ไม่ได้เจอซ่งเซินสองปี ไม่รู้ว่าเขาจะนิ่งขึ้นบ้างหรือยัง
ยังมีท่านผู้เฒ่าซ่งอีก ไม่รู้ว่าคุ้นเคยกับการอยู่ในเมืองหลวงหรือยัง จะท่องเที่ยวไปทั่วทุกที่หรือไม่
มีความคิดมากมายวาบผ่านเข้ามาในหัวของโจวเสาจิ่น นางกล่าวกับพี่สาวยิ้มๆ ว่า “ถึงเวลาเมื่อได้พบแล้วก็จะรู้เองเจ้าค่ะ”
โจวชูจิ่นพยักหน้ายิ้มๆ ให้หยางมามาเชิญมามาของตระกูลซ่งเข้ามา
กระทั่งมามาของตระกูลซ่งเข้ามา เมื่อทั้งสองคนพบหน้ากัน ที่แท้ก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันนี่เอง
เมื่อครั้งที่ฮูหยินซ่งไปพักอยู่ที่ตระกูลเฉิงเป็นระยะสั้นๆ ในครั้งนั้น มามาแซ่หวงผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ติดตามไปด้วย ตระกูลเดิมของฮูหยินซ่งก็แซ่หวง คาดว่าคงเป็นคนสนิทของฮูหยินซ่ง
โจวชูจิ่นหันไปส่งสายตาให้ฉือเซียงครั้งหนึ่ง จากนั้นถึงได้กล่าวทักทายพูดคุยกับหวงมามา
หวงมามาผู้นั้นเอ่ยขึ้นว่า “หลายวันก่อนฮูหยินของพวกข้าได้ยินนายท่านเอ่ยขึ้นมาถึงได้ทราบว่าต้ากูไหน่ไนกับคุณหนูรองเดินทางเข้าเมืองหลวงมาพร้อมกับนายท่านสี่ของตระกูลเฉิงด้วย ฮูหยินกล่าวว่า ต้ากูไหน่ไนกับคุณหนูรองเพิ่งมาถึงจิงเฉิงเป็นครั้งแรก นายท่านหลายท่านของตระกูลเฉิงในเมืองหลวงล้วนไม่ได้พาสตรีในเรือนชั้นในเข้าเมืองหลวงมาด้วย หากมีเรื่องที่ไม่สะดวกสำหรับสตรีอะไร ก็คงไม่อาจไปร้องขอท่านลุงทั้งหลายได้ ดังนั้นจึงตั้งใจมาเยี่ยมเป็นการเฉพาะ หากต้ากูไหน่ไนกับคุณหนูรองมีเรื่องอะไร ก็ให้ส่งคนไปแจ้งฮูหยินของพวกข้าสักคำ อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”
โจวชูจิ่นกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า รับเทียบมา รั้งให้หวงมามาอยู่รับประทานอาหารด้วย
หวงมามากล่าวว่าทางด้านฮูหยินซ่งยังรอให้นางกลับไปรายงานอยู่ จึงปฏิเสธอย่างสุภาพไป
โจวชูจิ่นไม่ได้ฝืนบังคับ บอกให้ฉือเซียงไปส่งแขก
ฉือเซียงได้รับสัญญาณจากโจวชูจิ่นแล้ว จึงมอบเงินรางวัลเป็นสินน้ำใจให้หวงมามาสองเท่า
หวงมามาเข้าออกเรือนชั้นในบ่อยๆ จึงเป็นธรรมดาที่ย่อมทราบน้ำหนักหนักเบาดี ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกดีต่อสองพี่น้องตระกูลโจว เมื่อกลับไปแล้วจึงกล่าวชมสองพี่น้องครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดปาก
ฮูหยินซ่งกล่าวยิ้มๆ ว่า “นี่ยังต้องให้เจ้าบอกด้วยหรือ! ถ้าหากมิใช่คนจิตใจดีมีน้ำใจกว้างขวางประเภทนั้นล่ะก็ ข้าเองก็คงจะไม่หาเรื่องให้ตัวเองหรอก”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ซ่งเซินก็วิ่งเข้ามา
พอเขาพุ่งตัวเข้าใส่อ้อมกอดของฮูหยินซ่งแล้วก็ร้องขึ้นมาว่า “ท่านแม่ไปหาพี่นางฟ้า แต่ไม่พาข้าไปด้วย ข้าอยากไปด้วย! ข้าเองก็อยากไปด้วยขอรับ!”
ฮูหยินซ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจว่า “เจ้าอายุเท่าไรกันแล้ว ยังทำตัวดื้อรั้นเช่นนี้อยู่อีก ระวังท่านพ่อของเจ้าจะกลับมาตีเจ้า รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ หนังสือที่อาจารย์ให้ท่องวันนี้ท่องเสร็จหรือยัง คัดอักษรได้กี่หน้าแล้ว”
ซ่งเซินได้ยินแล้วก็ยืนตัวตรงขึ้นมา กล่าวอย่างออดอ้อนว่า “หนังสือที่อาจารย์ให้ท่องข้าท่องเสร็จไปตั้งนานแล้ว อักษรก็คัดเสร็จแล้ว ท่านแม่อย่าได้คิดจะใช้การบ้านมาควบคุมข้า ข้าอยากไปหาพี่นางฟ้าด้วย หากท่านไม่ให้ข้าไป ข้าก็จะแอบไป ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไป”
ฮูหยินซ่งไม่รู้จะทำอย่างไรกับปีศาจร้ายตนนี้จริงๆ แต่จะให้พาซ่งเซินไปเยี่ยมสตรีในห้องหอด้วย ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อาจตกปากรับคำได้
ซ่งเซินกลอกตาไปมา ออกจากห้องชั้นในของฮูหยินซ่งไปด้วยอาการหดหู่ไร้ชีวิตชีวา
ทว่าฮูหยินซ่งมองแล้วกลับรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย สั่งการคนข้างกายว่า “ดูคุณชายน้อยเอาไว้ให้ดี หากเขาวิ่งพล่านออกไปข้างนอกอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าผู้ใดก็แล้วกัน”
บ่าวไพร่ทุกคนต่างขานรับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน
ถัดจากนั้นหนึ่งวัน ฮูหยินซ่งแต่งกายอย่างงดงามด้วยไข่มุกและหยกต่างๆ ไปที่ซอยอวี๋ซู่
โจวเสาจิ่นประคองโจวชูจิ่นเอาไว้ รอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกับหลี่ซื่อและโจวโย่วจิ่น
ฮูหยินซ่งลงจากเกี้ยวก็ยิ้มพลางคารวะหลี่ซื่อ เอ่ยขึ้นว่า “ท่านผู้นี้คงเป็นฮูหยินของใต้เท้าโจวกระมัง พวกเราเพิ่งได้พบกันเป็นครั้งแรก คิดไม่ถึงว่าฮูหยินโจวจะงดงามเพียงนี้” อีกทั้งยังหยอกล้อโจวโย่วจิ่นที่อยู่ด้านหลังนาง ถอดกำไลข้อมือทองคำบนข้อมือออกมามอบให้โจวโย่วจิ่นเป็นของขวัญพบหน้า
หลี่ซื่อรีบกล่าวว่า “มิกล้า” ติดๆ กัน หลังจากเอ่ยคำเกรงใจฮูหยินซ่งไปหลายประโยคแล้ว ก็ให้โจวโย่วจิ่นกล่าวขอบคุณฮูหยินซ่ง จากนั้นเบี่ยงตัวหลบไปอยู่ข้างๆ
ฮูหยินซ่งจึงจับมือของโจวชูจิ่นเอาไว้ กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “ตอนนี้เจ้ากำลังท้องกำลังไส้อยู่ เหตุใดถึงออกมาต้อนรับข้าที่หน้าประตูด้วยเล่า มีเรื่องอะไรมอบหมายให้เสาจิ่นก็พอแล้ว เสาจิ่นเดินทางไกลมาจิงเฉิงเป็นเพื่อนเจ้ากว่าพันหลี่ ก็มิใช่เพื่อมาดูแลเจ้าหรอกหรือ เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้าหรอก!”
นางกล่าวหยอกล้อสองพี่น้องตระกูลโจว
หลี่ซื่อและคนอื่นๆ หัวเราะออกมาตามโอกาส
โจวเสาจิ่นกับโจวชูจิ่นแลกเปลี่ยนสายตากันครั้งหนึ่ง
ดูแล้วฮูหยินซ่งคงยังไม่ทราบเรื่องที่โจวเสาจิ่นออกมาจากตระกูลเฉิงแล้ว
แน่นอนว่าพวกนางเองก็ย่อมจะไม่เอ่ยถึงอย่างคนไม่รู้ความขนาดนั้นเช่นกัน
เนื่องจากเรื่องที่โจวเสาจิ่นออกมาจากตระกูลเฉิงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไร พูดออกไปอาจจะทำให้เฉิงสวี่เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ พวกเขาที่เป็นญาติเหล่านี้ก็ย่อมจะถูกผู้อื่นขบขันไปด้วยเช่นกัน
คนทั้งกลุ่มยิ้มพร้อมกับพาฮูหยินซ่งไปนั่งในห้องโถง
หลี่ซื่อนั่งลงเป็นเพื่อนฮูหยินซ่ง
ฮูหยินซ่งมองสำรวจการตกแต่งภายในห้อง ยิ้มพร้อมกับพยักหน้าไม่หยุด “ภาพดอกท้อส่งกลิ่นหอมหวานกลางห้องโถงภาพนี้ช่างเข้ากับฤดูกาลเสียจริง”
โจวชูจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “เป็นผลงานเก่าของสืออวี้ซี บิดามอบให้ข้าตอนแต่งงานเจ้าค่ะ”
สืออวี้ซีเป็นปรมาจารย์ด้านภาพบุปผาและสกุณาผู้เลื่องชื่อในรัชสมัยก่อน
โจวเสาจิ่นรับจอกน้ำชาที่สาวใช้ยกเข้ามาให้นำไปวางลงตรงหน้าฮูหยินซ่ง
ฮูหยินซ่งรับจอกน้ำชาไปจิบคำหนึ่ง เพิ่งจะกล่าว “บิดาของเจ้าช่างคิดเผื่อเจ้าได้อย่างรอบด้าน จัดเตรียมสินเจ้าสาวได้ประณีตถึงเพียงนี้” ไปหนึ่งประโยค จู่ๆ ก็มีเสียงอึกทึกดังเข้ามาจากด้านนอกเสียงหนึ่งอย่างกะทันหัน
หลี่ซื่อพลันมีสีหน้ามืดครึ้ม โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ขึ้นก่อนว่า “คาดว่าคงมีเรื่องอะไร ข้าจะออกไปดูสักหน่อยนะเจ้าคะ”
ฮูหยินซ่งมาด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะยังระลึกถึงวาสนาที่ได้ร่วมเดินทางบนเรือลำเดียวกับโจวเสาจิ่นในตอนนั้น นอกจากนี้ในเมื่อมาแล้ว นางก็คิดจะไปมาหาสู่กับสตรีของตระกูลโจว จึงเป็นธรรมดาที่ย่อมจะไม่คิดจุกจิกกับเรื่องพวกนี้
นางพยักหน้ายิ้มๆ ยังหาทางลงให้โจวเสาจิ่นด้วยว่า “ในบ้านมีคนมาก เรื่องจึงมากไปด้วย จึงย่อมมีเวลาที่ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
โจวเสาจิ่นขานรับคำ “เจ้าค่ะ” อย่างซาบซึ้งใจ หมุนกายกำลังจะออกจากประตูไป พอเลิกผ้าม่านขึ้น ก็เห็นเด็กหนุ่มสวมอาภรณ์สีน้ำเงินไพลินผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา กอดเอวของโจวเสาจิ่นเอาไว้แน่น ตะโกนร้องว่า “พี่นางฟ้า” จากนั้นเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่สาวดีที่สุด รู้ว่าข้ามาถึง ก็ออกมาต้อนรับข้า!”
นี่มันเรื่องจากที่ใดกัน
นางยิ้มขณะนำจอกน้ำชาไปวางตรงหน้าซ่งเซิน กล่าวยิ้มๆ เสียงอบอุ่นว่า “การแต่งงานขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบิดามารดาและการทาบทามของแม่สื่อ เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องที่พวกเราจะมาตกลงกันเองได้ หากผู้อื่นมาได้ยินเข้า คงจะคิดว่าข้ากับพี่ชายของเจ้าลักลอบพบปะพูดคุยกันลับๆ เจ้าอย่าให้เจตนาดีของเจ้ากลายเป็นเรื่องชั่วร้าย ทำลายข้ากับพี่ชายของเจ้าเชียว”
ซ่งเซินฟังแล้ว ใบหน้าเล็กก็สลดลง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า “แต่ข้าอยากให้ท่านมาอยู่ที่บ้านของพวกข้า จะทำอย่างไรดีขอรับ”
โจวเสาจิ่นถามเขาอย่างอดทนว่า “เหตุใดเจ้าถึงอยากให้ข้าไปอยู่ที่บ้านของพวกเจ้าเล่า”
ซ่งเซินได้ยินแล้วก็กล่าวอย่างลิงโลดว่า “หากเป็นเช่นนั้นข้าก็จะได้เจอท่านทุกวัน ยังได้เรียกท่านว่าพี่สาว ถ้าหากผู้อื่นทำไม่ดีกับท่าน ข้าก็จะได้ออกหน้ามาช่วยเหลือท่าน ปกป้องท่าน…”
โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “แต่ต่อให้ข้าไปอยู่บ้านของเจ้าแล้ว เจ้าก็ไม่อาจมาเจอข้าทุกวันได้! เรือนชั้นในกับเรือนชั้นนอกมีความต่าง อย่างมากเจ้าก็อาจจะได้เจอข้าเป็นครั้งคราวตอนไปคารวะฮูหยินซ่งเท่านั้น หากข้าแต่งกับพี่ชายของเจ้า เจ้าก็จะยิ่งไม่ได้เจอข้า ระหว่างน้องสามีกับพี่สะใภ้นั้นต้องหลีกเลี่ยงการพบปะกัน ส่วนเรื่องที่อยากจะเรียกข้าว่า ‘พี่สาว’ นั้น มิใช่ว่าเจ้าก็เรียกข้าว่า ‘พี่สาว’ มาตลอดอยู่แล้วหรอกหรือ หากมีคนรังแกข้า เจ้าก็ออกหน้ามาช่วยเหลือข้าได้เหมือนกันนี่นา!”
ซ่งเซินคิดๆ ดูแล้วก็เห็นเป็นจริงดังนั้น
เขาเอ่ยขึ้นอย่างดีใจว่า “เช่นนั้นท่านอย่าแต่งกับพี่ชายของข้าเลยขอรับ! เป็นพี่สาวของข้าก็พอ ยามข้ามีเวลาว่างจะมาเยี่ยมท่าน มาพูดคุยกันท่าน”
นี่เท่ากับว่าเป็นการเชิญชวนเจ้าตัวปัญหามาไว้ข้างกายคนหนึ่งเสียแล้ว
แต่เขาไม่เอาแต่ร้องให้ตนแต่งงานกับพี่ชายของเขาแล้ว นี่ก็คงจะฝืนนับได้ว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งแล้วกระมัง
โจวเสาจิ่นพยักหน้ายิ้มๆ
ซ่งเซินตามฮูหยินซ่งกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
เมื่อกลับถึงบ้านฮูหยินซ่งก็เปลี่ยนสีหน้า คว้าซ่งเซินไว้หมายจะตีเขา
ซ่งเซินวิ่งหนีไปหลบอยู่กับซ่งมู่ผู้เป็นพี่ชายใหญ่เหมือนกับทุกครั้ง
ฮูหยินซ่งได้แต่ให้สาวใช้ไปเฝ้าอยู่หน้าประตูชั้นในด้วยอาการเหนื่อยหอบ ถ้าซ่งจิ่งหรานกลับมาให้เชิญเขามาที่เรือนหลักทันที
ซ่งมู่นั้นทั้งโกรธทั้งขบขัน บิดหูของซ่งเซินพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “เจ้าไปสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรมาอีกแล้วหรือ จงไปคัด ‘คัมภีร์สามอักษร[1]’ มาให้ข้าสิบจบ”
ซ่งเซินร้องโอดครวญกลิ้งตัวดีดดิ้นอยู่บนตั่งอิฐ เอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่คัด ‘คัมภีร์สามอักษร’ แต่คัด ‘ตำราแห่งอุดมศึกษา’ แทนได้หรือไม่ขอรับ ‘คัมภีร์สามอักษร’ นั้น ข้าท่องจำจากข้างหลังไปข้างหน้าได้อย่างคล่องแคล่วมาตั้งนานแล้ว…”
เขาเป็นเด็กฉลาด ไม่ว่าอะไรเพียงสอนครั้งเดียวก็เป็นแล้ว ดังนั้นจึงทนไม่ได้เป็นที่สุดหากต้องทำเรื่องเดิมซ้ำๆ
สำหรับเขาแล้ว ให้คัดตำราที่เขาท่องจำได้จนหมดแล้วสิบจบ น่าขมขื่นกว่าให้เขายืนอยู่ใต้โถงทางเดินหนึ่งวันเสียอีก
ซ่งมู่ยังคงนิ่งเฉย
ซ่งเซินจึงคัด ‘คัมภีร์สามอักษร’ ไปด้วย พึมพำกล่าวอย่างยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่นไปด้วยว่า “เดิมทีข้าคิดจะไปทาบทามภรรยาที่งดงามเป็นหนึ่งมาให้ท่านสักคนหนึ่ง แต่โชคดีที่ยังไม่ได้ทุ่มเทแรงกายไปจนหมด ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงได้เสียใจแย่เป็นแน่แล้ว…ภรรยาของท่านไม่มีอีกต่อไปแล้ว…พี่นางฟ้าพูดถูก ถ้าหากนางแต่งกับท่าน ข้าก็จะกลายเป็นน้องสามีของนาง…สตรีถือกำเนิดมาให้ลาจากครอบครัวตัวเอง เมื่อสตรีแต่งให้ผู้อื่นแล้วย่อมจะเข้าข้างสามีของตัวเอง หากท่านลงโทษข้าเช่นนี้ อย่างมากนางก็ทำได้เพียงยกน้ำชามาให้ข้าสักจอกเท่านั้น…แต่หากข้าไปพบนางตอนนี้ด้วยหัวเข่าที่แดงช้ำ นางจะต้องให้ข้ากินของว่างด้วยความเห็นใจเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะนวดหัวเข่าให้อีกด้วย…” ขณะที่เขากล่าว จู่ๆ ก็ดีอกดีใจขึ้นมา ตะโกนเรียกบ่าวชายข้างกายเสียงดัง เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามีวิธีอะไรทำให้ข้าดูเหมือนคนที่ถูกลงโทษให้นั่งคุกเข่าหรือไม่”
……………………………………………………………………
[1] คัมภีร์สามอักษร《三字经》เป็นตำราที่กล่าวถึงวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และปรัชญาของจีน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน