เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 404

โจวชูจิ่นกับเฉิงเซิงเกิดในปีเดียวกัน ทั้งสองคนต่างเติบโตมาด้วยกันในซอยจิ่วหรู หนำซ้ำต่างเป็นหญิงสาวที่ฉลาดแพรวพราวยวดยิ่ง ยามอยู่ที่ซอยจิ่วหรูจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก ตอนนี้ได้พบหน้ากัน ย่อมต้องสนิทสนมกว่าคนอื่นๆ เป็นธรรมดา ส่วนเฉิงเจิงเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลเฉิงในรุ่นนี้ นอกจากจะสง่าผ่าเผยและมีกิริยาสูงส่งแล้ว เหตุเพราะสามีเป็นมหาบัณฑิตสำนักฮั่นหลินและผู้ช่วยจานซื่อของสำนักจานซื่อ นางจึงมีขั้นยศเป็นกงเหริน[1] ขั้นสี่เจิ้งแล้ว

หากจะกล่าวว่าเฉิงเซิงกับคนอื่นๆ เป็นเด็กที่เพิ่งฝึกอ่านหัดเขียน เฉิงเจิงก็เป็นเด็กหนุ่มที่เริ่มฝึกเขียนความเรียงแปดตอน[2] แล้ว

ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไร ก็สมควรให้เฉิงเจิงเป็นผู้นำ

โจวชูจิ่นคล้องแขนของเฉิงเซิง พลางยิ้มแย้มสนทนากับเฉิงเจิงขณะเดินไปยังห้องรับแขก

เฉิงเซียวเลยถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

โชคดีที่ยังมีโจวเสาจิ่นอยู่เป็นเพื่อนนาง

จึงไม่ถือเป็นการเสียมารยาทมากนัก

เมื่อเทียบกับเฉิงเจิงที่งดงามเฉิดฉาย หรือเฉิงเซิงที่สดใสมีชีวิตชีวา เฉิงเซียวดูสงบเสงี่ยมมากกว่า

แต่นางมีผิวขาวเนียนละเอียด รอยยิ้มอ่อนโยน และกิริยาท่าทางที่สุขุมนุ่มลึก ในทางกลับกันจึงดูเป็นมิตรมากกว่าเฉิงเจิงและเฉิงเซิง

นางกล่าวยิ้มๆ กับโจวเสาจิ่นว่า “ข้าเห็นว่าหลังจากชูจิ่นแต่งงานแล้วก็ดูสดใสมากกว่าก่อน เห็นได้ว่ามีชีวิตที่น่าพอใจยิ่ง ก่อนหน้านี้ข้ายังรู้สึกเป็นห่วงชูจิ่น ท่านป้าผู้นั้นของข้า นิสัยค่อนข้างแข็งกร้าว มิใช่ผู้ที่เข้าหาได้ง่ายๆ เช่นนั้นเลย”

เฉิงเซียวแต่งงานกับญาติผู้พี่ของตนเอง ซึ่งก็คือหยวนหมิงคุณชายห้าของตระกูลหยวน

นอกจากนี้ตระกูลหยวนกับตระกูลฟางเป็นญาติที่เกี่ยวดองกัน คนในตระกูลหลายต่อหลายรุ่นล้วนแต่งงานระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในชาติก่อนหรือชาตินี้ โจวเสาจิ่นก็ไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉิงกับตระกูลฟางอย่างกระจ่างแจ้งนัก

นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ปีที่แล้วตอนที่ข้าไปเยี่ยมบิดาของข้าที่เป่าติ้ง ได้เดินทางผ่านเจิ้นเจียง ก็เคยไปเยี่ยมเยียนฮูหยินตระกูลพี่เขยด้วยเจ้าค่ะ ฮูหยินตระกูลพี่เขยปฏิบัติตัวอย่างสุภาพยิ่ง พี่สาวเองก็ได้รับความโปรดปรานจากนาง กลับกันไม่เห็นว่าอุปนิสัยของฮูหยินตระกูลพี่เขยจะแข็งกร้าวแต่อย่างใดเลยเจ้าค่ะ”

เฉิงเซียวได้ยินแล้วก็ยกยิ้มขึ้นมา สายตาที่มองดูโจวเสาจิ่นฉายแววสนใจมากขึ้นหลายส่วน

โจวเสาจิ่นรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย

นี่นางกำลังพูดว่าตาบอดทั้งๆ ที่ลืมตาอยู่เสียแล้ว

แต่ท่านน้าฉือบอกว่า นี่คือถ้อยคำปราศรัย ทุกคนไม่ควรถือเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่แรก หากผู้ใดถือเป็นจริงเป็นจัง ผู้นั้นก็คือคนโง่เขลา… ไม่รู้ว่าท่านน้าฉือจะเดินทางถึงที่ใดแล้ว ได้กินข้าวนอนหลับตรงเวลาหรือไม่นะ

นางใจลอยไปครู่หนึ่ง แล้วชวนเฉิงเซียวคุยด้วยความมั่นใจขึ้นว่า “คราวนี้พี่สาวเซียวมาจิงเฉิงได้พาลูกน้อยมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ ตอนที่ข้าอยู่ที่ซอยจิ่วหรูบางครั้งก็เห็นอวิ๋นเกอเอ๋อร์บุตรชายของพี่ชายสือ เขาเดินวิ่งเป็นแล้ว น่ารักยิ่งนักเจ้าค่ะ”

พอพูดถึงบุตรชาย ดวงหน้าของเฉิงเซียวก็อาบด้วยรอยยิ้มอย่างยากจะระงับ ตอบว่า “เดิมทีก็อยากพาเขามาด้วย แต่แม่สามีของข้าไม่อยากจากหลาน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ ข้าได้แต่ติดตามพี่เขยของเจ้ามาก่อน ไว้จัดเตรียมทางด้านนี้ให้เรียบร้อยแล้ว ค่อยไปรับหรงเกอเอ๋อร์มา”

หรงเกอเอ๋อร์คือชื่อเล่นของบุตรชายเฉิงเซียว

น้ำเสียงของนางติดเสียดายเล็กน้อย

โจวเสาจิ่นรีบกล่าวว่า “ตอนที่ท่านพี่เพิ่งมาถึงจิงเฉิง ก็สับสนวุ่นวายจนทำอะไรไม่ถูกเจ้าค่ะ พี่สาวเซียวจัดการเรื่องต่างๆ ให้ลงตัวแล้วค่อยไปรับหรงเกอเอ๋อร์มาก็ดีเหมือนกัน ถึงเวลานั้นอยากจะซื้อของกินจุบจิบอะไรก็มีที่ให้ซื้อแล้ว ข้าเพียงรู้สึกว่าจิงเฉิงกว้างใหญ่เกินไป จะซื้อของอะไรล้วนไม่สะดวก”

เฉิงเซิงที่เดินอยู่ข้างหน้าได้ยินแล้วหันกลับมา ยิ้มร่าพลางกล่าวว่า “พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิเจ้าคะ มิใช่ข้าคนเดียวที่กล่าวอย่างนี้กระมัง เสาจิ่น ข้าขอให้พี่หญิงใหญ่พาพวกข้าเที่ยวจิงเฉิง พวกโรงงิ้วหรือตลาดขายสินค้าจากทางเหนือทางใต้ถึงจะไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร แต่แหล่งขายเข็มกับด้ายเหล่านั้นจะไม่รู้จักไม่ได้ เสาจิ่น ถึงตอนนั้นเจ้าไปกับพวกข้าเถอะ! พี่รองเองก็ไม่คุ้นเคยกับจิงเฉิงเท่าใดนัก!”

ชาติก่อนพวกนางแทบไม่เคยติดต่อพบปะกันเลย

ชาตินี้ยังคงถูกคั่นขวางกันไว้ด้วยเฉิงสวี่อีกผู้หนึ่ง

โจวเสาจิ่นหมายจะปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ ตอบว่า “ข้าสั่งการไปแล้ว อีกไม่กี่วันตั้งใจจะไปดูต้นไม้ดอกไม้ที่เฟิงไถเจ้าค่ะ”

เฉิงเซิงเห็นนางกล่าวเช่นนี้ ก็หัวเราะคิกขึ้นมา พลางกล่าวว่า “ข้ายังคิดว่านิสัยของเจ้าเปลี่ยนไปแล้วเสียอีก ที่ไหนได้ยังขี้ขลาดอยู่นี่เอง! ถ้าเจ้ามากับพวกข้าและพี่หญิงใหญ่ ใครยังจะรังแกเจ้าได้อยู่หรือ อีกไม่นานสามีของพี่รองของเจ้าจะเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว บางทีอาจจะเป็นสหายร่วมสำนักกับพี่เขยของเจ้าก็ได้ สามีของข้าผู้นั้นยังมิได้ตัดสินใจว่าจะเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาซวงเฮ่อหรือสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ต้องปรึกษาหารือกับพวกผู้ใหญ่ในตระกูล… ไม่ง่ายเลยกว่าพวกเราพี่น้องจะอยู่จิงเฉิงกันครบหน้า จะไม่ให้ไปมาหาสู่กันได้อย่างไร เจ้าระมัดระวังตัวเกินไปแล้ว!”

ตระกูลโจวมีสมาชิกตระกูลน้อยยิ่งนัก ต้องการความช่วยเหลือจากญาติที่เกี่ยวดองกันเป็นอย่างยิ่ง

ตอนนี้สามพี่น้องตระกูลเฉิงเป็นฝ่ายที่เริ่มแสดงความต้องการเป็นมิตรก่อน ทั้งยังมีสายสัมพันธ์จากอดีต หลังจากที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากเฉิงฉือ โจวชูจิ่นก็ตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับตระกูลเฉิง พอได้ยินแล้วก็กล่าวกับเฉิงเซิงยิ้มๆ ว่า “เจ้ายังไม่รู้จักเสาจิ่นของพวกข้าดี แค่เดินบนถนนก็กลัวจะเหยียบมดตายแล้ว ท่าทางของเจ้านี้มองดูก็รู้แล้วว่าคงรบเร้าให้พี่หญิงใหญ่พาเจ้าไปเที่ยวซนทั่วทุกที่ นางจะกล้ารับคำชวนของเจ้าได้อย่างไร! ข้าว่าเจ้าชวนนางไปวัดเสียยังจะดีกว่า นางชอบไปสถานที่เช่นนั้นมากกว่า”

จู่ๆ เฉิงเจิงที่ไม่ได้พูดอะไรกับโจวเสาจิ่นมาโดยตลอดก็ยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “เสาจิ่น เจ้าชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้มากหรือ ข้าเองก็ไปซื้อดอกไม้ที่ย่านเฟิงไถอยู่บ่อยๆ เจ้าตัดสินใจไปเฟิงไถเมื่อใด ถึงตอนนั้นก็ชวนข้าไปด้วยแล้วกัน ฤดูใบไม้ผลิทางตอนเหนือมาถึงช้ากว่าทางตอนใต้ หากวางสภาพอากาศเช่นนี้ไว้ทางตอนใต้ นั่นก็คือฤดูกาลที่ดอกไม้ใบหญ้างอกงาม นกขมิ้นโบยบินและต้นหลิวพลิ้วไหวริมตลิ่งแล้วละ ข้าจะได้พาบุตรชายสองคนไปด้วยพอดี แนะนำให้รู้จักกับญาติๆ ทั้งยังให้พวกเขาออกมาเที่ยวเล่นได้ด้วย ช่วงก่อนหนิงเกอเอ๋อร์ป่วยเป็นอีสุกอีใสมิใช่หรือ จะได้ให้เขาคลายเครียดสักหน่อย”

บุตรชายสองคนของเฉิงเจิงนั้น คนโตชื่อว่ากู้หนิง คนรองชื่อว่ากู้จง

ท่าทางแสดงความต้องการเป็นมิตรอย่างโจ่งแจ้งของนาง ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่ทันตั้งตัว ฉับพลันบรรยากาศเปลี่ยนเป็นเงียบกริบขึ้นมา

โจวเสาจิ่นอยากจะถามเฉิงเจิงเหลือเกินว่า ท่านปฏิบัติกับข้าอย่างนี้ ฮูหยินหยวนทราบหรือไม่

โชคดีที่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างเป็นผู้ที่ฉลาดมีไหวพริบ

โจวชูจิ่นรีบตอบยิ้มๆ ว่า “ดีเจ้าค่ะ” แล้วกล่าวแกมเสียใจว่า “เสียดายที่ข้าเพิ่งออกเดือน ไม่เช่นนั้นก็ไปกับพวกท่านได้!”

พอมีคนเอ่ยปากพูด บรรยากาศก็พลันสดใสขึ้นมา

เฉิงเซียวยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “วันเวลาต่อจากนี้ยังอีกยาวไกล รอให้ลูกๆ โตขึ้นสักหน่อย ข้าจะไปปีนเขาเซียงซานกับเจ้า ได้ยินมาว่าทิวทัศน์ทางโน้นสวยงามยิ่งนัก ให้พวกนางไปตามหาร้านขายของเย็บปักถักร้อยนั้นทั่วทั้งถนน ส่วนโรงงิ้วกับตลาดขายของจากทางเหนือทางใต้เหล่านั้นไม่ต้องรู้ว่าอยู่ที่ใด เพียงตามหาแหล่งขายเข็มกับด้ายให้เจอ ข้าก็ไม่เชื่อแล้วว่าเข็มไม่กี่เล่มกับด้ายไม่กี่เข็ดจะทำให้เจ้าลำบากจนมีสภาพเช่นนี้ได้! ข้าว่าเจ้าอยากจะเที่ยวจิงเฉิงมากกว่ากระมัง อย่ามาลากข้าเข้าไปด้วยเลย!” ประโยคสุดท้าย กลับเป็นการพูดเย้าแหย่เฉิงเซิง

เฉิงเซิงตอบว่า “พี่หญิงรองไม่ไว้หน้าข้าแม้แต่น้อยเลยจริงๆ!”

เฉิงเจิงครุ่นคิดแล้วก็บอกเฉิงเซียวว่าเรือนที่โจวเสาจิ่นพำนักอยู่ที่ซอยอวี๋เฉียนนั้นเป็นเรือนที่เฉิงฉือมอบให้นาง

เฉิงเซียวตกตะลึงเป็นอย่างมาก

เฉิงเจิงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วว่าท่านย่ากับท่านอาฉือให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใดกระมัง! ต่อไปก็ปฏิบัติกับนางเหมือนเป็นน้องสาวคนเล็กคนหนึ่งก็พอ”

เฉิงเซียวพยักหน้าหงึกๆ แล้วกล่าวยิ้มๆ อย่างอดไม่ได้ว่า “ท่านอาฉือชักจะลำเอียงเกินไปแล้ว ตอนที่ข้าออกเรือนเพียงมอบสินเจ้าสาวให้ข้าแค่ห้าพันเหลี่ยง ไม่ได้! รอท่านอาฉือกลับมาแล้ว ข้าต้องขอเรือนสักหลังหนึ่งจากเขาถึงจะถูก ข้าได้ยินท่านสามบอกว่า ท่านอาฉือเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยผู้หนึ่ง ปีที่แล้วแม้ไม่ค่อยได้ทำมาค้าขายแต่กลับทำเงินได้อย่างน้อยหนึ่งแสนเหลี่ยง ลมสารทฤดูนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตีให้โดน!”

นางเอ่ยถึงท่านสาม ซึ่งก็คือหยวนเปี๋ยอวิ๋นบุตรชายคนที่สามของหยวนเหวยชาง

คราวก่อนในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของเฉิงซวี่ท่านผู้นำตระกูลจากจวนรอง ตามประสบการณ์จากชาติที่แล้วทำให้โจวเสาจิ่นเข้าใจผิดว่าหยวนเปี๋ยอวิ๋นเป็นบุตรชายคนโตของหยวนเหวยชาง

หยวนเปี๋ยอวิ๋นกับเฉิงฉือมีนิสัยใจคอที่เข้ากันได้ดี ความสัมพันธ์จึงดียิ่งนัก

เฉิงเจิงอดหัวเราะร่วนไม่ได้ กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่รู้จะคิดว่าเจ้าแต่งงานกับตระกูลที่ตกอับแร้นแค้นตระกูลหนึ่งเอานะ เจ้าขาดเงินขนาดนี้เชียว?”

“ข้ามิได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ใครๆ ก็ไม่ชอบที่มีเงินน้อยนี่นา!” เฉิงเซียวกล่าวยิ้มๆ “มิใช่ว่าเจ้าไม่รู้จักตระกูลหยวนสักหน่อย มากคนก็มากคำนินทา ระหว่างบรรดาสะใภ้ทั้งหลายไม่ว่าจะสนิทสนมกันเพียงใดก็ไม่สนิทสนมไปกว่าการพูดคุยเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับหรืออนาคตของพี่น้องจากตระกูลเดิม ข้าอายุยังน้อย ยังมิได้สั่งสมประสบการณ์มากเท่ากับเจ้าหรือท่านย่า เจ้าปล่อยให้ข้ากลิ้งเกลือกในโลกมนุษย์ต่อไปเถอะ!”

ถ้อยคำนี้ทำให้เฉิงเจิงขำพรืดอย่างกลั้นไม่อยู่

แต่พอหัวเราะออกมาแล้ว ในใจของนางกลับเสมือนไต่อยู่บนความกังวลสายหนึ่งอย่างอธิบายไม่ได้

อนาคตของพี่น้อง…

หากเฉิงสวี่ประพฤติตัวเช่นนี้ต่อไป จะมีอนาคตที่ดีได้หรือ

ถ้าหากเฉิงสวี่ดูแลตระกูลไม่ได้ จวนหลัก…จะต้องกลับไปดูสีหน้าของจวนรองอีกอย่างนั้นหรือ!

บางทีผู้ที่พวกนางพี่น้องพึ่งพาได้คงมิใช่พี่น้องจากตระกูลเดิม แต่เป็นบุตรชายของตนเสียแล้ว!

เฉิงเจิงลูบหน้าผากของตน

………………………………………………………………….

[1] กงเหริน คือ บรรดาศักดิ์ของภรรยาขุนนางขั้นสี่

[2] ความเรียงแปดตอน หรือ ความเรียงจื้ออี้ (制艺) เป็นเรียงความประเภทหนึ่งที่ใช้ในการสอบขุนนาง โดยแบ่งเนื้อหาเรียงความเป็นแปดตอนดังชื่อ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน