เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 322

ได้ยินเฉิงเจิ้งเอ่ยเรื่องภายในออกมาเช่นนี้แล้ว ไม่เพียงโจวเสาจิ่น แม้แต่เฉิงลู่เองผ่านไปครู่ใหญ่แล้วก็ยังไม่ได้สติกลับมา

เฉิงเจิ้งกล่าวขึ้นอย่างขออภัยว่า “เซียงชิง เจ้าไม่ลองไปปรึกษาพี่ชายสือของจวนรองดู ที่ผ่านมาจวนหลักกับจวนรองพวกเขาต่างสนิทชิดเชื้อกันมาตลอด มีเขาช่วยออกหน้าให้ ถึงแม้ว่าไม่อาจทำให้ท่านอาฉือคลายความโกรธทั้งหมดลงได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะปกป้องอนาคตของเจ้าเอาไว้ได้ หลังการสอบระดับมณฑลก็ต้องเข้ารับการประเมินแล้ว เวลาไม่คอยท่าคน”

เฉิงลู่เอ่ยขึ้นอย่างลังเลว่า “ปรกติข้ากับพี่ชายสือไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันสักเท่าไร อีกทั้งยังข้องเกี่ยวกับท่านอาฉือ…เกรงว่าพี่ชายสือคงไม่ช่วยข้ากระมัง”

เฉิงเจิ้งกล่าว “หากเจ้าคิดจะให้ข้าช่วยออกหน้าให้เจ้า เช่นนั้นเขาจะยิ่งไม่ช่วยเหลือเจ้า พวกเขาทั้งสองบ้านต่างระแวดระวังข้ามาโดยตลอด!”

เฉิงลู่กล่าว “เช่นนั้นตามความหมายของพี่ชายเป่าหมิงคือ?”

เฉิงเจิ้งครุ่นคิด กล่าวขึ้นว่า “ข้าจะช่วยออกความคิดให้เจ้าสักอันหนึ่ง แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ต้องดูโชคชะตาของเจ้าแล้ว!”

เฉิงลู่กล่าวขอบคุณย้ำๆ

เฉิงเจิ้งกดเสียงลงต่ำจนไม่ได้ยินอะไร

โจวเสาจิ่นร้อนใจจนจะทนไม่ไหวแล้ว ทว่าก็ไม่มีทางเลือก ไม่กล้าขยับแม้สักครึ่งฝีเท้า

ไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงเฉิงลู่กล่าวกับเฉิงเจิ้งอย่างยินดีว่า “ขอบคุณพี่ชายเป่าหมิงยิ่งนัก! รอให้ข้าเสร็จจากเรื่องนี้แล้วค่อยเชิญพี่ชายเป่าหมิงไปดื่มชาด้วยกันนะขอรับ!”

เฉิงเจิ้งหัวเราะร่า กล่าวขึ้นว่า “เจ้ากับข้าเป็นพี่น้องกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจขนาดนี้ แต่ทางด้านของสำนักศึกษาเย่ว์ลู่ทางโน้น เจ้าต้องไปอธิบายดีๆ สักครั้งถึงจะถูก สำนักศึกษาเย่ว์ลู่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่สำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุด ถ้าหากทางด้านนั้นมีภาพจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับเจ้า ต่อให้ต่อไปเจ้าเข้าสู่เส้นทางราชสำนักแล้ว แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเจ้าได้”

ไม่ว่าจะเป็นเฉิงลู่หรือโจวเสาจิ่น นี่ล้วนเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำกล่าวประเภทนี้

นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง โจวเสาจิ่นถึงได้ยินเฉิงลู่กล่าวขึ้นอย่างเคียดแค้นว่า “ไม่แปลกที่มีคนต้องการส่งข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาเย่ว์ลู่! ที่แท้ก็เพราะตั้งใจให้เป็นเช่นนี้นี่เอง”

เฉิงเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ท่านอาไป่เสียชีวิตไป จึงมีบางเรื่องที่เจ้าเองก็ไม่รู้ บัณฑิตของแถบหูก่วง[1]ส่วนมากมาจากสำนักศึกษาเย่ว์ลู่ ส่วนบัณฑิตของแถบเจียงซีจะเข้ารับตำแหน่งในกรมการคลังมิได้ หากเจ้าคิดจะเป็นเพียงนายอำเภอยศผิ่นขั้นเจ็ดผู้หนึ่งก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเจ้าคิดจะดำรงตำแหน่งระดับสูงในระดับมณฑล เป็นผู้จัดเก็บภาษีของทุกปี เป็นเจ้าหน้าที่จัดการน้ำหรือผู้จัดการค่าใช้จ่ายทางทหาร มีตำแหน่งไหนบ้างที่มิต้องข้องเกี่ยวกับกรมการคลัง พวกเขาอาจไม่ได้เบียดบังเจ้า แล้วก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้เจ้า แต่เพียงใช้เรื่องงานมาถ่วงเจ้าเอาไว้ ก็เพียงพอให้เจ้าทานทนไม่ได้แล้ว”

เฉิงลู่ไม่ได้กล่าวอะไร

เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกรบและเสียงปกเสื้อตอนหน้าเสียดสีกันที่ดังขึ้นมาจากในป่าค่อยๆ ห่างออกไป

โจวเสาจิ่นจึงรู้ว่าพวกเขาเดินจากไปแล้ว อดรู้สึกโล่งใจอย่างช่วยไม่ได้ รอจนกระทั่งเสียงนั้นหายไปเป็นเวลานาน ถึงได้หันไปมองรอบๆ ทั้งสี่ด้าน เมื่อไม่เห็นเงาของผู้ใดแล้ว ถึงได้ย่องออกมาจากหลังต้นตั๊กแตนต้นใหญ่นั้นอย่างเบามือเบาเท้า

ชุนหว่านหน้าซีดเผือด

โจวเสาจิ่นรู้สึกเห็นใจนางเล็กน้อย

ไม่ว่าใครมาได้ยินเรื่องเช่นนี้ก็ต้องรู้สึกตกใจกลัวจนทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นกันทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นชุนหว่านยังเป็นเพียงสาวใช้ผู้หนึ่งเท่านั้น!

นางปลอบใจชุนหว่านว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ยังมีข้าอยู่! แต่เจ้าเองก็ต้องเก็บเรื่องนี้ให้มันย่อยสลายไปในใจ ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ก็ช่วยเจ้าเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน”

ชุนหว่านพยักหน้าหงึกๆ ไม่หยุด

สภาพจิตใจของทั้งสองคนหนักอึ้ง เดินกลับเรือนหานปี้ซานโดยไม่พูดอะไรไปตลอดทาง

โจวเสาจิ่นไม่อยากให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกังวลใจ จึงปรับอารมณ์แล้วนำเอาลายผ้าที่ออกแบบให้เฉิงเจียมาให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวดู

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวชอบเสื้อชั้นในสีน้ำเงินไพลินปักลายพฤกษาสี่ฤดูสมดังปรารถนาสีชมพูนั้นเป็นพิเศษ กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าเองก็ทำสักตัวหนึ่ง ยังเป็นเด็กสาวอยู่ สวมอะไรที่มีสีสันสดใสเช่นนี้ถึงจะดูดี”

โจวเสาจิ่นหน้าแดงเรื่อ เมื่อกลับถึงเรือนฝูชุ่ย กลับอดไม่ได้ที่จะถอดอาภรณ์ออกแล้วหยิบผ้ามาเทียบกับลำตัว

นวลเนื้อขาวเนียนละเอียดภายใต้ผ้าไหมหังโจวสีน้ำเงินไพลินไร้ลวดลายผืนนุ่มดูงดงามประหนึ่งหิมะแรกฤดูอันขาวบริสุทธิ์

ใบหน้าของนางยิ่งแดงเรื่อมากขึ้น กัดริมฝีปาก หลังจากสวมเสื้อผ้าแล้วก็เรียกชุนหว่านเข้ามา ให้นางเก็บผ้าไหมหังโจวสีน้ำเงินไพลินไร้ลวดลายพับนั้นเสีย “ข้าจะเอาไว้ทำอย่างอื่น”

ชุนหว่านไม่ได้สงสัยเป็นอย่างอื่น ยิ้มพร้อมกับเก็บผ้าพับนั้นลงหีบ กล่าวขึ้นว่า “แล้วคุณหนูรองคิดว่าจะใช้ผ้าสีอะไรตัดเสื้อชั้นในลายพฤกษาสี่ฤดูสมดังปรารถนาตัวนั้นหรือเจ้าคะ”

“ใช้สีเขียวน้ำทะเลก็แล้วกัน!” โจวเสาจิ่นกล่าว “แล้วก็ปักลายดอกไม้สีเหลืองห่าน ก็งดงามไม่แพ้กัน”

ชุนหว่านพยักหน้ายิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก

เสี่ยวถานวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข หายใจหอบพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูรอง นายท่านสี่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”

“จริงหรือ” โจวเสาจิ่นทิ้งพู่กันในมือลงแล้ววิ่งออกไป

เฉิงฉือเข้าเรือนหานปี้ซานมาด้วยร่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง เห็นโจวเสาจิ่นที่สวมเสื้อกั๊กปี๋เจี่ยสีชมพูแถบสีเขียวอ่อนดูงดงามและบอบบางยืนทำคอยื่นคอยาวมองอยู่ใต้ทางเดินหน้าห้องโถงรับแขก พอเห็นเขาก็วิ่งเข้ามาหาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายสดใส

ราวกับวิหคผู้เหน็ดเหนื่อยบินหวนคืนสู่รังก็มิปาน

รอยยิ้มของเฉิงฉือจึงอบอุ่นขึ้นมาประหนึ่งลมในฤดูใบไม้ผลิอย่างควบคุมไม่ได้

โจวเสาจิ่นยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยอาการหายใจหอบเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่สุกใสดุจพระอาทิตย์ในฤดูร้อน มองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านน้าฉือ ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ”

เฉิงฉือยิ้มอบอุ่น กล่าวเสียงนุ่มว่า “เพิ่งกลับมา! ยังไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา ก็ถูกเจ้าจับได้ที่หน้าประตูก่อนแล้ว”

เขากล่าวเย้าหยอกนาง

โจวเสาจิ่นพลันรู้สึกหน้าร้อนผะผ่าว จากนั้นใบหน้าขาวซีด ก้มศีรษะลง

ท่านน้าฉือมิใช่คนที่นางเฝ้าฝันถึงได้

คิดๆ แล้วล้วนเป็นอะไรที่ไม่ให้เกียรติท่านน้าฉือ!

นางรีบเก็บอารมณ์ความรู้สึก กล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นท่านน้าฉือรีบกลับไปล้างหน้าล้างตาเถิดเจ้าค่ะ! ฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องรออย่างร้อนใจอยู่เป็นแน่แล้ว”

แต่รอยยิ้มนั้นดูฝืนๆ เล็กน้อย

เฉิงฉืออดประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้

อารมณ์ของเด็กน้อยผู้นี้ราวกับอากาศในเดือนหกก็ไม่ปาน เมื่อครู่เด็กคนนี้ยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดเพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นโศกเศร้าขึ้นมาแล้ว

ช่วงนี้ในบ้านสงบสุข นางมีความสุขมาโดยตลอดไม่ได้รับความทุกข์ใจอะไร…หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องของเฉิงเจีย?

แต่เรื่องของเฉิงเจียมิใช่ว่าแก้ปัญหาได้อย่างราบรื่นไปแล้วหรอกหรือ

เฉิงฉือครุ่นคิดพร้อมกับกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรต้องการคุยกับข้าหรือไม่”

โจวเสาจิ่นใจเต้นตึกตักขึ้นมาในทันใด

ปี้อวี้พยักหน้าหงึกๆ

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นเฉิงฉือแล้ว ยิ้มพร้อมกับกล่าวทักทายบุตรชายว่า “เจ้ามาแล้วหรือ!”

เฉิงฉือรีบก้าวออกไปคารวะ

โจวเสาจิ่นหน้าแดงเล็กน้อย

ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ท่านน้าฉือจะได้ยินว่านางพูดอะไรไปบ้างหรือไม่

หากได้ยินแล้ว คงไม่คิดว่านางยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่เข้าเรื่องหรอกกระมัง

ชาติก่อนนางร่างกายอ่อนแอ นี่ก็แตะต้องไม่ได้นั่นก็แตะต้องไม่ได้ เลยมีข้อห้ามมากมาย จึงเอาไปใช้กับร่างกายของท่านน้าฉือด้วยโดยไม่รู้ตัว…

นางลอบสังเกตสีหน้าของเฉิงฉือ

เห็นเฉิงฉือทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัวด้วยสีหน้าสงบเพียงเท่านั้น หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของโจวเสาจิ่นถึงได้วางลง

เฉิงฉือค่อนข้างรู้สึกเป็นกังวลใจ

เด็กน้อยดูแลเขาอย่างเอาใจใส่เช่นนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์เขาก็ควรจะกล่าวขอบคุณนางสักครั้งถึงจะถูก

แต่เขากลัวว่าหากตัวเองยังให้ความสนใจนางมากเช่นนี้อีก นางนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว กลัวว่าจะมีปฏิกิริยากับการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นของตัวเองชัดเจนเกินไป จนเป็นที่รู้กันหมดทุกคน

ตัวเขาไม่ได้กลัวอะไร

จะกลัวก็แต่ว่าจะมีคนดึงความสนใจทำให้เด็กน้อยรู้สึกตัวแล้วทำให้นางอับอายจนทนไม่ได้

เฉิงฉือตัดสินใจแสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร ประคองฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปนั่งลงหน้าโต๊ะอาหาร กล่าวยิ้มๆ ว่า “ช่วงนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินว่าเฉิงเจียกับหลี่จิ้งหมั้นหมายกันแล้ว เกรงว่าตระกูลหลี่จะอาศัยการแต่งงานในครั้งนี้เข้าสู่เส้นทางราชสำนัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่บุตรหลานของตระกูลหลี่อยากจะมาเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาของตระกูลเฉิงแล้วท่านผู้นำตระกูลจวนรองจะว่าอย่างไรบ้าง”

หากตระกูลหลี่มีคนเป็นบัณฑิตแล้ว จวนสามก็จะมีผู้ช่วยเหลือ ความสมดุลที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะถูกทุบจนบุบสลายลงได้

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้กล่าวอะไร มองไปที่ปี้อวี้ครั้งหนึ่ง

ปี้อวี้และคนอื่นๆ ต่างถอยออกไปอย่างมีไหวพริบ

เดิมทีโจวเสาจิ่นเองก็เตรียมจะถอยออกไปด้วยเช่นกัน แต่เมื่อคิดได้ว่าหากตัวเองออกไปแล้วใครจะช่วยยกอาหารมาวางที่โต๊ะ จึงรั้งอยู่ต่อไป ทว่าใจหนึ่งก็คอยสังเกตเฉิงฉือกับฮูหยินผู้เฒ่ากัว อีกใจหนึ่งก็คอยสังเกตบ่าวรับใช้ที่ยกอาหารอยู่ด้านนอกประตู

เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวเองก็เคยคิดถึงปัญหาข้อนี้แล้วเช่นกัน กล่าวเสียงเคร่งว่า “ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่ว่าตระกูลหลี่จะมาขอเรียนที่สำนักศึกษาหรือไม่ ต่อให้มาขอเรียนจริงๆ อย่างน้อยก็ยังเป็นเรื่องของอีกสิบปีหลังจากนี้ หลังจากที่หลานเจียให้กำเนิดบุตรชายแล้วตระกูลหลี่รู้สึกว่าควรจะกระชับความสัมพันธ์กับตระกูลเฉิงให้แนบแน่นยิ่งขึ้น พวกเราไม่อาจไปกดทับผู้อื่นด้วยคิดว่าคนผู้นั้นอาจจะโดดเด่นกว่าหรอกกระมัง เรื่องราวบนโลกใบนี้ก็เหมือนกับการป้องกันน้ำท่วมด้วยการขุดลอกคูคลองย่อมดีกว่าการอุดน้ำ! ถ้าหากแม้แต่วิสัยทัศน์และความอดทนเพียงน้อยนิดนี้เจียซ่านยังไม่มีล่ะก็ เขายังจะเป็นทายาทผู้สืบทอดตระกูลของซอยจิ่วหรูได้อย่างไร เจ้ายอมให้หลี่จิ้งผู้นั้นแต่งกับหลานเจีย ก็มิใช่เพราะคิดเช่นนี้เหมือนกันหรอกหรือ”

โจวเสาจิ่นรับหมูทอดเปรี้ยวหวานที่บ่าวรับใช้ยกเข้ามาไปวางบนโต๊ะ พร้อมกับเงี่ยหูฟังไปด้วย

มีเสียงหัวเราะของเฉิงฉือดังมาให้ได้ยินที่ข้างหู พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “จริงๆ แล้วข้าไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เพียงแค่รู้สึกว่าในเมื่อหลี่จิ้งชอบเฉิงเจียมากเพียงนี้ หากเฉิงเจียแต่งงานไป จะได้เปรียบกว่าผู้อื่นมากก็เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นตัวช่วยได้หรือไม่นั้น หากในบ้านยังต้องพึ่งพาสตรีและเด็กถึงจะประสบความสำเร็จได้ล่ะก็ เช่นนั้นตระกูลเฉิงก็อยู่ไม่ไกลจากความล่มสลายแล้วขอรับ”

…………………………………………………………………..

[1] แถบหูก่วง ครอบคลุมหูเป่ยและหูหนาน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน