ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเฉิงลู่นั้นจะโกรธขึ้งและร้อนใจเพียงใด หรือต่งซื่อจะชอกช้ำและเศร้าเสียใจเพียงใด เพราะมันทำให้ทั้งนายและบ่าวของตระกูลเฉิงที่ตรอกฉุนอี้ต่างก็ไม่มีใจเฉลิมฉลองปีใหม่เลยสักคน ทางด้านโจวเสาจิ่นเนื่องจากใกล้ถึงปีใหม่แล้ว จึงพักการคัดลอกพระธรรมเอาไว้ก่อน แล้ววาดรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ในเรือน
โจวชูจิ่นคลี่ยิ้มให้น้องสาว “หยุดพักสักครู่ไม่ได้เลยหรือ”
โจวเสาจิ่นโผเข้าหาพี่สาวพลางเม้มปากกลั้นยิ้ม
โจวชูจิ่นให้สาวใช้ยกดอกดารารัตน์ที่ผูกเชือกสีแดงหลายกระถางเข้ามาประดับในห้องของนาง กล่าวว่านี่คือดอกไม้ที่อวี๋มามาผู้ดูแลเรือนเพาะชำฝากหม่าฟู่ซานนำมาส่งให้พวกนางสองพี่น้องสำหรับฉลองปีใหม่ โจวชูจิ่นมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่ากวนสองสามกระถาง มอบให้ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนสองสามกระถาง ที่เหลือก็นำมาประดับไว้ที่เรือนหว่านเซียง
โจวเสาจิ่นเห็นว่าดอกดารารัตน์เหล่านั้นล้วนออกดอกตูมพร้อมจะเบ่งบาน ทั้งมีรูปทรงที่แตกต่างกันและมีหลากหลายสายพันธุ์ จึงชื่นชอบเป็นอย่างมาก จุดกระถางไฟหลายกระถางในห้องน้ำชา แล้วนำดอกดารารัตน์ทั้งหมดไปวางเอาไว้ในห้องน้ำชา
โจวชูจิ่นยิ้มพลางบอกนางว่า “ภายในห้องร้อนถึงเพียงนี้ เจ้าระวังเถิดจะทำดอกดารารัตน์เฉาตายเสียก่อน”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ “ข้าอยากเร่งให้พวกมันผลิบานก่อนวันที่สามสิบให้ทันก่อนวันตรุษจีนเจ้าค่ะ”
โจวเสาชูจิ่นกล่าวอย่างสงสัย “ทำเช่นนี้ก็ได้หรือ”
โจวเสาจิ่นยิ้มพลางดันตัวพี่สาวออกจากห้องน้ำชา ตอบว่า “ท่านรอดูก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
โจวชูจิ่นยิ้มน้อยๆ แล้วไปที่เรือนหานชิว เพื่อตระเตรียมมื้ออาหารสำหรับคืนฉลองวันตรุษจีนเล็กกับฮูหยินใหญ่เหมี่ยน
ซานเป่าผู้เป็นบ่าวชายข้างกายของเฉิงอี้เดินเข้ามาแจ้งด้วยความหวาดกลัวว่า “ฮูหยินใหญ่ขอรับ คุณชายรองบะ…บอกว่าเขาปวดบั้นท้าย จะอยู่ระ…รับมื้อค่ำฉลองวันตรุษจีนเล็กที่ห้องตนเองขอรับ!”
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนโกรธเกรี้ยวประหนึ่งพระพุทธองค์ลงมาประสูติแล้วปรินิพพาน แผดเสียงกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นเจ้าก็บอกเขาว่า เขาไม่ต้องมาแล้ว ข้ามีบุตรชายสองคน ขาดเขาไปสักคน ก็ยังมีอีกหนึ่งคน”
ซานเป่าตกใจกลัวจนตัวสั่นงันงก ขานรับอย่างนอบน้อมว่า “ขอรับ” แล้วถอยกลับไปอย่างลุกลน
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนลูบหน้าผากแล้วสะอื้นไห้ต่อหน้าโจวชูจิ่น “ไฉนข้าถึงได้คลอดตัวเช่นนี้ออกมาได้! หากไม่ทำให้ข้าโมโหจนตายก่อนเขาก็จะไม่ยอมเลิกราหรืออย่างไร!”
โจวเสาจิ่นช่วยโน้มน้าวเฉิงอี้ไปหนหนึ่ง ภายหลังแม้เฉิงอี้จะไม่อ้อนวอนขอจี๋อิ๋งจากเฉิงฉืออีก แต่ก็ยังคงปิดปากไม่ยอมสำนึกผิด ตามความคิดเห็นของฮูหยินผู้เฒ่ากวนกับฮูหยินใหญ่เหมี่ยน พวกเด็กๆ หน้าบางยิ่งนัก เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ทว่าเฉิงเหมี่ยนกลับไม่ยินยอม กล่าวทำนองว่า “ตอนนี้อายุยังน้อยเพียงเท่านี้ กำลังเป็นเวลาที่ต้องฝึกแยกแยะชั่วดี หากกระทำผิดแล้วไม่รู้สำนึกผิด ภายหลังเมื่อโตขึ้นยังจะเดินจากไปอย่างไร้ซุ่มไร้เสียงโดยไม่รับผิดชอบเช่นนี้ได้อยู่หรือ” เขาจึงสั่งให้เฉิงอี้เขียนคำสำนึกผิด เฉิงอี้โอดครวญอย่างไม่พอใจ เฉิงเหมี่ยนจึงให้บ่าวชายมัดตัวเขาไว้ แล้วโบยด้วยไม้พลองยี่สิบทีที่หน้าห้องโถงของเรือนเจียซู่
เฉิงอี้ร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างนอก ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ากวนกับฮูหยินใหญ่เหมี่ยนต่างร้องห่มร้องไห้ประหนึ่งคนอาบน้ำตาอยู่ข้างใน แต่กัดฟันอดกลั้นไม่ออกไปวิงวอนขอความเห็นใจให้เฉิงอี้เลยแม้สักประโยคเดียวตลอดการโบย
พอโจวเสาจิ่นกับโจวชูจิ่นทราบเรื่องต่างก็รุดไปเยี่ยมเฉิงอี้ เฉิงอี้พูดคุยสรวลเสเฮฮากับโจวชูจิ่น เฉิงเก้า แม้กระทั่งกับเฉิงเจียที่มาเยี่ยมเขา แต่กลับเมินโจวเสาจิ่นเพียงผู้เดียว โจวเสาจิ่นรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เฉิงเก้าตบเฉิงอี้ไปฉาดหนึ่งด้วยอยู่ใกล้มือ พลางกล่าว “หากเจ้ายังแยกแยะไม่ออกแม้กระทั่งว่าใครดีกับเจ้าหรือใครไม่ดีกับเจ้าล่ะก็ ต่อไปเจ้าก็จงรั้งอยู่แต่ในเรือนห้ามออกไปที่ไหนอีก กินๆ นอนๆ รอความตายไปก็แล้วกัน กิจการงานในตระกูลทั้งหมดข้าจะเป็นผู้ดูแลจัดการเอง เจ้าจะได้ไม่ผลาญทรัพย์สมบัติอันน้อยนิดที่ท่านพ่อตรากตรำเก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากจนสูญสิ้น”
เฉิงอี้ร้อง “โอ๊ย” ทีหนึ่ง กล่าวยืนกรานเสียงแข็งว่า “ชายชาตรีกล่าวคำไหนคำนั้น ข้าบอกไปแล้วว่าจะตัดขาดกับนางไปตลอดชีวิต!”
“เจ้าลองพูดอีกที!” เฉิงเก้าตบเฉิงอี้ไปอีกหนึ่งฉาด
โจวเสาจิ่นรีบห้ามเฉิงเก้า พลางกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “พี่ชายเก้าอย่าทำให้มือของท่านต้องเจ็บเลยเจ้าค่ะ หากเขาไม่อยากจะเสวนากับข้า ก็ดีเสียอีกข้าจะได้มีเวลาว่าง พี่ชายของผู้ใดบ้างที่พบสหายของน้องสาวแล้วจ้องจนตาค้างแบบเขา พี่ชายเช่นนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” จากนั้นก็เรียกเฉิงเจีย “เจ้าจะอยู่ที่นี่หรือจะไปกับข้า ข้าจะกลับแล้ว”
เฉิงเจียมาเยี่ยมเฉิงอี้ด้วยเห็นแก่ความเป็นพี่ชายน้องสาวกันเท่านั้น นางกับเฉิงอี้ไม่ถูกกันแม้แต่น้อย ครั้นได้ยินแล้วก็คล้องแขนของโจวเสาจิ่นทันที พลางตอบว่า “แน่นอนว่าต้องไปกับเจ้า ข้าว่าพี่ชายอี้คงต้องนอนพักติดเตียงนานถึงร้อยวันไม่ใช่แค่ครึ่งเดือนแน่ๆ พวกเราก็อย่ารั้งอยู่ที่นี่ให้เขาต้องรำคาญใจเลย” จากนั้นก็ดึงตัวโจวเสาจิ่นเดินออกไป
“เฮ้ๆๆ เจ้ากลับมาอธิบายให้ข้าก่อนเดี๋ยวนี้ ข้าต้องนอนติดเตียงนานขนาดนั้นเชียวหรือ” เฉิงอี้ได้ยินแล้วก็ตื่นตระหนก พลางตะโกนไล่หลังโจวเสาจิ่นกับเฉิงเจียไป
ตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่จวนห้าเมื่อคราวก่อน เฉิงนั่วและคนอื่นๆ อยากจะมาเที่ยวหาเขาที่จวนสี่ก็ไม่อาจทำได้ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว หากว่าโจวเสาจิ่นกับเฉิงเจียไม่มาอีก ไม่ใช่ว่าเขาต้องนอนติดเตียงนานร้อยวันคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวหรือ
เขาครุ่นคิดแล้วก็รู้สึกหวั่นกลัว
เฉิงเก้ากับโจวชูจิ่นเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาก็ส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้
โจวเสาจิ่นเอ่ยถามขึ้นว่า “บาดแผลของพี่ชายอี้ต้องพักรักษาตัวนานขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าได้ยินท่านพี่บอกว่า บาดแผลของพี่ชายอี้ล้วนเป็นแผลบริเวณเนื้อหนังเท่านั้น พักฟื้นสักสิบวันถึงครึ่งเดือนก็หายดีแล้ว…”
“เจ้าช่างซื่อบื้อจริงๆ” เฉิงเจียหัวเราะคิก พลางตอบว่า “ข้าก็แค่โพล่งออกไปเท่านั้น! ใครบอกให้เขาอวดดีเช่นนั้นกันเล่า”
โจวเสาจิ่นรู้สึกเก้อเขิน
เฉิงเจียชวนนางไปเดินชมโคมไฟในช่วงเทศกาลโคมไฟ
หลังจากอยู่ร่วมกินข้าวในคืนฉลองวันตรุษจีนเล็กที่ตระกูลเฉิงแล้ว โจวเสาจิ่นกับโจวชูจิ่นจะกลับไปอยู่ที่บ้านตระกูลโจวจนถึงวันที่สองถึงจะกลับมาคารวะท่านลุงเนื่องในวันปีใหม่
“ข้าไม่รู้ว่าถึงเวลานั้นจะออกไปได้หรือไม่!” โจวเสาจิ่นตอบ “หากว่าข้าออกไปได้ จะไปเดินชมโคมไฟกับเจ้าอย่างแน่นอน”
เฉิงเจียเดินกลับไปอย่างดีอกดีใจ
เมื่อโจวเสาจิ่นกลับถึงเรือนหว่านเซียน จี๋อิ๋งก็รอนางอยู่
“ได้ยินว่าเจ้าไปเยี่ยมเฉิงอี้มาหรือ” นางเอ่ยถาม “เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
เรื่องที่เฉิงอี้ตกหลุมรักจี๋อิ๋งถูกลือไปทั่วจวนอย่างเงียบๆ ฉะนั้นเรื่องที่เขาถูกโบยก็ย่อมมีคนนำไปเล่าให้จี๋อิ๋งฟังแล้วอย่างแน่นอน
“ก็ดี!” โจวเสาจิ่นเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้จี๋อิ๋งฟัง แล้วกล่าวว่า “ข้าเห็นว่าอารมณ์ของเขาค่อนข้างดี ประหนึ่งว่าไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด”
จี๋อิ๋งก็เพียงถามดูเท่านั้น แต่พอได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ยกยิ้มกล่าวว่า “ครอบครัวของพวกเจ้านับว่าเป็นครอบครัวที่สั่งสอนกันอย่างเข้มงวด คราวก่อนตอนที่เฉิงเจียซ่านถูกโบย ไม่คาดคิดว่าฮูหยินหยวนจะส่งสาวใช้ข้างกายไปลอบบอกป้าผู้โบยว่าให้เบามือสักเล็กน้อย ไม่แปลกใจที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะไม่พอใจกับฮูหยินหยวนเป็นอย่างมาก จึงต้องการให้พาคุณชายรองรั่งของนายท่านรองกลับมาให้เฉิงจื่อชวนช่วยชี้แนะ แต่ดูเหมือนเฉิงจื่อชวนจะไม่เห็นด้วย”
โจวเสาจิ่นประหลาดใจยิ่งนัก เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
จี๋อิ๋งเบิกตาโต พลางตอบว่า “ตอนนี้ข้าอาศัยอยู่ที่เรือนหานปี้ซาน แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ย่อมได้ยินมาจากพวกบ่าวรับใช้น้อยใหญ่เหล่านั้นที่ซุบซิบกันอย่างไรเล่า!”
ดวงตาของโจวเสาจิ่นที่จ้องมองจี๋อิ๋งพลันเบิกกว้างยิ่งขึ้น แล้วกล่าวว่า “ข้าคัดพระธรรมอยู่ที่เรือนหานปี้ซานมาครึ่งปียังไม่เคยได้ยินเลย เจ้าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ได้ไม่กี่วัน ไฉนเรื่องอะไรก็รู้ไปหมดเช่นนี้!”
จี๋อิ๋งปรายตามองโจวเสาจิ่นอย่างดูแคลนทีหนึ่ง พลางกล่าวว่า “เจ้ากล้าเทียบชั้นกับข้าอย่างนั้นหรือ”
เวลาผ่านไปประมาณสองก้านธูป เฉิงเหมี่ยนกับเฉิงเก้าก็เดินเข้ามาตามๆ กัน
สีหน้าของเฉิงเหมี่ยนเบิกบาน เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจกับผลการเล่าเรียนของเฉิงเก้าเป็นอย่างมาก
ผู้คนภายในห้องรีบทำความเคารพเฉิงเหมี่ยน
เฉิงเหมี่ยนกวาดสายตารอบหนึ่ง ท่าทางงุนงงเล็กน้อย จากนั้นสีหน้าก็คร่ำเคร่งขึ้น พลางเอ่ยถามว่า “คุณชายรองเล่า”
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนตอบอย่างระมัดระวังว่า “เขายังบาดเจ็บอยู่เจ้าค่ะ ดังนั้นข้าก็เลยให้เขาพักอยู่ที่ห้อง…”
“เหลวไหลสิ้นดี!” ถ้อยคำของนางยังไม่ทันกล่าวจบ เฉิงเหมี่ยนก็ตวาดเสียงดังครั้งหนึ่ง เส้นเลือดบนขมับปูดโปนพลางกล่าวว่า “เจ้าไปเรียกเขามาหาข้า หากว่าเขากล้าเถียงข้างๆ คูๆ แม้ประโยคเดียว เจ้าก็บอกเขาว่า เช่นนั้นต่อไปเขาก็ไม่ต้องมาอีก วันหลังยามตระกูลเฉิงเซ่นไหว้บรรพชนหรือฉลองปีใหม่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว…”
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนตกใจจนใบหน้าถอดสี มองไปยังฮูหยินผู้เฒ่ากวน
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนหลุบตาลง ลูบลูกประคำในมือ
โจวเสาจิ่นตกใจอกสั่นขวัญแขวน อดไม่ได้ที่จะไปอิงแอบอยู่ข้างกายพี่สาว
โจวชูจิ่นจับมือของน้องสาวไว้ พลางยิ้มน้อยๆ ปลอบใจนาง
ข้างนอกมีเสียงประหลาดใจระคนยินดีของซื่อเอ๋อร์ดังขึ้นมา “นายท่านใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยิน คุณชายรองมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ทุกคนในห้องต่างรู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง ดวงตาของฮูหยินใหญ่เหมี่ยนก็ยิ่งรื้นไปด้วยประกายน้ำตา เอ่ยขึ้นว่า “ระ..รีบประคองคุณชายรองเข้ามา”
ซื่อเอ๋อร์ไม่รอให้ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนเอ่ยสั่งก็เลิกผ้าม่านขึ้นแล้ว
ซานเป่าประคองคุณชายอี้เดินเข้ามา
สีหน้าของเฉิงเหมี่ยนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เฉิงอี้คารวะเฉิงเหมี่ยนอย่างจริงใจ
“พอแล้ว” เฉิงเหมี่ยนปรายตามองเฉิงอี้อย่างเยียบเย็น แล้วบอกฮูหยินใหญ่เหมี่ยนว่า “นำอาหารขึ้นโต๊ะเถอะ!”
บรรยากาศภายในห้องพลันอบอุ่นขึ้นมา
โจวเสาจิ่นจึงรู้สึกว่าบรรยากาศปลอดโปร่งขึ้นมาไม่น้อย
………………………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน