เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 302

จูจูรับมือกับสถานการณ์ด้วยอาการสงบนิ่งอีกทั้งยังมีความคิดเป็นของตัวเอง โจวเสาจิ่นคิดไม่ถึงเลย เคยคิดว่านางเป็นเพียงคุณหนูใหญ่จากตระกูลชั้นสูงที่ถูกตามใจจนเสียคนผู้หนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้เฉิงเจียเคยปฏิเสธงานแต่งกับจูเผิงจวี่ซื่อจื่อของเหลียงกั๋วกงมาแล้วด้วย เวลานี้นางอดไม่ได้ที่จะมองจูจูอย่างชื่นชมครั้งหนึ่ง กระซิบกล่าวเสียงเบาว่า “ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก!”

“ขอบคุณอะไรกัน!” จูจูกล่าวขึ้นอย่างไม่ปัดความรับผิดชอบว่า “พวกเราล้วนเป็นพี่สาวน้องสาวที่ดีต่อกัน ข้าเองก็ไม่อยากให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย ทางด้านขององครักษ์ลับของจวนกั๋วกงนั้น ข้าจะหาวิธีไปสั่งการเอาไว้ ดูว่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้างหรือไม่”

โจวเสาจิ่นพยักหน้าหงึกๆ

ถึงแม้จะรู้สึกว่าถ้าจูจูยังคิดได้ เฉิงฉือย่อมต้องคิดได้เหมือนกัน แต่นางก็ยังคงไม่วายเป็นห่วงเฉิงเจียเป็นอย่างมาก กกกอดลำแสงแห่งความหวังเอาไว้ หวังว่าจะสามารถใช้กล้องส่องทางไกลส่องเจอเฉิงเจียได้ สามารถควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงแคบที่สุดได้

เนื่องจากว่าใกล้จะเริ่มการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศแล้ว

ครั้นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศจบลง พวกนางก็จะต้องเดินทางกลับจวนแล้ว

เวลานี้หากผู้อื่นสังเกตเห็นว่าเฉิงเจียหายตัวไป ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุหรือเหตุผลอะไร ชื่อเสียงของเฉิงเจียในชีวิตนี้ก็คงจะจบกันแล้ว

ทั้งสองคนแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น จับมือกันเดินไปที่หน้าต่างด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

เรือมังกรทั้งสี่ลำกำลังพายกันอย่างดุเดือด เสียงโห่ร้องจากชายฝั่งดังให้ได้ยินไม่ขาดสาย คนในห้องส่วนตัวต่างมองกันตาไม่กระพริบ

จูจูตบตัวคุณหนูหกของตระกูลกัวที่กำลังถือกล้องส่องทางไกลชมการแข่งขันอยู่เบาๆ พลางกล่าวขึ้นว่า “ไอโหยว เจ้าจะใช้อีกนานเท่าไร ข้าอยากจะรีบดูสักหน่อยว่าตกลงผู้ใดได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศบ้าง!”

พวกนางตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าจะผลัดกันใช้กล้องส่องทางไกลคนละครึ่งเค่อ เมื่อคุณหนูหกของตระกูลกู้ใช้เสร็จแล้ว ก็ควรจะให้คุณหนูเจ็ดของตระกูลกัวใช้ต่อ คุณหนูหกของตระกูลกัวได้ยินแล้วสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ คุณหนูหกของตระกูลกัวเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ไม่เป็นไรๆ ให้คุณหนูจูใช้ก่อนก็แล้วกัน ข้าอยู่ตรงนี้ก็มองเห็นชัดเจนดี”

กูที่สิบเจ็ดเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบผู้หนึ่ง กล่าวยิ้มๆ ว่า “อาจู เจ้าแทรกแถวผู้อื่นเช่นนี้ การใช้กล้องส่องทางไกลหลังจากนี้ก็จะยุ่งเหยิงไปหมด ประเดี๋ยวหากเจ้าเถียงไม่ชนะ จะโมโหไม่ได้เด็ดขาด”

ความหมายก็คือในเมื่อเจ้าทำลายกฎแล้ว ถึงเวลาก็จะไม่มีใครโต้แย้งแทนเจ้าอีก

จูจูจึงยิ้มพลางกอดแขนของกูที่สิบเจ็ดเอาไว้ กล่าวอย่างออดอ้อนว่า “พี่สาวคนดี พวกท่านยอมให้ข้าสักครั้งเถิด ข้ารับปากว่าประเดี๋ยวข้าจะไม่ใช้กล้องส่องทางไกลอีกแล้ว หากมิใช่เพราะในกลุ่มนี้มีเรือของตระกูลซุนอยู่ด้วย ข้าก็คงไม่อยากดูเพียงนี้หรอก!”

โดยมากคนต่างคาดเดากันว่าเพื่อแข่งแพ้ชนะกับตระกูลหลิวแล้ว ตระกูลซุนถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเรือมังกรในครั้งนี้ด้วย

และคุณหนูใหญ่ของตระกูลหลิวก็ใกล้จะแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้เล็กของจวนเหลียงกั๋วกงแล้ว

คุณหนูหกกับคุณหนูเจ็ดของตระกูลกัวได้ยินแล้วก็แลกเปลี่ยนสายตากันครั้งหนึ่ง

คุณหนูสิบเจ็ดของตระกูลกู้ช่วยออกหน้าผดุงความยุติธรรมให้พวกนางแล้ว คุณหนูใหญ่จูก็ยังคงไม่ยอมลงให้ ทุกคนต่างรู้ว่าเป็นความผิดของคุณหนูใหญ่ตระกูลจูก็พอแล้ว นอกจากนี้หากพวกนางยังดึงดันต่อไป มีแต่จะทำให้คุณหนูสิบเจ็ดของตระกูลกู้ที่ช่วยออกหน้าผดุงความยุติธรรมให้พวกนางต้องลำบากใจเปล่าๆ

คุณหนูหกของตระกูลกัวยื่นกล้องส่องทางไกลให้จูจูเงียบๆ

จูจูรับกล้องส่องทางไกลมาอย่างยินดีไม่คิดมากอะไร ยกขึ้นมาส่องมองไปรอบๆ

กูที่สิบเจ็ดรีบก้าวเข้าไปกล่าวกับคุณหนูหกของตระกูลกัวอย่างขออภัยว่า “นางก็เป็นเช่นนี้ ขอให้น้องสาวทั้งสองท่านอดทนสักหน่อย ครั้งนี้ถือเสียว่ายอมลงให้นาง ประเดี๋ยวหากนางทำเช่นนี้อีก ข้าจะไปบอกฮูหยินผู้เฒ่ากัวเอง”

คุณหนูทั้งสองท่านของตระกูลกัวคิดไม่ถึงว่ากูที่สิบเจ็ดจะมีน้ำใจถึงเพียงนี้ ความไม่พอใจเล็กๆ นั้นก็มลายหายไป กล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพียงกันว่า “เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พี่สาวกู้อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย หากวุ่นวายไปถึงพวกผู้ใหญ่ทางด้านโน้น จะหาว่าพวกเราพี่สาวน้องสาวไม่รู้จักยอมลงให้กัน ไม่เชื่อฟังเสียเปล่าๆ เจ้าค่ะ”

กูที่สิบเจ็ดได้ยินแล้วก็กล่าวยิ้มๆ ว่า “น้องสาวทั้งสองท่านระวังได้ถูกต้องแล้ว เป็นข้าเองที่พิจารณาได้ไม่รอบด้าน อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจให้น้องสาวทั้งสองท่านถูกเอาเปรียบได้ ขอให้น้องสาวทั้งสองท่านอดทนเอาไว้ชั่วคราวก่อน”

คุณหนูทั้งสองท่านของตระกูลกัวควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี กล่าวขอบคุณนางยิ้มๆ เดินไปดูการแข่งขันเรือมังกรที่หน้าต่างอีกบานหนึ่งพร้อมกับกูที่สิบเจ็ด กูที่สิบแปดและกูที่ยี่สิบของตระกูลกู้ ส่วนหน้าต่างทางด้านนี้จึงเหลือจูจูเพียงคนเดียว

จูจูจึงหันไปกวักมือเรียกโจวเสาจิ่น กล่าวขึ้นว่า “เจ้ารีบมาดูเร็วเข้าๆ!”

โจวเสาจิ่นสะดุ้งตกใจ คิดว่าจูจูพบอะไรแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

จูจูยัดกล้องส่องทางไกลไปไว้ในมือของนาง รีบกระซิบกล่าวเสียงเบาว่า “ข้าดูไปแล้วครึ่งค่อนวันก็ยังหาไม่เจอ เจ้าเอาไปดูให้ละเอียดอีกที เกรงว่าอาจจะตกหล่นอะไรไปได้”

นับตั้งแต่ที่เฉิงเจียไปห้องทางการจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบจะสองเค่อแล้ว หากเฉิงเจียเจตนาจริงๆ เวลานี้ยังหานางไม่เจอ เกรงว่านางคงเดินไปไกลแล้ว

โจวเสาจิ่นรู้สึกดวงใจหนักอึ้ง รับกล้องส่องทางไกลมาค่อยๆ มองสำรวจถนนที่มีคนเดินเบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัดช้าๆ

กูที่สิบเจ็ดที่อยู่ทางโน้นมองมาที่โจวเสาจิ่นกับจูจูครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ยิ่งให้การรับรองคุณหนูทั้งสองท่านของตระกูลกัวอย่างกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น

โจวเสาจิ่นไม่ทันได้สนใจเรื่องพวกนี้ พยายามมองหาสตรีสวมชุดสีแดงสดบนถนนอย่างละเอียด

ด้านนอกของหอชิงเยียนเป็นถนนขนาดใหญ่ที่รถวิ่งได้สามคันเส้นหนึ่ง ระยะห่างทุกๆ สองจั้งของสองข้างทางปลูกต้นหลิวเอาไว้หนึ่งต้น ถึงแม้ต้นหลิวเหล่านั้นจะเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์และเขียวชอุ่ม แต่ก็ไม่เหมือนกับต้นตั๊กแตนหรือไม่ก็ต้นการบูรที่ยอดไม้เป็นพุ่มขึ้นไปประหนึ่งร่ม แต่ต้นหลิวห้อยระย้าจากบนลงล่างทำให้มองอะไรไม่เห็น

นางเจอหญิงสาวสวมชุดสีแดงตรงแผงลอยขายของที่อยู่ใต้ต้นไม้กับบนถนนที่จอแจไปด้วยผู้คนหลายคน แต่ทั้งหมดล้วนไม่ใช่เฉิงเจีย

โจวเสาจิ่นรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา

นางคงไม่อาจถือกล้องส่องทางไกลเอาไว้ตลอดโดยไม่คืนให้คุณหนูหกของตระกูลกัวหรอกกระมัง

โจวเสาจิ่นจึงรีบมองหาสตรีสวมชุดแดงที่เดินอยู่บนถนนอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น หางตาของนางเหลือบมองไปที่ประตูข้างที่อยู่ข้างๆ หอชิงเยียนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ใต้ต้นตั๊กแตนต้นใหญ่ ดูเหมือนว่าจะมีชายกระโปรงสีแดงชายหนึ่งถูกลมพัดปลิวขึ้นมา แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว

โจวเสาจิ่นใจเต้นประหนึ่งตีกลอง

บางครั้งสถานที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

นอกจากนี้ลึกๆ แล้วนางก็ไม่ค่อยเชื่อว่าหลี่จิ้งจะหลอกลักพาตัวเฉิงเจียหนีไป

ต้องรู้ว่าผู้ที่ตบแต่งจะได้เป็นภรรยาส่วนผู้ที่หนีตามไปเป็นได้เพียงอนุ

เนื่องจากแม้แต่จะเข้าจวนไปพบเฉิงเจียเขายังต้องคิดคำนวณอย่างระมัดระวังว่าจะใช้วิธีการอะไร แล้วจะกระทำเรื่องที่จะทำลายเฉิงเจียโดยไม่สนใจอะไรเลยเช่นนี้ได้อย่างไร

โจวเสาจิ่นรู้สึกผิดยิ่งนัก ก้มหน้าลงขานรับอย่างเชื่อฟังว่า “เจ้าค่ะ” แต่ก็ยังคงกล่าวขึ้นเสียงเบาว่า “ข้า…ข้าดูเหมือนว่าจะเจอเฉิงเจียแล้ว ข้าอยากไปดูสักหน่อยเจ้าค่ะ ท่านให้จี๋อิ๋งไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

เฉิงฉือชะงักงัน

รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง

เรื่องที่เฉิงเจียหายตัวไปเขาไม่ได้เอามาใส่ใจ แต่สภาพจิตใจของเสาจิ่นต้องไม่ดีมากเป็นแน่

นอกจากนี้นางก็ไม่มีประสบการณ์อะไร การที่ให้คนมาบอกเขาอย่างสงบนิ่ง จากนั้นยังมาขอให้เขาช่วยส่งคนไปตามหาคนพร้อมกับนางเช่นนี้ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว น้ำเสียงของเขาเมื่อครู่ออกจะแข็งกระด้างไปเล็กน้อย แม้จะไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ใช่เพราะนางด้วย แต่คนที่ต้องมาเห็นสีหน้าและได้ยินน้ำเสียงของเขากลับเป็นนาง แล้วนางจะไม่ถูกทำร้ายจิตใจได้อย่างไร

เฉิงฉือปรับน้ำเสียงให้ช้าลง กล่าวเสียงนุ่มว่า “ข้าโมโหด้วยเรื่องอื่น ไม่ได้โมโหที่เจ้ามาหาข้า แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเจ้าพบเฉิงเจียแล้ว ข้าจะให้คนไปตามหาก็แล้วกัน เจ้าอย่าออกหน้าไปตามหาเอง เจ้าจะได้ไม่ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เด็กดี เชื่อฟังข้า รีบกลับไปเสีย เรื่องนี้ยังมีข้าอยู่!”

คำว่า ‘เด็กดี’ คำนั้น กล่าวออกมาอย่างหวานซึ้งยิ่งนัก

โจวเสาจิ่นมักจะได้ยินเฉิงฉือหลอกล่อนางเช่นนี้อยู่บ่อยๆ จึงเพียงรู้สึกว่ามันคล้ายกับแสงแดดอบอุ่นที่ทำให้ตนเชื่อฟังอยู่ในโอวาทเท่านั้น รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก

ทว่าปี้เถาที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกกลับหน้าแดงเถือกราวกับจะหลั่งเลือดออกมาได้ก็ไม่ปาน ไม่กล้าแอบมองไปที่โจวเสาจิ่นกับเฉิงฉือเลยสักนิด

โจวเสาจิ่นปากกล่าวขึ้นว่า “ข้าไปเองดีกว่าเจ้าค่ะ! หากเฉิงเจียโวยวายขึ้นมา อย่างไรก็คงไม่ดีแน่…”

เห็นว่านางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแล้ว เฉิงฉือรู้สึกเบาใจลง กล่าวขึ้นว่า “ข้าให้จี๋อิ๋งออกไปตามหาเฉิงเจีย ตอนนี้นางไม่อยู่…”

โจวเสาจิ่นผิดหวังยิ่งนัก

หรือว่าที่นางอยากจะไปตามหาเฉิงเจียนั้นไม่เพียงเพราะเป็นห่วงเฉิงเจียเท่านั้น ยังมีความคิดอยากจะแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองด้วย?

เฉิงฉือมองอย่างคาดเดาไปด้วย พลันเปลี่ยนความคิดในทันใด กล่าวขึ้นว่า “ข้าจะให้ซางมามาไปเป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน! ตอนสาวๆ นางเคยทำงานเป็นจับกังอยู่ที่ท่าเรือมาก่อน แม้นตอนนี้อายุมากแล้ว แต่ยังคงมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ใช้การได้ดีกว่าป้าร่างกำยำพวกนั้นมาก ไปจับเฉิงเจียก็เสมือนกับจับลูกนกตัวหนึ่งเท่านั้น”

โจวเสาจิ่นเม้มปากกลั้นยิ้ม

ใบหน้าสดใสขึ้นมา

เฉิงฉือถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ เรียกซางมามาเข้ามา แล้วก็กล่าวย้ำกำชับโจวเสาจิ่นอีกครั้งอย่างไม่วางใจว่า “เจ้าเองก็ต้องรู้จักมีไหวพริบด้วย อย่าให้หาตัวเฉิงเจียไม่พบไม่พอ ข้ายังต้องไปตามหาตัวเจ้าอีก”

“ข้าจะเชื่อฟังคำของท่านน้าฉืออย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!” โจวเสาจิ่นรับปากแข็งขัน ใบหน้ายิ้มแย้มประหนึ่งดอกไม้บานดอกหนึ่ง

เฉิงฉือเดินเข้าห้องส่วนตัวไปอย่างไม่มีทางเลือก

โจวเสาจิ่นพาซางมามาเดินตรงไปยังท้ายสวน

ระหว่างทาง เล่าเรื่องที่ตนค้นพบให้ซางมามาฟังไปด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน