โจวเสาจิ่นชะเง้อมองอยู่หน้าประตูห้องโดยสารที่เฉิงฉือพำนักอยู่
เฉิงฉือกำลังสนทนาอยู่กับผู้เฒ่าซ่งอย่างออกรส “เป็นไปไม่ได้ที่ราชสำนักจะยอมควักเงินมากถึงเพียงนี้มาลงกับกังหันน้ำและการชลประทานเพื่อลดปัญหาอุทกภัยหรอกขอรับ ตามความเห็นของข้า การสร้างทำนบแม่น้ำใหม่จึงจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด…”
โจวเสาจิ่นลอบแลบลิ้นอยู่ในใจ ขณะที่กำลังจะหดคอกลับมา จู่ๆ เฉิงฉือก็มองมา เอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ”
ดูเหมือนกับว่าเขายังคงจดจ่ออยู่กับการหารือกับผู้เฒ่าซ่งเมื่อครู่อยู่ แววตาคมกล้า สีหน้าเยียบเย็น ดูเคร่งขรึมยิ่งนัก
หรือว่าปกติแล้วในยามที่ท่านน้าฉือคุยธุระจริงจังก็มีท่าทางเช่นนี้?
โจวเสาจิ่นขบคิดอยู่ในใจ กล่าวยิ้มๆ ว่า “ในครัวลองทำขนมทานเล่นชนิดใหม่ ข้าจึงอยากจะถามท่านว่าต้องการของว่างสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
อันที่จริงเป็นนางที่ทำขนมทานเล่นเหล่านี้ขึ้นมาเอง
“พวกข้าไม่กินของว่าง” เฉิงฉือตอบอย่างสุภาพ “ข้ากับท่านผู้เฒ่าซ่งกำลังยุ่งอยู่ พวกเจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ!”
ความหมายก็คือ ให้นางไม่ต้องมารบกวนพวกเขา
ผู้เฒ่าซ่งได้ยินแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ท่าทางเหมือนอยากให้นางรีบออกไปเสีย
เห็นทีว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผล!
โจวเสาจิ่นกระแอมไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง แล้วถอยออกไป
วันถัดมา เฉิงฉือยังคงปิดประตูหารือกับผู้เฒ่าซ่งเช่นเคย
โจวเสาจิ่นถามพวกเขาว่าต้องการดื่มน้ำชาหรือไม่
ปรากฏว่าเฉิงฉือยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ผู้เฒ่าซ่งก็ชี้ไปที่จอกชาเบื้องหน้าตนเอง กล่าวว่า “ชาหลงจิ่งนี้ไม่เลว ทันทีที่ข้าจิบก็รู้ว่าเป็นยอดใบชาที่เก็บก่อนวันเชงเม้ง ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ข้าจะดื่มชานี้”
โจวเสาจิ่นจึงได้แต่ถอยออกไปอีกครั้ง
วันที่สาม เฉิงฉือกับผู้เฒ่าซ่งเอาลูกคิดมาคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง
โจวเสาจิ่นฉวยโอกาสยามที่พวกเขาพักอยู่เข้าไปถามพวกเขาว่า “…คนเรือตกปลากับกุ้งมาสดๆ ใหม่ๆ เจ้าค่ะ พวกชุนหว่านเตรียมเอาไปคลุกแป้งทอดกิน อยากจะให้ยกเข้ามาให้ท่านทั้งสองสักจานหนึ่งหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้อง” เฉิงฉือจ้องมองกระดาษทดเลขที่อยู่เบื้องหน้าโดยไม่เคลื่อนสายตา แล้วกล่าวกับผู้เฒ่าซ่งว่า “ข้าคำนวณได้สี่สิบเก้า ท่านคำนวณได้เท่าไรขอรับ ข้าคิดว่าตัวเลขนี้ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง ไม่ตรงกับค่าการขุดลอกแม่น้ำ ในทางกลับกันค่าความแรงของกระแสน้ำกลับลดลงขอรับ”
ส่วนผู้เฒ่าซ่งกลับไม่แม้แต่จะชายตามองโจวเสาจิ่นสักครั้ง เอ่ยว่า “ข้าก็คิดว่าตัวเลขนี้ไม่ถูกต้องเหมือนกัน เช่นนั้นพวกเราคำนวณใหม่อีกรอบเถอะ”
เฉิงฉือหยิบลูกคิดแล้วดีดขึ้นลงครู่หนึ่ง ลูกคิดเรียงกันตามแต่ละหน่วยอย่างเรียบร้อย
เขาบอกชิงเฟิงว่า “ไปเอากระดาษมาให้พวกข้า”
ชิงเฟิงวิ่งเข้าห้องเล็กข้างๆ ไปอย่างรวดเร็วดั่งควัน หอบกระดาษออกมาด้วยหนึ่งเตา[1] แล้วเริ่มตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดหนึ่งฉื่อ
โจวเสาจิ่นถอนหายใจ ได้แต่ถอยออกมา
ชุนหว่านที่รออยู่ข้างนอกรีบเดินเข้ามาหา เอ่ยถามอย่างเคร่งเครียดว่า “นายท่านสี่ว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ไม่กล่าวอะไรเลยสักอย่าง” โจวเสาจิ่นตอบอย่างผิดหวัง “ท่านน้าฉือยุ่งมาก ไม่มีเวลามาสนใจพวกเรา”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ชุนหว่านย่นหัวคิ้ว “หรือไม่ ท่านก็ไปกล่าว ‘ขอโทษ’ นายท่านสี่ตรงๆ ดีหรือไม่เจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ต้องรอให้มีโอกาสก่อนถึงจะทำได้!” โจวเสาจิ่นกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านน้าฉือเริ่มคำนวณกระแสน้ำนั่นอีกแล้ว”
ชุนหว่านพูดไม่ออกเล็กน้อย
กล่าวได้ว่าเวลานายท่านสี่คำนวณตัวเลขเหล่านั้นจะไม่สนใจไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น คราวก่อนปี้อวี้ได้รับคำสั่งจากฮูหยินผู้เฒ่ากัวให้ตัดกางเกงตัวในให้นายท่านสี่ จึงขอให้นายท่านสี่ไปลอง สื่อมามาวิ่งไปห้าหกรอบ นอกจากจะเชิญนายท่านสี่ไปลองชุดในห้องของฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้แล้ว กลับกันยังถูกนายท่านสี่ตะเพิดออกมาอีกด้วย
โจวเสาจิ่นเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไปดูที่ครัวว่ามีผลไม้และแตงหวานสดบ้างหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะลองหั่นผลไม้นำเข้าไปให้สักถาดหนึ่ง หากว่าท่านน้าฉือยังไม่สนใจข้าอีก ข้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
ชุนหว่านพยักหน้ารับคำ แล้วไปที่ครัว
เวลาผ่านไปหนึ่งจอกชา นางกลับมารายงานโจวเสาจิ่นว่า “เห็นว่าคืนนี้หลังจากจอดเทียบท่าแล้วจะไปซื้อสาลี่บนฝั่งมาสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็เคี่ยวสาลี่กับไป่เหอในน้ำเชื่อมก็แล้วกัน” โจวเสาจิ่นกล่าวพึมพำ วันรุ่งขึ้นไปเคี่ยวในครัวและยกเข้าไปให้ด้วยตนเอง
เฉิงฉือหน้านิ่วคิ้วหมวด กำลังเดินวนไปมาอยู่ในห้อง
เห็นได้ว่า การคำนวณตัวเลขนั้นเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าไรนัก
โจวเสาจิ่นคิดว่าตนเข้ามาได้ไม่ค่อยถูกจังหวะนัก
เป็นไปตามคาด ไม่ทันรอให้นางเอ่ยกล่าวอะไร เฉิงฉือก็ชี้ไปที่โต๊ะน้ำชาข้างๆ กล่าวว่า “เจ้ายกอะไรมา วางเอาไว้ตรงนั้นเถอะ!” จากนั้นก็ไม่เอ่ยถามนางอีกแม้ประโยคเดียว เดินตรงไปที่หน้าโต๊ะ แล้วคิดคำนวณต่อ
ผู้เฒ่าซ่งเอนกายอิงเก้าอี้มีเท้าแขนอยู่ข้างๆ พลางหลับตาลงพักผ่อนสายตาด้วยสีหน้าอิดโรย
โจวเสาจิ่นวางสาลี่และไป่เหอในน้ำเชื่อมลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วถอยออกไปอย่างเบามือเบาเท้า
ชุนหว่านเห็นแล้วก็ดีใจ
ทว่าโจวเสาจิ่นกลับมองนางพลางส่ายศีรษะ
ชุนหว่านสีหน้าดำดิ่งลงมา
โจวเสาจิ่นเห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปลอบชุนหว่านว่า “ช่างเถิด ท่านน้าฉือมีจิตใจกว้างขวางเสมอมา เขาย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับพวกเราด้วยเรื่องเหล่านี้เป็นแน่ พวกเราก็ไม่ต้องกระวนกระวายเหมือนชายหนุ่มจากเมืองฉี่ที่กลัวว่าท้องฟ้าจะถล่มลงมา[2] เช่นนั้นหรอก พรุ่งนี้ควรทำอะไรก็ไปทำสิ่งนั้นกันดีกว่า!”
นั่นก็เป็นเพราะหวงไท่ซุนแล้ว
ตอนที่หวงไท่ซุนประชวรองค์ฮ่องเต้ยังเคยเสด็จไปที่เขาไท่ซานเพื่อทำพิธีบวงสรวงให้แก่หวงไท่ซุนด้วยตนเองครั้งหนึ่ง ยามที่เสด็จออกจากเมืองหลวงหรือเสด็จเข้าเมืองหลวงก็ห้ามไม่ให้ผู้คนออกมาบนถนน หลินซื่อเซิ่งยังเคยส่งคนมากำชับนางไม่ให้ออกจากเรือนเป็นการเฉพาะด้วย
หลังจากที่หวงไท่ซุนสิ้นพระชนม์ ผ่านไปครึ่งปีองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต
โจวเสาจิ่นเอามือเท้าคาง นึกไม่ออกจริงๆ ว่าราชวงศ์เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
หรือว่าเป็นเพราะเมื่อก่อนตนห่างไกลจากเรื่องพวกนี้มากเกินไปกันนะ
หากว่าไม่ได้เกิดใหม่ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าตระกูลเฉิงเกิดเรื่องมากมายถึงเพียงนั้น
หากว่านางไม่รู้เรื่องของตระกูลเฉิง จะปรารถนาอยากเข้าใกล้ท่านน้าฉือได้อย่างไร
หากว่าไม่ได้เข้าใกล้ท่านน้าฉือ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าตระกูลเฉิงยังมีบุคคลที่เก่งกาจเช่นนี้อยู่คนหนึ่ง!
นางต้องคิดหาทางให้ท่านน้าฉือนำความไปแจ้งเฉิงจิงให้เร็วที่สุดให้ได้
ตอนนี้เฉิงจิงเป็นขุนนางในราชสำนักแล้ว น่าจะมีอิทธิพลมากกว่าแต่ก่อนถึงจะถูก
น่าเสียดายที่ใช้อุบายนักพรตเต๋าไปแล้ว!
แต่ต่อให้ไม่ได้ใช้ หมายจะหลอกท่านน้าฉือ หลอกฮูหยินผู้เฒ่ากัว…โจวเสาจิ่นคิดว่าด้วยความสามารถของนาง นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ต้องหาโอกาสบอกท่านน้าฉือให้ได้!
แต่จะหาโอกาสนั้นได้เมื่อไรกันนะ
โจวเสาจิ่นรู้สึกเป็นทุกข์เหลือคณา ตัดสินใจฉวยโอกาสนี้ฟังฮูหยินผู้เฒ่ากัวเล่าเรื่องเก่าแก่เหล่านั้นให้มาก นางรู้สึกรางๆ ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวจงใจเล่าเรื่องพวกนี้ให้นางฟัง
แต่นางไม่มีความคิดอยากจะเป็นภรรยาเอกของบุตรชายคนโตผู้เป็นทายาทสายตรง รู้เรื่องเหล่านี้ไปก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรกระมัง
………………………………………………………………….
[1] 1 เตา เท่ากับ กระดาษร้อยแผ่น
[2] ชายหนุ่มจากเมืองฉี่ที่กลัวว่าท้องฟ้าจะถล่มลงมา เปรียบเปรยได้ว่า ตีตนก่อนไข้
[3] มารดาใหญ่ สำหรับบุตรที่เกิดจากอนุจะต้องเรียกภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดาว่า มารดาใหญ่
[4] ไท่จื่อ คือ มงกุฏราชกุมาร
[5] หวงไท่ซุน คือ พระราชนัดดาผู้เป็นรัชทายาท

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน