ท่านน้าฉือเฝ้าไข้นางตลอดทั้งคืน!
โจวเสาจิ่นได้ยินแล้วนัยน์ตาสว่างวาบ
จู่ๆ ก็นิ่งเงียบขึ้นมาอีกครั้ง
นางเป็นแขกที่มาอาศัยอยู่ในเรือนหานปี้ซาน ยามเจ็บไข้ได้ป่วย จวนหลักก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ คงไม่อาจให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมาดูแลนางด้วยตนเองได้หรอกกระมัง จึงเป็นธรรมดาที่จะให้ท่านน้าฉือมาเฝ้าไข้นางแทน!
แม้จะบอกกับตนเองไปเช่นนั้น ทว่าในใจของนางกลับยังคงเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่
เหตุใดท่านน้าฉือถึงมาเฝ้าไข้นางทั้งคืนด้วย
เพียงสั่งการฝานมามาไปก็ได้แล้วนี่นา
หรือว่าท่านน้าฉือ…ก็พอจะชอบนางอยู่บ้างเหมือนกัน?
แต่ความชื่นชอบเช่นนี้เกรงว่าเป็นความรักใคร่เอ็นดูที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กๆ มากกว่ากระมัง!
ทว่าแล้วอะไรคือความชอบพอกันระหว่างชายหญิงเล่า
มอบของขวัญให้กัน?
เป็นห่วงเป็นใยกัน? เอาใจใส่กัน?
พูดคุยสัพเพเหระไม่หยุดยามที่อยู่ด้วยกัน?
หรือคอยเอาอกเอาใจและตามใจกัน?
โจวเสาจิ่นนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ เวลาที่ตนอยู่กับเฉิงฉือ ในใจก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา
หลี่จิ้งก็ปฏิบัติกับเฉิงเจียอย่างนี้เหมือนกันหรือไม่นะ
นางเอ่ยถามฝานหลิวซื่ออย่างอดไม่ได้ว่า “พี่สาวเจียถูกกักบริเวณหรือ ท่านป้าใหญ่หลูกักบริเวณนางด้วยเรื่องอะไรอีก ข้าไปดูนางสักหน่อยดีกว่า! อย่างไรเสียท่านป้าใหญ่หลูก็กักบริเวณนางทุกสองสามวัน ส่วนนางเองก็ถูกกักบริเวณทุกสองสามวันอยู่ดี…”
เฉิงเจียต้องรู้อย่างแน่นอน!
ฝานหลิวซื่อย่อมไม่อาจบอกได้ว่าเพราะนางเป็นสาเหตุทำให้โจวเสาจิ่นป่วยหนัก จึงตอบไปอย่างคลุมเครือว่า “คุณหนูรองไปเยี่ยมนางก็ดีเจ้าค่ะ นำขนมกินเล่นติดไปด้วยสักหน่อย อยู่คุยเป็นเพื่อนคุณหนูเจีย แม้อารมณ์ของคุณหนูเจียจะไม่ดีนัก แต่นางก็มีจิตใจกว้างขวาง ท่านไปเยี่ยมนาง นางย่อมต้องดีใจเจ้าค่ะ”
เรื่องนี้ก็ได้กระจ่างเสียที
โจวเสาจิ่นพยักหน้าหงึกๆ แล้วสวมรองเท้าลงมาจากเตียง
ทว่ากลับรู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมาในทันใด
ฝานหลิวซื่อรีบเข้ามาประคองนาง กล่าวอย่างเป็นห่วงว่า “คุณหนูรองไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าจะไปเรียกท่านหมอ! ทางด้านคุณหนูเจียนั้นรอวันไหนที่ร่างกายของท่านแข็งแรงดีขึ้นแล้วค่อยไปหานางก็ยังไม่สาย”
เช่นนี้ก็จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้จวนสามคิดว่าจวนหลักทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คุณหนูรองเพียงเป็นหวัดธรรมดาก็ไปกล่าวหาว่าคุณหนูเจียเล่นซุกซนจนเกินเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ฮูหยินใหญ่หลูจำต้องกักบริเวณคุณหนูเจีย
ทว่าในใจของโจวเสาจิ่นกลับคิดแต่เรื่องของหลี่จิ้งกับเฉิงเจีย ยืนกรานไปว่า “ข้าไม่เป็นไร ข้าเพียงนอนติดเตียงมาหลายวัน ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรงเล็กน้อย เดินสักรอบก็ดีขึ้นแล้ว” นางดึงดันจะให้ฝานหลิวซื่อเรียกสาวใช้เข้ามาล้างหน้าแต่งตัวให้นาง พอนางล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็จะไปกล่าวขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่ากัว จากนั้น…ค่อยไปหาท่านน้าฉือ แล้วไปที่เรือนหรูอี้
หลายวันมานี้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมาเยี่ยมโจวเสาจิ่นทุกวัน ในเมื่อโจวเสาจิ่นตื่นขึ้นมาแล้ว จะด้วยความรู้สึกหรือเหตุผลก็ควรจะไปกล่าวทักทายและขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่ากัว
ฝานหลิวซื่อพูดเกลี้ยกล่อมไปสองสามประโยค แต่พอเห็นโจวเสาจิ่นตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ก็ไม่อาจห้ามปรามเอาไว้ได้อีก จึงเรียกปี้เถาและคนอื่นๆ เข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าแต่งตัว
ทว่าโจวเสาจิ่นเพิ่งจะหวีผมเสร็จ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็มาหาเสียก่อนแล้ว
โจวเสาจิ่นรีบบอกให้สาวใช้ยกน้ำชาไปรับรอง ส่วนตนรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปที่ห้องรับแขก
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นนางซูบผอมลง ทว่าตัวนางกลับยิ่งดูงดงามอ่อนช้อยราวกับต้นหลิวที่ลู่ไปตามสายลมอ่อนอย่างไรอย่างนั้น จึงลอบทอดถอนใจอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้
ไม่แปลกใจที่เจ้าสี่จะหลงใหลนาง!
งามพริ้มเพราถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดถึงเจ้าสี่ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มแน่น แม้แต่หญิงชราผู้เป็นหม้ายอย่างนางเมื่อเห็นแล้วก็ยังรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเลย
นางไม่รอให้โจวเสาจิ่นยอบกายให้นางก็จับมือของนางเอาไว้ก่อน พลางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้ายังไม่หายดี อย่าฝืนตนเองไปเลย ถ้าป่วยขึ้นมาอีกล่ะก็ เกรงว่าอาการจะทรุดหนักกว่าเดิม แล้วจะรักษายากเสียแล้ว”
โจวเสาจิ่นหน้าแดงระเรื่อ พึมพำกล่าวขอบคุณนาง
เด็กคนนี้ โชคดีที่เป็นเด็กสาวที่เงอะๆ งะๆ ผู้หนึ่ง หากเป็นเด็กสาวที่เจ้ามารยาพราวเสน่ห์คนหนึ่งล่ะก็ เกรงว่าเฉิงสวี่ เฉิงเก้าและคุณชายคนอื่นๆ ล้วนหนีไม่พ้นจากเงื้อมมือของนางเป็นแน่
ครั้นความคิดนี้แล่นผ่านในหัว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็ลอบทอดถอนใจอีกครั้ง
หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าสี่ย่อมไม่รู้สึกพิเศษกับนาง ตั้งแต่เล็กเจ้าสี่ก็เฉลียวฉลาดกว่าทุกคน ไม่ชอบให้ใครไปล่วงล้ำเขาเป็นที่สุด หากว่าเจ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าเขา บางทีเขายังจะไว้หน้าเจ้าบ้าง แต่ถ้าหากเจ้าทำเป็นอวดรู้อวดเก่งต่อหน้าเขา เขาอาจจะมองเจ้าเป็นธาตุอากาศ หรือไม่ก็เหยียบย่ำเจ้าให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าเพื่อสั่งสอนเจ้าคำรบหนึ่ง ทำให้ต่อจากนี้ไปเมื่อเจ้าพบเจอเขาแล้วอยากจะเดินเลี่ยงอ้อมไปไกลๆ เสียก็เป็นได้
ชั่ววูบหนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับปรารถนาให้โจวเสาจิ่นเป็นเด็กสาวที่เจ้ามารยาพราวเสน่ห์คนหนึ่งมากกว่า
ต่อให้เฉิงสวี่หรือเฉิงเก้าจะหนีไม่พ้นเงื้อมมือของนาง นั่นก็จะเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น
แต่พอมาเป็นบุตรชายคนเล็กของตน นั่นจึงไม่เหมือนกันแล้ว
นางสะกดความรู้สึกของตัวเอง แล้วยิ้มพลางกำชับโจวเสาจิ่นในทำนองว่า ‘ต้องพักฟื้นร่างกายดีๆ’ ‘เจ้าไม่ต้องไปหาข้าแล้ว รอให้หายดีแล้วค่อยมาสวดพระธรรมเป็นเพื่อนข้าก็ยังไม่สาย’ ‘ประเดี๋ยวข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่ ไม่ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยขนาดนี้หรอก ตอนนี้เจ้าทนฝืนร่างกายให้เหนื่อยไม่ได้’ จากนั้นก็บอกให้ฝานหลิวซื่อปรนนิบัติโจวเสาจิ่นไปพักผ่อน
ฝานหลิวซานขานรับว่า “เจ้าค่ะๆ”
ทว่าโจวเสาจิ่นกลับกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้ายังไม่ได้ไปขอบคุณท่านน้าฉือเลยเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวตื่นตัวขึ้นมาในทันที
ทว่าพอนางมองนัยน์ตาที่สุกใสดั่งน้ำและสีหน้าที่จริงใจไม่หวาดหวั่นของโจวเสาจิ่นแล้ว ก็อดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เด็กน้อยใสซื่อและไร้เดียงสา เรื่องบางเรื่อง ก็เป็นพวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่เหล่านี้คิดมากเกินไปเอง
ความผิดปรกติของเจ้าสี่ เด็กน้อยอาจจะไม่รู้เลยก็เป็นได้
เหตุใดนางต้องไปทิ่มแทงกันอีก ทำให้เจ้าสี่โกรธแค้นนาง และทำให้เด็กน้อยคิดฟุ้งซ่านไปด้วยเล่า!
รอดูท่าทีว่าเจ้าสี่วางแผนอย่างไรก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีจะดีกว่ามิใช่หรือ
แต่นางก็ไม่อาจยอมให้ทั้งสองคนพบกันอย่างที่ยากจะหลีกเลี่ยงคำครหาเหมือนแต่ก่อนได้อีก
“น้าฉือของเจ้าออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ “เขายุ่งทั้งวันจนไม่เห็นแม้แต่เงา เจ้าไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เขาไม่ได้เป็นผู้ที่คิดเล็กคิดน้อยกับทุกเรื่องประเภทนั้น เพียงทราบว่าเจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว เขาย่อมดีใจมากเป็นแน่ ถ้อยคำขอบคุณเหล่านั้นก็ไม่เป็นไรหรอก วันไหนได้พบเขาแล้วค่อยกล่าวขอบคุณสักครั้งก็มีค่าเท่ากัน”
ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกหวานหยดย้อยราวกับกินน้ำผึ้งมาก็ไม่ปาน
ไม่คาดคิดว่าท่านน้าฉือจะตักเตือนท่านป้าใหญ่หลูไปคำรบหนึ่งเพราะเรื่องที่นางป่วย
นางโตถึงเพียงนี้ นอกจากพี่สาวแล้ว ท่านน้าฉือเป็นคนที่สองที่ออกหน้าเพื่อนาง
นอกจากนี้ยังกวดขันถึงเพียงนี้…ในใจของท่านน้าฉือ ตนคงจะพิเศษอยู่บ้างกระมัง
แต่ว่าก็พูดยากเช่นกัน
เพราะนางยังเข้าใจเรื่องของท่านน้าฉือน้อยยิ่งนัก
ไม่แน่ว่าท่านน้าฉืออาจจะแค่แสดงความห่วงใยแบบที่ผู้ใหญ่มีให้เด็กเท่านั้นก็เป็นได้
จู่ๆ อารมณ์ของโจวเสาจิ่นก็ดำดิ่งลงอีกครั้ง นั่งบิดผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้างๆ พลางถอนหายใจเบาๆ
เฉิงเจียเห็นโจวเสาจิ่นดูเคร่งขรึมขึ้นมา จึงไม่กล้าชวนทะเลาะอีก
ตั้งแต่โจวเสาจิ่นตื่นขึ้นมาหลังจากที่พลัดตกลงน้ำ อุปนิสัยก็เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น จนบางครั้งนางถึงกับไม่กล้าเย้าแหย่อยู่บ้าง
“ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนเป็นเจ้าที่ทำให้วุ่นวาย!” จู่ๆ นางก็ลุกพรวดขึ้นมา พลางบ่นว่า “ข้าจะแต่งกับหลี่จิ้ง แล้วเจ้าร้องไห้เรื่องอะไร เจ้าร้องห่มร้องไห้จนป่วยแล้วไม่บอกกล่าวกันสักคำ ซ้ำยังทำให้ข้าต้องไปผิดสัญญากับหลี่จิ้งอีก…หากเจ้าไม่หาทางชดใช้ให้ข้า ข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้าตลอดชีวิต!” ขณะที่นางกล่าว ดวงตาก็รื้นชื้นขึ้นมา
โจวเสาจิ่นตกใจสะดุ้งตัวโหยง รีบกล่าวขึ้นว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เฉิงเจียปาดน้ำตาพลางตอบว่า “เดิมทีข้าตกลงกับหลี่จิ้งว่า วันที่เขากลับก่วงโจวข้าจะไปส่งเขาที่ทะเลสาบเหวิ่นเฉวียน ปรากฏว่าเจ้าป่วยไม่สบายขึ้นมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงว่าข้าไม่ได้ไปส่งเขา แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่ได้ส่งไปให้หลี่จิ้ง ถ้าหากเขาเห็นว่าข้าไม่ได้ไป จะไม่รู้สึกเป็นห่วงจนแทบตายหรอกหรือ!” แล้วกล่าวพึมพำอีกว่า “ไม่รู้ว่าหลี่จิ้งจะเดินทางออกจากเมืองไปแล้วหรือยัง ได้ส่งคนมาตามสืบข่าวข้าบ้างหรือไม่” จากนั้นก็จ้องตาของโจวเสาจิ่นพลางกล่าวว่า “คนจากบ้านของพวกข้าเหล่านั้นต่างหลอกใช้ความใจกว้างของเขา หากว่าเขาอยากจะได้รับข่าวสารของข้า ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเงินจ่ายไปเท่าไร”
โจวเสาจิ่นตกตะลึงตาค้าง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้กล่าวขึ้นว่า “หรือไม่ ข้า…ข้าจะหาทางช่วยไปสืบให้เจ้าดีหรือไม่”
เฉิงเจียไร้ความปรานี กล่าวขู่นางว่า “เจ้ากล้าไม่ช่วยสืบให้ข้าอย่างนั้นหรือ! หากเจ้าไม่ช่วยสืบให้ข้า ต่อไปข้าจะ…ต่อไปข้าจะไม่ไปเล่นที่เรือนฝูชุ่ยแล้ว”
นี่นับเป็นคำข่มขู่อะไรกัน
โจวเสาจิ่นหัวเราะคิก
เฉิงเจียเห็นแล้วก็ตำหนิไปว่า “เจ้ายังจะหัวเราะอีก! เจ้าดูสารรูปของเจ้าสิ ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกหมดแล้ว ระวังคนอื่นจะคิดว่าท่านอาฉือรังแกเจ้า”
“เจ้านี่พูดอะไรดีๆ ไม่เป็นเอาเสียเลย เหมือนปากสุนัขที่ไม่คายงาช้างออกมาจริงๆ!” โจวเสาจิ่นผลักเฉิงเจียอย่างไม่พอใจ
“ข้าไม่ใช่สุนัขสักหน่อย ย่อมคายงาช้างออกมาไม่ได้อยู่แล้ว! เฉิงเจียย้อนคำพลางผลักโจวเสาจิ่นคืน
ทั้งสองคนหัวเราะลั่นขึ้นมา
นางล้มลงบนเตียงของเฉิงเจีย แล้วหลับตาลงพักผ่อนสายตา ทว่าปากกลับเอ่ยขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ว่า “พี่สาวเจีย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหลี่จิ้งชอบเจ้า หากว่ามีคนมาชอบข้า แล้วเขาไม่บอกกล่าวให้ชัดเจน ข้าต้องดูไม่ออกเป็นแน่”
ชาติก่อน หากเฉิงลู่ไม่ได้บอกว่าปรารถนาจะแต่งงานกับนางอย่างชัดเจน นางคงไม่กล้าคิดว่าเฉิงลู่ชอบนางจริงๆ
แต่ตอนนี้เมื่อมองดูแล้ว ต่อให้พูดออกมาอย่างชัดเจน ก็ไม่จำเป็นว่าจะชื่นชอบกันจริงๆ ก็ได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน