่อ กล่าวเสียงขุ่นอย่างขัดเขินว่า “เจ้าเด็กแก่แดดผู้นี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็กล้าพูดออกมาได้ อย่าให้ผู้อื่นได้ยินเข้าเชียว!”

โจวเสาจิ่นหัวเราะร่าพลางกล่าว “หากว่าท่านพี่ไม่เชื่อ ให้คนไปสืบดูก็ได้! พี่เขยเป็นคนที่ดีมากเจ้าค่ะ”

เลี่ยวเส้าถังเป็นคนดีมากจริงๆ

ก่อนแต่งงานมีสาวใช้อุ่นเตียงหนึ่งคน หลังจากที่ตกลงหมั้นหมายกับพี่สาวแล้วก็ขายออกไป จากนั้นก็ครองคู่อยู่กับพี่สาวด้วยดีเสมอมา ไม่ว่าคนตระกูลเลี่ยวจะพูดอะไร หรือแม้แต่ตอนที่มีเรื่องเกิดขึ้นกับตระกูลเฉิง พี่เขยก็คอยปกป้องพี่สาวอยู่ตลอด

หากว่ามีบุตรให้เร็วอีกสักหน่อย เช่นนั้นก็คงจะดียิ่งขึ้นไปอีก

โจวเสาจิ่นตัดสินใจว่าจะรีบปักภาพองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมที่จะมอบให้พี่สาวให้เสร็จเร็วขึ้นอีกสักหน่อย

หากว่าปีหน้าโชคดีติดตามฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปจุดธูปที่เขาผู่ถัวได้จริงๆ ล่ะก็ นางจะเผาพระธรรมเพื่อขอพรให้พี่สาวสักหนึ่งเล่มก็แล้วกัน ส่วนตัวนางเองนั้น…อายุนางยังน้อย วันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสอีก

โจวเสาจิ่นยิ้มพลางลุกขึ้นยืน

ภรรยาของหม่าฟู่ซานส่งเสียงดังโหวกเหวกเข้ามา

“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง” สีหน้าของนางกระวนกระวายเล็กน้อย “ท่านรีบไปดูสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ! หลานทิงเริ่มพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว”

ถ้วยชาในมือของโจวชูจิ่นร่วงลงบนโต๊ะน้ำชาเสียงดังกึงกัง “เช่นนั้นก็ไปบอกนาง นางอยากให้ข้ากรอกยาให้นางเป็นใบ้แล้วขายออกไป หรือว่าอยากออกไปในขณะที่ร่างกายยังสมบูรณ์ดีเช่นนี้”

ภรรยาของหม่าฟู่ซานกลับอึกๆ อักๆ ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

โจวชูจิ่นย่นคิ้วขึ้น

ภรรยาของหม่าฟู่ซานจึงก้าวออกมาสองก้าว กระซิบข้างหูโจวชูจิ่นว่า “หลานทิงกล่าวว่า เฉิงไป่ทำให้ฮูหยินต้องตายเจ้าค่ะ”

โจวชูจิ่นกระโดดพรวดขึ้นมา

โจวเสาจิ่นไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดึงมือของพี่สาวเอาไว้อย่างร้อนรน ถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะๆ”

โจวชูจิ่นไม่ได้กล่าวอะไร สายตาจับจ้องค้างอยู่บนใบหน้าของโจวเสาจิ่น

นางนึกถึงท่าทางของน้องสาวตอนยังตัวแดงๆ และถูกห่ออยู่ในผ้าอ้อมยามเกิดมาใหม่ๆ นึกถึงท่าทางของนางตอนส่งยิ้มขัดเขินมาให้ตนยามกระทำผิดแล้วถูกตนอบรมสั่งสอน นึกถึงท่าทางของนางตอนกระโจนตัวเข้ามาสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมอกของตนยามนางได้รับความทุกข์ใจ…แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นก็คือ นึกถึงท่าทางของน้องสาวตอนทำเสื้อผ้าให้ตน ท่าทางหัวเราะคิกคักยามกอดแขนของตนเอาไว้ และท่าทางยามต้องการใช้ตัวนางบังตนเอาไว้ด้วยกลัวว่าหลานทิงจะมาทำร้ายตน

น้องสาวค่อยๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

รู้จักรักและเป็นห่วงนางแล้ว

โจวชูจิ่นน้ำตาคลอ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “เสาจิ่น เจ้าตามข้ามา!”

…………………………………………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน