ตระกูลเฉิงจะถูกยึดทรัพย์และถูกฆ่าล้างยกตระกูลอย่างนั้นหรือ
นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน
ตระกูลเฉิงยึดมั่นในคุณธรรมเสมอมา พี่ชายใหญ่ยิ่งแล้วใหญ่ระแวดระวังตัวยิ่งนัก ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ระหว่างบรรดาองค์ชายกับพระราชนัดดาเลย แล้วตระกูลเฉิงจะก่อชนวนสู่หายนะใหญ่เพียงนั้นได้อย่างไร!
เฉิงฉือเป็นผู้ที่มีสีหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแปลงแม้นเขาไท่ซานจะถล่มลงมาต่อหน้าก็ตาม ทว่าเวลานี้ยามได้ยินแล้วก็อดเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาไม่ได้
ใครจะกล้าพูดจาอย่างมั่นใจเช่นนี้เล่า
คำพยากรณ์?
คำทำนาย?
แต่ต่อให้เป็นพระอาจารย์จากเขาหลงหูก็ยังไม่กล้าตบอกกล่าวว่าตนล่วงรู้ว่าใครจะได้สืบราชสมบัติเช่นนั้นเลย หาไม่แล้วพระอาจารย์จากเขาหลงหูจะต้องเข้าเมืองหลวงทุกๆ หลายปีเพื่อจาริกแสวงบุญ และคิดหาหนทางเพื่อสร้างความประทับใจที่ดีแด่องค์ฮ่องเต้ไปเพื่ออันใด
โจวเสาจิ่นได้ยินมาจากผู้ใดหรือว่ามีคนบอกนางให้พูดเช่นนี้กันนะ
เช่นนั้นเจตนาของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่
คนย่อมไม่ตื่นแต่เช้าหากไม่ได้รับผลประโยชน์อันใด
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง เฉิงฉือล้วนคาดเดาเจตนาของอีกฝ่ายไม่ออกเลย นี่ทำให้หัวสมองของเฉิงฉือผู้คุ้นชินกับการควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือและจัดการทุกอย่างได้เสมอนั้นสับสนว้าวุ่นไปชั่วขณะ
แต่โจวเสาจิ่นกลับรู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
ถ้อยคำที่เหมือนดังก้างปลาที่ติดอยู่ในลำคอของนางตลอดมา ในที่สุดนางก็เอ่ยออกไปเสียที
แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของนาง และไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สุดท้ายนางก็เอ่ยออกมาได้เสียที
ส่วนในภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร จากนี้ไปท่านน้าฉือจะเย้ยหยันนางหรือไม่…ก็ปล่อยให้สวรรค์เป็นผู้ตัดสินเถอะ!
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นางเกรงว่าต่อไปก็ยากที่จะได้ไปเรือนหานปี้ซานอีก และยากที่จะได้พบฮูหยินผู้เฒ่ากัวผู้ที่เบื้องหน้าเย็นชาทว่าใจดีมีเมตตายิ่งผู้นั้นอีกแล้ว…
ขอบตาของโจวเสาจิ่นรื้นชื้นขึ้นเล็กน้อย นางหมุนกายแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
เฉิงฉือคืนสติกลับมา โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ลุกขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงหนึ่งว่า “เจ้ากลับมาหาข้าเดี๋ยวนี้”
โจวเสาจิ่นตัวสั่นเทิ้ม แต่ยังคงทำใจกล้าดึงสลักประตูดัง ปัง
“โจวเสาจิ่น!” เฉิงฉือกัดฟันกรอดขณะพูด น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเตือนอย่างดุดัน
โจวเสาจิ่นตกใจกลัวจนมือสั่น
ไม่รู้ว่าซางมามาโผล่ออกมาจากที่ใด
นางยกถาดใบหนึ่ง บนถาดวางของกินเล่นสองสามจานเอาไว้ กล่าวกับนางยิ้มๆ ว่า “คุณหนูรอง เหตุใดท่านถึงรู้ว่าข้ากำลังจะยกของว่างมาให้ท่านเจ้าคะ ท่านรีบกลับไปนั่งในห้องเถิด! เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ไหนเลยจะต้องให้ถึงมือท่านกัน” ขณะที่กล่าว ราวกับมีสายลมแรงสายหนึ่งพัดผ่านนางก็ไม่ปาน
โจวเสาจิ่นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย ถอยโซเซติดๆ กันหลายก้าวราวกับถูกอะไรบางอย่างลากไปจนกระทั่งส้นเท้าหยุดนิ่งอยู่กับที่
จบสิ้นแล้วๆ!
นางกลับรู้สึกอยู่ในใจรางๆ ว่า ตนหนีออกไปไม่ได้แล้ว
โจวเสาจิ่นอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว หลบไปยังฉากกั้นห้องที่แขวนไว้ด้วยผ้าม่านผ้าไหมหังโจวสีเขียวนกแก้ว เบิกดวงตากลมโตพลางกลั้นหายใจขณะมองเฉิงฉือ ในดวงตาดำตัดขาวเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา
เฉิงฉือดวงหน้าถอดสี
ซางมามาอ้าปากค้าง
นายท่านสี่ฉือ ถูกผู้อื่นปฏิบัติด้วยท่าทางเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!
นี่…ราวกับฉากหลังจากที่อันธพาลฉุดกระชากหญิงสาวจากตระกูลสูงส่งก็ไม่ปาน…
นายท่านสี่คงจะโกรธจัดแล้วกระมัง
อย่างไรก็ตาม นายท่านสี่ก็คงจะรู้สึกเสียหน้าด้วยกระมัง
ครั้นความคิดนี้วาบผ่าน ซางมามาก็รีบก้มศีรษะลง ดวงตาราวไข่มุกไม่กล้าชำเลืองมองซ้ายขวาอยู่พักหนึ่ง วางถาดลงแล้วรีบหนีออกจากห้องหนังสือไปเสมือนกับเหาะหนี ตอนที่ออกไปยังปิดประตูห้องหนังสือให้อย่างระมัดระวังอีกด้วย
เสียงปิดประตูทำให้โจวเสาจิ่นสะดุ้งตกใจจนตัวสั่นเทิ้มอีกครั้ง
ครั้งนี้นางจบเห่แน่แล้ว!
ท่านน้าฉือจะต้องซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนกระจ่างชัดเป็นแน่
นางควรจะทำอย่างไรดี
โจวเสาจิ่นมองเฉิงฉือ แม้จะขยับก็ยังไม่กล้าขยับอยู่นานพักหนึ่ง
เฉิงฉือโมโหจนรู้สึกเจ็บปวดใจ
เด็กน้อยผู้นี้รู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
เขาเป็นเสือหรืออย่างไร
นางถึงได้หวั่นกลัวเขาจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้
เขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเดินไปมาอยู่ในห้องหลายรอบ เพลิงโทสะในใจถึงได้คลายลงไปเล็กน้อย ชี้เก้าอี้มีเท้าแขนข้างกาย กล่าวเบาๆ ว่า “นั่งลง”
โจวเสาจิ่นประหนึ่งแมวน้อยที่ถูกต้อนจนจนมุม มองสำรวจเฉิงฉืออย่างระแวดระวังหลายส่วน
เฉิงฉือมุมปากกระตุก พูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่!
สีหน้านี้ของนางคืออะไรกัน
แต่เขาก็รู้ดีว่า คนที่ยิ่งอ่อนแอมากเท่าใดเฉกเช่นโจวเสาจิ่นนี้ ครั้นตัดสินใจแล้ว ก็จะยิ่งไม่ปริปากพูดง่ายๆ มากขึ้นเท่านั้น
เขาหมุนกายไปจิบชาติดๆ กันหลายจิบ จากนั้นถึงได้เดินไปนั่งบนเก้าอี้มีเท้าแขนที่อยู่ใกล้โจวเสาจิ่นที่สุดตัวนั้นด้วยสีหน้าอ่อนโยน เอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่”
โจวเสาจิ่นไม่เอ่ยตอบคำใด
ตนเชื่อใจเขาหรือไม่
ต้องการเชื่อใจเขาหรือไม่
นางมองเฉิงฉือ
เฉิงฉือสีหน้าอ่อนโยน นั่งลงตรงนั้นเงียบๆ อดทนอดกลั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประหนึ่งอดทนรอจนฟ้าดินสลายได้เลยทีเดียว
โจวเสาจิ่นกระหวัดนึกถึงยามที่ตนพบเขาเป็นครั้งแรก เขานั่งอยู่ในศาลาซานจือ ไม่เอ่ยถามคำใด บอกให้นางไปชงชาด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางนึกถึงยามที่นางคัดพระธรรมในเรือนหานปี้ซาน เขายืนอยู่ข้างหลังนางอย่างไร้สุ้มเสียง ชมว่าลายมือของนางสละสลวยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางนึกถึงวันนั้นที่วางเพลิง จนเกิดเสียงดังวุ่นวายที่อีกฟากฝั่งของทะเลสาบ ทว่าเขากลับส่งฉินจื่ออันออกไปโดยไม่ได้ซักถามสักคำ…
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะโดยสัญชาตญาณ
เฉิงฉือถาม “เกี่ยวข้องกับเฉิงสือ?”
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะ
เฉิงฉือถาม “เช่นนั้นเกี่ยวข้องกับเฉิงเจิ้ง?”
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะอีกครั้ง
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ “หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเฉิงเก้า? ข้าดูแล้วในบรรดาญาติพี่น้องหลายคนของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับเฉิงเก้าและเฉิงอี้ดีที่สุดแล้ว”
ดวงหน้าของโจวเสาจิ่นขึ้นสีแดงเรื่อ
นางนึกถึงเรื่องระหว่างตนกับเฉิงอี้…ยังขอร้องให้ท่านน้าฉือช่วยเหลือด้วย
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” นางพึมพำตอบ
เฉิงฉือรู้สึกโล่งใจไปอีกเปลาะหนึ่ง
ยอมเอ่ยปากพูดก็นับว่าดีแล้ว
กลัวแต่ว่านางจะดื้อรั้นขึ้นมา แล้วตัดสินใจไม่ยอมปริปากพูด
เฉิงฉือดูเหมือนกำลังขบคิดอยู่ แต่ความจริงแล้วกลับใช้หางตามองดูโจวเสาจิ่นอยู่ตลอด
โจวเสาจิ่นงงงวยเล็กน้อย
นางไม่คิดว่าเฉิงฉือผู้ดูสงบเคร่งขรึมจะคาดเดาไปเรื่อยเปื่อยประหนึ่งอาชาสวรรค์วิ่งควบขึ้นฟ้าเช่นนี้ได้
สีหน้าของโจวเสาจิ่นผ่อนคลายลงมา กำลังคิดจะส่ายศีรษะ แต่ใครจะรู้ว่าเฉิงฉือกลับหันขวับมามองนางในทันใด จ้องตานางด้วยดวงตาแวววาว กล่าวเสียงเคร่งว่า “ใช่เฉิงสวี่หรือไม่! เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเฉิงสวี่!”
น้ำเสียงของเขามั่นใจถึงเพียงนั้น เสมือนกับว่าคาดเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้แล้ว หนำซ้ำเฉิงสวี่ชื่อนี้ก็เอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ถูกจับได้โดยไม่ทันได้ตั้งตัว จิตใจของโจวเสาจิ่นสับสันยิ่งนัก ปฏิเสธเสียงดังอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ว่า “ไม่…ไม่ใช่เขา ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเจ้าค่ะ!”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง โจวเสาจิ่นก็นิ่งงันไป
เสียงของนางทั้งสูงและแหลม เจือความตื่นตระหนกที่กลบเกลื่อนเอาไว้ไม่อยู่ ทำให้คนได้ยินแล้วคิดว่านางกำลังปิดหูขโมยกระดิ่งก็ไม่ปาน
แต่เสียงของเฉิงฉือกลับดังกลบเสียงของนาง ซักไซ้นางอย่างดุดันว่า “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงหวาดกลัวเฉิงสวี่ถึงเพียงนั้นด้วย เขาก่อเรื่องอะไรไว้อย่างนั้นหรือ เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเจ้านี้ มิได้ปรารถนาจะแต่งงานกับชายหนุ่มเฉกเช่นเฉิงสวี่หรอกหรือ เหตุใดเจ้าถึงได้หลบหน้าเขาดั่งหลีกเลี่ยงงูอยู่ผู้เดียวเล่า เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเจ้า”
“ไม่มีเจ้าค่ะๆ!” คำถามของเฉิงฉือเสียดแทงถึงเพียงนั้น ประหนึ่งซ้อนทับกับเสียงเหล่านั้นที่นางสะกดเอาไว้ในใจตลอดมา โจวเสาจิ่นราวกับหวนกลับไปอยู่ในหอบรรพชนของตระกูลเฉิงอีกครั้ง เผชิญสายตาของทุกคนในตระกูลเฉิงที่หากไม่หลบสายตาก็มองดูด้วยความเหยียดหยาม หรือไม่ก็มองดูด้วยความผิดหวัง หรือไม่ก็มองดูด้วยความยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น “ข้าเปล่านะเจ้าคะๆ!” นางปฏิเสธเสียงดัง ดวงหน้าซีดเผือด น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
เฉิงฉือตะลึงงัน
เขาเพียงลองหยั่งเชิงโจวเสาจิ่นดูเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของนางจะรุนแรงถึงเพียงนี้!
เฉิงฉือมองโจวเสาจิ่นที่พิงฉากกั้นห้องด้วยตัวสั่นเทิ้ม ราวกับจะล้มลงในลมหายใจถัดไปก็ไม่ปานนั้นแล้ว รู้สึกปวดร้าวใจคล้ายกับก้อนหินที่โยนลงไปกลางทะเลสาบ ทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมเป็นวงๆ
เขาก้าวมาจับไหล่ของโจวเสาจิ่นเอาไว้ ราวกับการทำเช่นนี้ ภายใต้การประคองของเขา นางจะไม่ล้มลงไป
แต่ใครจะรู้ว่าโจวเสาจิ่นกลับกรีดร้องเสียงแหลมขึ้นมา ร้องไปด้วย ทั้งยังตบตีมือของเขาไปด้วย “เจ้าอย่ามาจับข้าๆ!”
……………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน