นางย่อเข่าทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากวนและโจวเสาจิ่น “นายหญิงผู้เฒ่า! คุณหนูรอง!”
โจวเสาจิ่นไม่รู้จักนาง เห็นนางแล้วอายุไม่น่าจะเกินสิบสี่ถึงสิบห้าปี ดวงตาทรงถั่วอัลมอนต์และแก้มราวกับผลท้อ ขณะที่พูดและหัวเราะอย่างร่าเริงนั้นดวงตาก็ระยิบระยับ ดวงหน้าสดใสมีเสน่ห์ โดดเด่นยิ่ง อดไม่ได้ต้องมองอีกสองครั้ง
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่ากวนคุ้นเคยดีกับเด็กสาวผู้นี้ ยิ้มพลางกล่าว “เจินจู ไม่ได้เจอหลายวัน เจ้างดงามขึ้นอีกแล้ว”
“ไม่กล้ารับคำชมจากนายหญิงผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” สาวใช้ที่ถูกเรียกว่าเจินจูยิ้มพลางกล่าว “ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังรอคุณหนูรองอยู่เจ้าค่ะ ไม่คิดว่านายหญิงผู้เฒ่าก็มาด้วย…”
ยังพูดไม่จบประโยค ก็มีสาวใช้อีกคนหนึ่งเดินเข้ามา
นางสวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยผ้าไหมหังโจวสีเขียวอ่อนไร้ลวดลายตัวหนึ่ง อายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ใบหน้าเรียวยาว คิ้วโค้งโก่ง เส้นผมดำขลับหวีขึ้นเป็นมวยหนึ่ง ปักด้วยปิ่นปักผมทองรูปดอกท้อฝังด้วยหินสีชมพู รอยยิ้มอ่อนโยน กิริยาสง่างาม ไม่มีส่วนคล้ายคลึงเจินจูผู้นั้นเลยสักสาย
โจวเสาจิ่นแอบสงสัยอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้
ไม่รู้ว่าสาวใช้คนอื่นๆ ในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง
“นายหญิงผู้เฒ่า!” นางหันไปทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากวน กล่าว “ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกข้าไม่คิดว่าท่านจะมาด้วยตัวเอง หากเสียมารยาทตรงที่ใด ยังขอนายหญิงผู้เฒ่าโปรดให้อภัยด้วยเจ้าค่ะ”
“เป็นปี้อวี้นี่เอง!” ฮูหยินผู้เฒ่ากวนหัวเราะร่าไปหลายเสียง พลางกล่าว “เป็นข้าที่ไม่ได้แจ้งเอาไว้ก่อน เกี่ยวอันใดกับฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเจ้ากัน รีบลุกขึ้นมา ไม่ต้องมากพิธี”
สาวใช้ที่ถูกเรียกว่าปี้อวี้หัวเราะพลางลุกขึ้นมา กล่าว “นายหญิงผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกข้าเชิญท่านไปรับน้ำชาที่ห้องโถงก่อนเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนพยักหน้า กล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “นี่คือปี้อวี้กูเหนี่ยงคนข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่ากัว ต่อไปเจ้าคงต้องรบกวนนางไม่น้อย”
โจวเสาจิ่นยิ้มพลางเรียกนางคำหนึ่งว่า “ปี้อวี้กูเหนี่ยง”
ความประหลาดใจสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของปี้อวี้ รีบย่อเข่าทำความเคารพ กล่าว “คุณหนูรองทำให้บ่าวซาบซึ้งยิ่งแล้วเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางนอบน้อมยิ่ง ทำให้โจวเสาจิ่นมีความรู้สึกดีเกิดขึ้นภายในใจ
คนหนึ่งกลุ่มจึงเดินต่อไปยังด้านหน้า
สุดทางเดินเป็นเรือนห้าห้องสองชั้น กำแพงเรือนสีขาว หน้าต่าง บานประตูสีแดงสดใส แขวนไว้ด้วยผ้าโปร่งแสงสีเหลืองอ่อน ด้านหน้าของประตูเป็นซุ้มองุ่นหนึ่งซุ้ม ด้านซ้ายและขวาวางประดับไว้ด้วยโถกระเบื้องลายครามขนาดใหญ่ด้านละหนึ่งชิ้น ด้านหนึ่งปลูกสกุลบัวสาย อีกด้านหนึ่งเลี้ยงปลาคาร์ปหลากสีเอาไว้ ทั้งงดงามยิ่ง และไม่ไร้ซึ่งความประณีต
สาวใช้สวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีม่วงดอกติงเซียงแถบสีถั่วเขียวผู้หนึ่งออกมาช่วยพวกนางเลิกผ้าม่านขึ้น
โจวเสาจิ่นเพิ่งจะสังเกตว่าที่แห่งนี้ของฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้เปลี่ยนเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่แล้ว
บนมู่ลี่ไม้ไผ่สีเหลืองอ่อนนั้นมีจุดสีม่วงแต้มอยู่เป็นจุดๆ ดูแล้วเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่เซียงเฟยที่ค่อนข้างมีอายุเก่าแก่ และมุมตรงนั้นเป็นลูกสิงโตมรกตขนาดเท่ากำปั้นสองตัวกำลังกลิ้งลูกไหมพรหมเล่นอยู่!
หยกมรกตสีเขียวเปล่งประกายนั้นน้ำงามสมบูรณ์ยิ่ง ฝีมือแกะสลักก็ประณีตราวกับของจริง ไม่เพียงแสดงลักษณะของสิงโตที่น่ารักสดใสอย่างเป็นธรรมชาติออกมาให้เห็นได้อย่างเด่นชัด แม้แต่ลวดลายดอกไม้บนลูกไหมพรหมที่อยู่ในอกของสิงโตก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วย
โจวเสาจิ่นอัศจรรย์ใจยิ่ง
ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าตระกูลหลินเป็นปีแรกนั้น เมื่อถึงวันเกิดของแม่สามี นางเดินทางไปที่ร้านอัญมณีหย่งฟู่เซิ่งที่จิงเฉิง เพื่อจะสั่งทำของสักชิ้นให้แม่สามี เลือกของไปกว่าครึ่งค่อนวัน ถึงเลือกหยกมรกตขนาดเท่าสิงโตกลิ้งลูกไหมพรหมนี้มาได้ชิ้นหนึ่ง เป็นหยกที่น้ำงามไม่เท่าชิ้นนี้ แต่ก็จ่ายเงินไปเกือบสองร้อยเหลี่ยง
ทุกคนต่างพูดกันว่าจวนสามนั้นมีเงินทอง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะโอ่อ่าเหมือนจวนหลักเช่นนี้
ไม่แปลกใจเลยที่ในยามปกติทุกคนจะทำเสียงเบาลงยามพูดอยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
เจินจูอยู่ด้านหน้าดึงมู่ลี่ขึ้น โจวเสาจิ่นเดินตามฮูหยินผู้เฒ่ากวนเข้าไปในห้องโถง
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ยิ่งนิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็เดินเข้ามาจากด้านหลังห้องโดยมีสาวใช้ผู้หนึ่งที่สวมเสื้อสีม่วงดอกติงเซียงแถบสีรุ้งช่วยประคองเข้ามา
โจวเสาจิ่นเห็นว่าสาวใช้ผู้นั้นกับปี้อวี้น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกัน ทว่าคิ้วยาวดวงตาเล็ก ผิวขาวดั่งหิมะ กิริยาอ่อนหวาน เป็นความงดงามอีกรูปแบบหนึ่ง จึงลอบชื่นชมอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
นางเป็นคนเอาจริงเอาจังและเข้มงวด สถานที่อยู่อาศัยก็ขึงขังและเงียบสงบ แต่สาวใช้ข้างกายทุกคนล้วนแล้วแต่งดงามในหลากหลายรูปแบบ ราวดอกกล้วยไม้ในฤดูใบไม้ผลิและดอกเบญจมาศในฤดูใบไม้ร่วง แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีจุดที่สมควรให้ชื่นชม
และด้านฮูหยินผู้เฒ่ากัวกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็เริ่มทักทายกัน “ไม่คิดว่าท่านจะมา ตอนเที่ยงก็อย่าเพิ่งไปเลย อยู่รับมื้อเที่ยงที่นี่กับพวกข้าก่อน”
“ดียิ่ง!” ฮูหยินผู้เฒ่ากวนหัวเราะพลางกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวด้วยท่าทีที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี “เมื่อคราวก่อนอยู่ที่นี่ได้ทานนกอบน้ำผึ้งไปตัวหนึ่ง จนวันนี้ข้าก็ยังจำได้ไม่ลืม วันนี้ได้โอกาสลองชิมอีกครั้ง”
“วางใจเถอะ!” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหัวเราะพลางกล่าว “วันนี้ไม่เพียงมีนกอบน้ำผึ้งเท่านั้น ยังมีเนื้อแกะทอดและซุปเผ็ดเปรี้ยวที่เจ้าชอบทานอีกด้วย”
ปี้อวี้ได้ยินแล้วคล้ายจะพูดแต่ก็ไม่พูด
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนจึงหัวเราะแล้วกล่าวกับนางว่า “พวกข้าสองคนกว่าจะได้เจอกันนั้นไม่ง่ายนัก เจ้าไม่ต้องกังวลมากขนาดนี้ หากว่าฮูหยินใหญ่จิงต่อว่า เจ้าก็บอกไปว่าเป็นข้าที่อยากทาน!”
ตอนนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูร้อน นกอบน้ำผึ้งเป็นของหวาน ส่วนเนื้อแกะกลิ่นแรง ซุปเผ็ดเปรี้ยวก็มีรสชาติที่เข้มเกินไป แม้แต่จวนสี่เองก็ไม่ค่อยทำอาหารสามชนิดนี้ให้ฮูหยินผู้เฒ่ากวน นับประสาอะไรกับจวนหลัก
เพราะสามารถจัดการดูแลอาหารการกินของฮูหยินผู้เฒ่ากัว คงเป็นสาวใช้อันดับหนึ่งของเรือนหานปี้ซานเป็นแน่
นางเปลี่ยนความคิดในทันใด ครุ่นคิด แล้วก้าวไปด้านหน้าผลักหน้าต่างให้เปิดออก
ด้านนอกเป็นต้นไหวซู่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านหนาสูงเหนือชายคาเรือนขึ้นไป พุ่มของต้นไม้ราวกับร่ม ครอบหลังคาของห้องข้างจนมิด สะท้อนให้ทั้งห้องกลายเป็นสีเขียวครึ้ม เมื่อมองไกลออกไป เป็นทัศนียภาพครึ่งหนึ่งของทะเลสาบไท่หู สามารถมองเห็นใบบัวได้รางๆ
โจวเสาจิ่นสามารถจินตนาการได้ถึงทัศนียภาพของที่นี่เมื่อถึงฤดูร้อนว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อมองดูบนโต๊ะเขียนหนังสืออีกครั้ง แท่งหมึกจากหุยโจว หินฝนหมึกชั้นดีจากตวนซี กระดาษจากซวนเฉิง ไม่มีสักชิ้นที่ไม่ใช่ของชั้นดีมีคุณภาพ
นางชอบยิ่ง ยิ้มพลางกล่าว “ที่นี่ดียิ่งแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นนางผลักเปิดหน้าต่าง ก็ยิ้มพลางพยักหน้า ชี้ไปที่สาวใช้คนที่สวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีม่วงดอกติงเซียงผู้นั้นแล้วกล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “นางชื่อเฝ่ยชุ่ย ต่อไปหากว่าเจ้ามีเรื่องอะไร ก็เพียงให้บอกนาง”
เฝ่ยชุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ขยับขึ้นด้านหน้าไปทำความเคารพโจวเสาจิ่น
โจวเสาจิ่นพูดกับนางหลายประโยคว่า ‘ต่อไปคงต้องรบกวนพี่สาวแล้ว’ เฝ่ยชุ่ยรีบกล่าวว่า ‘ไม่กล้าเจ้าค่ะ’ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวชี้ไปที่คนที่สวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีม่วงผู้นั้นแล้วบอกโจวเสาจิ่นให้เรียกนางว่า ‘หมาเหน่า’ หมาเหน่าทำความเคารพและกล่าวทักทายโจวเสาจิ่นอย่างช่วยไม่ได้ ทุกคนทำความรู้จักกันอีกครั้ง เป็นอันว่าโจวเสาจิ่นได้ทำความรู้จักกับสาวใช้คนสำคัญที่อยู่ข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่ากัวครบแล้วทั้งสี่คน
ตามความคิดของฮูหยินผู้เฒ่ากัวแล้ว วันนี้เรียกให้โจวเสาจิ่นเข้ามาเพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เมื่อผ่านวันที่แปดเดือนสี่แล้วค่อยเริ่มคัดลอกพระธรรม จึงกล่าวว่า “เนื่องจากอีกไม่ถึงสองถึงสามวันก็จะถึงวันสรงน้ำพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่อาจทำให้งานนี้ล่าช้าได้ ส่วนเรื่องเรียนก็ไม่อาจทำให้ล่าช้าได้เช่นกัน ฉะนั้นช่วงเช้าไปเข้าเรียนที่ห้องศึกษาจิ้งอัน พักผ่อนให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาคัดลอกพระธรรมที่นี่” ยังกล่าวอีกว่า “หากว่าอากาศร้อนมากแล้ว ก็ให้ตรงมารับมื้อเที่ยงที่นี่เลย ข้าจะให้คนเตรียมห้องพักผ่อนภายในหนึ่งห้องเอาไว้ให้เจ้า”
เดิมทีแล้วโจวเสาจิ่นวางแผนเอาไว้ว่าจะหาเวลาสักหนึ่งชั่วยามครึ่งในเวลากลางคืนมาคัดพระธรรมให้เสร็จเร็วขึ้น ไม่อยากใช้เวลาอยู่ที่เรือนหานปี้ซานนานนัก นางกำลังจะปฏิเสธ ฮูหยินผู้เฒ่ากวนกลับยิ้มพลางกล่าวขึ้นก่อนว่า “หากเป็นเช่นนี้ก็ดียิ่ง ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
นางจำต้องกลืนถ้อยคำที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากแล้วนั้นลงไป
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวและฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็สนทนาถึงเรื่องวันสรงน้ำพระพุทธเจ้าขึ้นมา “สะใภ้อี๋กล่าวว่าสะใภ้ของสือเอ๋อร์เพิ่งจะตั้งครรภ์ จำต้องรั้งดูแลอยู่ที่จวน ฉะนั้นจึงมีเพียงแม่สามีนางไปพร้อมกันกับพวกเรา ส่วนจวนสามรั้งให้สะใภ้หลูอยู่ที่จวน โดยบอกว่าที่จวนรองนั้นอาจต้องการความช่วยเหลือ มีน้องสะใภ้สามที่พาหลานเจียไปพร้อมกันกับพวกเรา แล้วฝั่งพวกเจ้าจะไปกันกี่คน ข้าเองก็จะได้จัดเตรียมการได้!”
ถ้อยคำสนทนานี้กล่าวได้ค่อนข้างสับสน โจวเสาจิ่นต้องทำความเข้าใจสักพักถึงได้เข้าใจ
สะใภ้อี๋ที่กล่าวถึงคือฮูหยินใหญ่จวนรอง และก็คือมารดาของเฉิงสือ ส่วนสะใภ้ของสือเอ๋อร์ก็คือกล่าวถึงเจิ้งซื่อ ภรรยาของเฉิงสือ
นางแต่งเข้ามาที่ตระกูลเฉิงเมื่อห้าปีก่อน สามปีก่อนให้กำเนิดบุตรชายคนโตชื่อเฉิงเกิง และก็ถือเป็นเหลนคนแรกของตระกูลเฉิง ทั้งยังเป็นเด็กผู้ชายด้วย
ตามชาติก่อน การตั้งครรภ์ของเจิ้งซื่อในครั้งนี้ก็เป็นบุตรชายอีกเช่นกัน จะคลอดในช่วงที่มีการทานปูกันในเดือนเก้า ทำให้ท่านผู้นำตระกูลดีใจยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ยังมอบที่ดินผืนหนึ่งแก่เจิ้งซื่อสำหรับเป็นสมบัติส่วนตัวอีกด้วย
เป็นไปได้ว่าเพราะจวนรองไม่อยากทำให้จวนหลักไม่พอใจ ทั้งยังไม่อาจกล้ำกลืนต่อมารยาทนี้ได้ จำต้องใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างให้ฮูหยินใหญ่อี๋รั้งอยู่ที่จวนเพื่อดูแลความเรียบร้อยตามหน้าที่
ส่วนจวนสามนั้นยังคงเป็นเหมือนกับเมื่อก่อน ที่เอาใจทั้งสองฝ่าย นั่นคือ เฉิงเจียกับหลี่ซื่อ ท่านย่าของนางติดตามฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปที่วัด ส่วนเจียงซื่อ มารดาของเฉิงเจียนั้นใช้ ‘ด้วยเกรงว่าจวนรองจะต้องการความช่วยเหลือ’ เป็นเหตุผลรั้งอยู่ที่เรือน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน