เฉิงฉือกับท่านผู้เฒ่าซ่งหมกตัวคำนวณนั่นคำนวณนี่อยู่ในห้องโดยสารมาโดยตลอด ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงไม่ได้พูดคุยกับบุตรชายดีๆ มาหลายวันแล้ว ยามนี้ได้ยินว่าเฉิงฉือมาขอพบ จึงปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวซ้ำๆ ว่า “รีบเชิญนายท่านสี่เข้ามา”
ฮูหยินซ่งหลบไปอยู่ในห้องชั้นใน
แววตาของโจวเสาจิ่นวูบไหวเล็กน้อย หลบอยู่ด้านหลังของฮูหยินผู้เฒ่ากัว
แต่เพียงเฉิงฉือก้าวเข้าประตูมาก็เห็นโจวเสาจิ่นแล้ว
เป็นครั้งแรกที่นางสวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีชมพูของผลท้อ ชายเสื้อของชุดปี๋เจี่ยเป็นลายตารางสีเขียว ขับผิวของนางให้ดูขาวนวลเนียนดุจหิมะ ดูอ่อนโยนและสง่างาม
เฉิงฉืออดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ พลางทำความเคารพมารดา
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวชี้ไปที่เบาะนั่งข้างกายเป็นสัญญาณให้เฉิงฉือนั่งลง ถามเขาเสียงอบอุ่นว่า “ตัวเลขที่เจ้าคำนวณกันนั้นคำนวณเสร็จแล้วหรือ”
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้ากับท่านผู้เฒ่าซ่งกำลังคำนวณกระแสน้ำของแม่น้ำฟู่ชุนเจียงและแม่น้ำเฉียนถังในรอบสิบปีที่ผ่านมา หวังว่าจะคำนวณหากฎบางอย่างออกมาได้ เพื่อจะได้คำนวณปีและเดือนของการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างคร่าวๆ ได้”
“นี่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง!” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก กล่าวต่อว่า “พวกเจ้าคำนวณอะไรออกมาได้บ้างหรือยัง ต้องการเชิญท่านผู้เฒ่าซ่งไปพักที่จวนสักช่วงหนึ่งหรือไม่ ไต้เท้าซ่งเป็นกังวลว่าท่านผู้เฒ่าซ่งอยู่บ้านเดิมเพียงลำพังแล้วจะโดดเดี่ยว ข้าคิดว่าหากเขารู้ว่าท่านผู้เฒ่าซ่งกับเจ้ามีความสนใจและเป้าหมายอย่างเดียวกัน เขาต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน”
“พวกข้ายังไม่ได้ความคืบหน้าอะไรเลยขอรับ” เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ “จิงเฉิงมากล้นไปด้วยบัณฑิตผู้มีความสามารถ หลิวฉีผู้เป็นหัวหน้ากองสำนักดาราศาสตร์หลวงก็เป็นผู้มีความสามารถและพรสวรรค์ ท่านผู้เฒ่าซ่งหมายจะเข้าจิงเฉิงไปขอเรียนรู้จากคนเหล่านี้สักครั้งก่อน ข้าเองก็คิดว่าเรื่องนี้ลำพังเพียงพวกข้าสองคนคงยากที่จะบรรลุผล ฉะนั้นพวกข้าจึงนัดหมายกันเอาไว้ว่ารอให้ทางด้านของท่านผู้เฒ่าซ่งมีความคืบหน้าแล้วข้าค่อยเข้าเมืองหลวงสักครั้งหนึ่ง จึงไม่ค่อยดีนักที่จะเชิญท่านผู้เฒ่าซ่งไปพักที่บ้านขอรับ”
“แบบใดก็ดีทั้งนั้น!” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวขอเพียงให้บุตรชายมีความสุข กล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าได้ยินว่ากรมโยธาธิการเองก็มีคนมีความสามารถจำนวนมาก พี่ชายใหญ่ของเจ้ามาจากกรมโยธาธิการ พี่ชายภรรยาของไต้เท้าอู๋เจ้าเมืองจินหลิงก็ดำรงตำแหน่งเป็นขุนนางอยู่ในกรมโยธาธิการ โดยเฉพาะพ่อตาของไต้เท้าเกาเจ้าเมืองเจิ้นเจียงเป็นถึงเจ้ากรมโยธาธิการ ที่ปรึกษาประจำพระที่นั่งจิ่นเซิน…ต้องการให้พี่ชายของเจ้าไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยตัวเองสักครั้งหรือไม่”
เฉิงฉือรู้ดีว่าหลายปีมานี้มารดาไม่ค่อยสบายใจนัก ทำทุกวิถีทางที่จะชดเชยให้เขา จึงกล่าวล่อหลอกให้มารดาดีใจว่า “หากท่านไม่พูดข้าคงคิดไม่ถึงจริงๆ เสียแล้ว! หากทางด้านของท่านผู้เฒ่าซ่งไม่มีความคืบหน้าอะไร ถึงเวลานั้นข้าจะขอให้ท่านช่วยออกหน้าไปติดต่อให้ข้านะขอรับ”
“รู้จักแต่จะหลอกล่อให้ข้าดีใจ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มเคืองๆ ขณะชี้ไปที่บุตรชายพลางกล่าวว่า “เจ้าเมืองเกาผู้นั้นเป็นสหายสนิทของเจ้ามิใช่หรือ คราวก่อนเจ้าให้ความช่วยเหลือเขาไปครั้งใหญ่ขนาดนั้น ข้าดูแล้วเขาพยายามหาโอกาสตอบแทนน้ำใจของเจ้ามาโดยตลอด หากเจ้าไปหาเขา ต่อให้เขาไม่ได้เข้าเมืองหลวงไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยตัวเอง เกรงว่าก็ต้องให้ที่ปรึกษาพาเจ้าไปเยี่ยมพ่อตาของเขาอย่างแน่นอน”
เฉิงฉือประหลาดใจเล็กน้อย
ตระกูลฝั่งตาของเขาเปิดสำนักศึกษา อีกทั้งมีชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์และจงรักภักดีเลื่องลือออกไปไกล คนที่มารดารู้จักจึงมีไม่น้อย แต่ที่ผ่านมามารดาไม่ใช่คนที่ชอบคุยโวโอ้อวด เหตุใดจู่ๆ ถึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ไปได้
เฉิงฉือนึกถึงคำพูดของสาวใช้ที่รายงานเขาก่อนที่จะมาว่าฮูหยินซ่งกำลังสนทนาอยู่กับมารดา พลันเข้าใจเจตนาของมารดาขึ้นมา
มารดากำลังแสดงพลานุภาพให้ฮูหยินซ่งดูอยู่นี่เอง!
เป็นการบอกฮูหยินซ่งว่าตระกูลเฉิงอย่างพวกเขานี้ไม่เพียงเป็นตระกูลที่แข็งแกร่ง ญาติสนิทมิตรสหายต่างๆ ก็ยังมีอยู่ทั่วทุกหนแห่งทั้งในและนอกราชสำนัก ไม่ว่าอยากกระทำการใดล้วนมีหนทางและเส้นสาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรล้วนไม่ใช่เรื่องยาก
เขารู้สึกว่าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีอยู่บ้างเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้
ต้องเป็นเพราะมารดาได้ยินที่เขาแสดงความคิดเห็นต่อหยวนเหวยชางและซ่งจิ่งหรานไปเป็นแน่ จึงกลัวว่าพี่ชายจะมีความคิดไปในทางเดียวกับหยวนเหวยชางแล้วจะทำให้ตนได้รับความลำบาก ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจหาการสนับสนุนให้ตัวเองในเส้นทางนี้เอาไว้…
เฉิงฉือเหลือบตามองโจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง
โจวเสาจิ่นมีสีหน้ายุ่งเหยิง
นางตัดสินใจแล้วว่าจะให้เฉิงฉือกับตระกูลซ่งสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น แต่เรื่องที่เขากับท่านผู้เฒ่าซ่งมีความสนใจเกี่ยวกับการจัดการแม่น้ำนั้น เกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า
โจวเสาจิ่นเบิกตาโพลงมองไปที่เฉิงฉือ
เฉิงฉือต้องพยายามเป็นอย่างมากถึงจะไม่เผยสายตาดูแคลนออกมาให้เห็น
เด็กผู้นี้ถึงกับกล้าเบิกตาโพลงจ้องเขาเลยหรือ!
หากไม่ใช่เพราะนางเผยเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าซ่งอยากร่วมทางไปกับพวกเขาให้มารดาเขาทราบตามใจชอบ มารดาจะกล่าววาจาอ้อมค้อมเช่นนี้ออกมาหรือ
ไม่รู้ว่านางยืนอยู่อย่างมั่นคงข้างๆ มารดาได้อย่างไร!
เฉิงฉือครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่มองโจวเสาจิ่นอีก แต่กล่าวกับมารดายิ้มๆ ว่า “อีกประเดี๋ยวก็ถึงท่าเรือฉางโจวแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าอยากซื้อหวีสับของฉางโจวกลับไปฝากคนสักหน่อยมิใช่หรือขอรับ ข้ากับท่านผู้เฒ่าซ่งยังมีตัวเลขอีกบางส่วนที่ยังคำนวณออกมาไม่ได้ เกรงว่าจะไม่มีเวลาไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนท่าน ท่านลองดูว่าท่านต้องการซื้อหวีสับจำนวนเท่าไร แล้วข้าจะให้ฉินจื่อผิงไปซื้อมาให้ขอรับ”
โจวเสาสจิ่นพลันร้อนรนขึ้นมาในทันใด
ตอนอยู่ที่หังโจวเฉิงฉือช่วยชำระค่าของให้นาง นางก็เลยเกรงใจ ได้แต่รีบซื้อหวีสับมาไม่กี่ชุดแล้วก็เดินทางกลับ กระทั่งหลังจากที่นางกลับไปถึงได้พบว่าหวีสับเหล่านั้นหากมอบให้อาจูหรือเฉิงเจียก็พอใช้ได้ ทว่าไม่เหมาะสมที่จะมอบเป็นของฝากให้สตรีหม้ายอย่างท่านยาย จึงคิดว่าหวีสับของฉางโจวก็มีชื่อเสียงยิ่งนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ของเจียงหนานล้วนมีขายทั้งสิ้น ดังนั้นหวีสับที่จะซื้อให้ท่านยายนั้นไปซื้อที่เมืองซูโจวก็ไม่ต่างกัน ซูโจวเองก็เป็นเมืองที่หรูหราและโอ่อ่าเมืองหนึ่ง ว่ากันว่าสิ่งของในเมืองซูโจวไม่ด้อยไปกว่าเมืองหังโจวเลย ปรากฏว่าเฉิงฉือติดพันอยู่กับการคำนวณตัวเลข ตอนเรือเทียบท่าที่ซูโจวเฉิงฉือจึงไม่ได้จัดให้พวกนางเข้าไปในเมือง นางจึงคิดว่าไปซื้อที่เมืองอู๋ซีก็ได้ ปรากฏว่าพอเรือเทียบท่าที่เมืองอู๋ซีพวกเขาก็เพียงพักค้างแรมเพียงคืนเดียวแล้วก็ออกเดินทางต่อเลย นางจึงหวังเอาไว้ว่าจะได้ไปซื้อที่เมืองฉางโจว…แต่ตอนนี้เฉิงฉือก็ไม่มีแผนจะหยุดพักที่เมืองฉางโจวด้วยเช่นกัน เพียงถามฮูหยินผู้เฒ่ากัวว่าต้องการซื้อหวีสับจำนวนเท่าไรเท่านั้น เช่นนั้นเรื่องที่นางรับปากพี่สาวกับท่านป้าใหญ่ว่าจะซื้อหวีสับกลับไปฝากนั้นจะทำอย่างไร คงไม่อาจบอกให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวแบ่งหวีสับมาให้นางบ้างหรอกกระมัง แน่นอนว่า วิธีที่ดีที่สุดคือให้ฉินจื่อผิงช่วยซื้อให้นางด้วย แต่นี่ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากเฉิงฉือก่อนถึงจะทำได้!
นางจึงจ้องเฉิงฉือตาไม่กะพริบ
ใครจะรู้ว่าเฉิงฉือกลับทำเสมือนมองไม่เห็นนางเลยอย่างไรอย่างนั้น สายตาทั้งหมดของเขามองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัว
ก่อนหน้านี้นางกลัวว่าเฉิงฉือจะยังไม่พอใจที่นางเปิดเผยเรื่องที่ผู้เฒ่าซ่งต้องการร่วมทางไปกับพวกเขาให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวทราบ เนื่องจากจงใจหลบเฉิงฉือจึงตั้งใจยืนอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่ากัว ตอนนี้ต่อให้นางอยากจะให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวสังเกตเห็นความไม่ปกติของนางแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องซื้อหวีสับก็คงจะไม่ได้แล้ว…
ตอนนี้นางจึงทำได้แต่หวังว่าหลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวตอบรับแล้วนางจะไปบอกกล่าวกับฉินจื่อผิงเท่านั้น
ปรากฏว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับตอบว่า “ก่อนหน้านี้ข้าซื้อหวีสับมาจากเมืองหังโจวแล้ว เจ้ามีธุระก็ไปจัดการธุระของเจ้าเถิด ไม่ต้องไปเดินเป็นเพื่อนพวกข้าหรอก”
เฉิงฉือได้ยินแล้วก็ลุกขึ้นมา กล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นก็ดีขอรับ! ท่านมีเรื่องอะไรก็สั่งการกับฉินจื่อผิงได้เลย พรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเราก็จะมุ่งหน้าไปเจิ้นเจียงเลยขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพยักหน้ายิ้มๆ
เฉิงฉือออกไปจากห้องโดยสาร
โจวเสาจิ่นกล่าว “ช่างเถิด ข้าค่อยคิดหาวิธีอื่นดูก็แล้วกัน!”
ป้าซางจึงกล่าวขึ้นว่า “คุณชายหวงเรียกท่านผู้เฒ่าซ่งไปแล้ว นายท่านสี่กำลังจัดเก็บฉบับร่างเหล่านั้นด้วยว่างๆ อยู่พอดีเลยเจ้าค่ะ! ท่านลองไปพูดกับนายท่านสี่ดูดีหรือไม่เจ้าคะ”
ไปขอท่านน้าฉือให้ช่วยหรือ!
เขาจะคิดบัญชีกับตนหรือไม่นะ
ขณะที่โจวเสาจิ่นลังเลอยู่นั้น ก็ได้ยินป้าซางกล่าวขึ้นอีกว่า “วันนี้คุณชายน้อยซ่งไม่มาอยู่กับท่านหรือเจ้าคะ ข้าดูแล้วคนที่เขาชื่นชอบที่สุดก็คือคุณหนูรองแล้ว หมกตัวเล่นอยู่กับท่านทั้งวัน พวกเราต่างพูดกันว่า นี่ต้องเป็นเพราะเด็กๆ มักจะชื่นชอบเด็กๆ ด้วยกัน และก็ต้องชื่นชมอารมณ์ความอดทนอดกลั้นของคุณหนูรอง ไม่อย่างนั้นหากเป็นคุณหนูของบ้านอื่น ใครจะอดทนอดกลั้นอยู่เป็นเพื่อนเขาได้ตลอด…”
อะไรที่เรียกว่าเด็กๆ มักจะชื่นชอบเด็กๆ ด้วยกัน?
โจวเสาจิ่นได้ยินแล้วก็ไม่ค่อยชอบใจนัก แต่พอความคิดนี้วาบผ่านห้วงความคิดไปแล้ว นางก็อดตกใจไม่ได้
จริงด้วย!
เหตุใดนางถึงลืมไปได้ ตอนนี้ตนยังเป็นเพียงเด็กสาวยังไม่พ้นวัยปักปิ่นผู้หนึ่งเท่านั้น ต่อให้จะทำตัวงอแงน่ารำคาญใจไปบ้างแล้วอย่างไร อย่างมากก็แค่ถูกอื่นต่อว่าประโยคหนึ่งว่า นิสัยเอาแต่ใจ ก็เท่านั้น ขอเพียงในสิบเรื่องนั้นนางเชื่อฟังไปแล้วเก้าเรื่อง มีเพียงเรื่องเดียวที่เอาแต่ใจบ้าง ผู้อื่นก็จะรู้สึกเพียงว่านางเป็นไปด้วยอารมณ์ ย่อมไม่คิดว่าเป็นเพราะนางนิสัยไม่ดีอย่างแน่นอน
นี่เป็นวิธีที่พี่สาวสอนนางหลังจากที่นางแต่งเข้าตระกูลหลินไปแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องไปมาหาสู่กับบรรดาญาติๆ เหล่านั้นมากนัก หากเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เจ้าก็ยอมทำตามไป แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจยอมให้ได้
ด้วยเหตุนี้นางจึงย้ายไปอยู่ที่บ้านสวนต้าชิ่งได้อย่างราบรื่น และใช้ชีวิตต่อไปตามคำสอนของพี่สาว
เห็นทีว่าครั้งนี้ก็คงต้องเอาหลักการนี้มาใช้แล้วเหมือนกัน!
โจวเสาจิ่นกลอกตาไปมาอย่างครุ่นคิด กล่าวกับป้าซางอย่างลวกๆ อีกสองสามประโยค แล้วก็รีบไปที่ห้องพักโดยสารของเฉิงฉือ
เฉิงฉือหยิบฉบับร่างการคำนวณที่ใช้ไม่ได้แล้วทิ้งลงไปในตะกร้าขยะ เตรียมให้ชิงเฟิงเอาไปเผา โจวเสาจิ่นก็โผล่พรวดเข้ามาโดยไม่บอกไม่กล่าวอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลมก็ไม่ปาน “ท่านน้าฉือ ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านเจ้าค่ะ!”
เจ้าเด็กคนนี้ ในที่สุดก็มาแล้วหรือ!
หากไม่อบรมสั่งสอนนางดีๆ สักครั้ง เกรงว่าต่อไปนางจะเอาเรื่องของเขาไปกระทำตามใจชอบอีก!
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ “มีเรื่องอะไรเร่งด่วนถึงเพียงนี้หรือ นั่งลงมาคุยกันเถิด!”
ท่าทางดูสบายอกสบายใจยิ่งนัก
…………………………………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน