โจวเสาจิ่นเงยหน้าขึ้นมาอย่างประหลาดใจ ดวงหน้ายังเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำตา
เฉิงฉือยิ้มน้อยๆ พลางใช้หัวแม่มือช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้นาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “เจ้าดูสิ เพื่อให้ข้าชื่นชอบ แม้แต่เรื่องที่เจ้าไม่ชอบที่สุดเจ้าก็ยังอดทนได้ ข้าก็เหมือนกัน ข้าก็อยากให้เจ้าชื่นชอบ เมื่ออยู่กับข้า เวลาที่อยากหัวเราะก็หัวเราะ เวลาที่อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ เวลาที่อยากทำอะไรก็ทำไป เวลาที่ไม่อยากทำอะไรก็ปฏิเสธ… ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา… เวลาที่ไม่พอใจแล้วเตะข้าทีหนึ่งนับเป็นเรื่องอะไรกัน”
เป็นเช่นนี้จริงหรือ
นางมีชีวิตอยู่มาสองชาติภพ ล้วนมีแต่เวลาที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนมากมาย
แต่เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว ก็เป็นเช่นนี้จริงๆ
เพราะรู้ว่าเฉิงฉือตามใจนาง ดังนั้นนางจึงทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาได้
เวลาที่นางอยู่ต่อหน้าเขา ก็มักจะอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นมิใช่หรือ
ไม่ว่านางจะมีท่าทีเช่นไร ท่านน้าฉือก็มักจะดีกับนางเช่นเดิม… ดูทีแล้วต่อให้ท่านน้าฉือรู้เรื่องราวในชาติก่อนของนาง ก็ยังชื่นชอบนางอยู่เหมือนเดิม ยังบอกว่าอยากจะแต่งงานกับนางอีก… นางควรตระหนักได้ตั้งแต่แรกถึงจะถูก… เป็นนางเองที่มีปมในใจ มักจะระแวงสงสัยและไม่ยอมรับ… ท่านน้าฉือหลอกล่อนางเช่นนี้ เสมือนหลอกล่อเด็กคนหนึ่ง อดทนอดกลั้นเหลือแสน... แต่คนเรามักจะมีเวลาที่เหนื่อยล้า มากไปกว่านั้นท่านน้าฉือมีพรรคเจ็ดดาราอยู่ในเงามืด ซ้ำยังถูกท่านผู้นำตระกูลจากจวนรองคอยหวาดระแวงเช่นนั้นอีก นานวันเข้า ต่อให้เป็นคนที่ทำจากเหล็กกล้าก็ต้องเหนื่อยหน่าย… ถึงเวลานั้นหากท่านน้าฉือไม่ชอบนางแล้วนางจะทำอย่างไร
นางต้องรีบโตเป็นผู้ใหญ่ถึงจะถูก...
แต่จะโตเป็นผู้ใหญ่โดยเร็วพลันได้อย่างไร
นางไม่รู้เลย
นางรู้แต่ว่า นางต้องเริ่มทำในสิ่งที่เขาชื่นชอบ…อย่างไรก็ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
น้ำตาของโจวเสาจิ่นร่วงลงมาราวกับสายไข่มุกที่ขาดสะบั้นก็ไม่ปาน
นางจับสาบเสื้อของเฉิงฉือไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่เป็นฝ่ายเอาดวงหน้าแนบชิดอ้อมอกของเขาก่อน
อ้อมอกของเฉิงฉืออบอุ่นและสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักของเขาอีกด้วย หนักแน่นและทรงพลัง ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ใบหูของโจวเสาจิ่นค่อยๆ ขึ้นสีแดงเรื่อ
ครั้นสงบใจลงมาแล้ว เรื่องบางเรื่องก็มิได้ยากปานนั้นเหมือนในจินตนาการของนาง
เฉิงฉือลอบพรูลมหายใจยาวเหยียด
ไม่เสียทีที่เขาทำตัวซุกซนเกเร ในที่สุดเด็กน้อยก็เริ่มอิงแอบอ้อมอกของเขาแล้ว
แม้ว่าเป็นครั้งแรก แต่มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อไปมิใช่หรือ
เฉิงฉือโอบกอดนางเป็นการให้กำลังใจ กระซิบเสียงทุ้มบอกนางว่า “เพียงแต่เมื่อถึงเวลานั้นอย่าเตะข้าตกจากเตียงก็แล้วกันนะ”
“ท่านน้าฉือ!” โจวเสาจิ่นทั้งกระดากอายและขุ่นเคือง ผลักเขาออกไป โมโหจัดจนกระทืบเท้า
จริงๆ เลย… เริ่มพูดจาเลื่อนเปื้อนอีกแล้ว… เขาพูดจาดีๆ กับตนบ้างมิได้หรือ
เฉิงฉือฉวยโอกาสถอยไปสองก้าว แล้วขำพรืดยกใหญ่
ท่าทางโกรธเคืองของเด็กน้อยก็น่ารักดีเหมือนกัน
เวลาฉุนโกรธ ดวงตาเบิกกว้าง เป็นประกายพราวระยับ ทว่าดวงหน้าของนางกลับย้อมด้วยสีแดงระเรื่อจนเปล่งปลั่งหาใดเปรียบปาน
เขาก้าวเข้าไปโน้มกายจุมพิตกระหม่อมของนาง
ดวงหน้าของโจวเสาจิ่นแดงเถือกยิ่งขึ้น
แต่มิได้ตั้งท่าวิ่งหนีเหมือนอย่างแต่ก่อน
นี่ก็นับว่ามีพัฒนาการแล้วใช่หรือไม่นะ
เฉิงฉือรู้สึกปลาบปลื้มยินดีเล็กน้อย
ทว่าข้างนอกประตูกลับมีเสียงลังเลของไหวซานดังขึ้นมาว่า “นายท่านสี่ จื่ออันกลับมาแล้วขอรับ”
เฉิงฉือระบายยิ้มพลางลูบศีรษะของโจวเสาจิ่น กระซิบว่า “นั่งลงตรงนี้ดีๆ ได้หรือไม่”
โจวเสาจิ่นพยักหน้าอย่างขวยเขิน
เป็นครั้งแรกที่นางฟังเฉิงฉือพูดคุยธุระ
โจวเสาจิ่นจัดชุดเครื่องชาอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย
เฉิงฉือไปที่ห้องชั้นนอก
ฉินจื่ออันเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
เขาประสานมือคารวะเฉิงฉือ แล้วพลันพบว่าโจวเสาจิ่นก็อยู่ในห้องด้วย
ฉินจื่ออันเหลือบมองเฉิงฉือครั้งหนึ่ง
เห็นเฉิงฉือนั่งลงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือโดยไม่ใส่ใจ
เขายิ้มหัวในใจ แล้วรายงานสถานการณ์ให้เฉิงฉือฟังด้วยความนอบน้อมเหมือนปกติว่า “เนื่องจากหลักฐานในมือของฮูหยินหยวนนั้นแน่นหนา อีกทั้งมีท่าทีแข็งขัน หนำซ้ำยังส่งคนไปถงเซียงเชิญนายท่านตระกูลหยวนมาช่วยมอบความเป็นธรรมอีกด้วยขอรับ ท่านผู้นำตระกูลจากจวนรองเห็นฮูหยินหยวนค่อนข้างดึงดันโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รู้ว่ายิ่งพูดไปก็เปล่าประโยชน์ จึงส่งคนไปบอกฮูหยินผู้เฒ่าว่า จะแยกตระกูลก็ได้ แต่จวนหลักต้องแยกออกไป ที่ดินและผืนนาของบรรพชนในจินหลิงจะตกเป็นของจวนรอง เรือนที่จิงเฉิงแบ่งให้จวนหลัก…” กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ตวัดสายตามองโจวเสาจิ่นทีหนึ่งพลางกล่าวว่า “จากนั้นจวนหลักต้องมอบเงินสามล้านเหลี่ยงแก่จวนรองและจวนสามขอรับ…”
โจวเสาจิ่นตกใจสะดุ้งตัวโหยง
นอกจากนี้ต่อให้จวนหลักยกพรรคเจ็ดดาราให้จวนรองจริง จวนรองถืออยู่ในมือแล้วจะทำประโยชน์อะไรได้
กล่าวไปกล่าวมา ก็เป็นท่านน้าฉือที่ยังต้องดูแลพรรคเจ็ดดารามิใช่หรือ!
นี่ช่างสมกับการโยนโครงไก่ให้ท่านน้าฉือแล้วยังต้องการให้ท่านน้าฉือยอมรับว่านั่นเป็นไก่ตัวหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
จวนรองดีดลูกคิดนี้ได้ช่ำชองเกินไปแล้ว
เสมือนคนอื่นล้วนเป็นคนโง่งม
ท่านน้าฉือจะต้องไม่ตกลงเป็นแน่
ทว่าใครจะรู้ว่าเฉิงฉือกลับเลิกคิ้วขึ้นพลางหัวเราะขึ้นมา กล่าวว่า “เห็นทีว่าเมื่อถึงเวลาสำคัญพี่สะใภ้ใหญ่ของข้าท่านนี้ก็ยังมีประโยชน์มาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าความคิดนี้นางเป็นคนเสนอเอง หรือว่านายท่านตระกูลหยวนเป็นผู้เสนอ”
ฉินจื่อผิงเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอบไปตามตรงว่า “นายท่านตระกูลหยวนพาที่ปรึกษาตระกูลมาทั้งหมดห้าท่าน ว่ากันว่าสามท่านในนั้นต่างมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัวด้านกฎหมายขอรับ”
เฉิงฉือยกยิ้มพลางพยักหน้า กล่าวว่า “ข้าก็รู้ แม้นายท่านตระกูลหยวนมิได้มีประวัติรับราชการที่น่าภาคภูมิใจนัก แต่สุดท้ายก็เป็นบุตรชายจากตระกูลขุนนางชั้นสูงคนหนึ่ง คงจะไม่ขาดความรู้ประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมสักเท่าใดถึงจะถูก” และถามอีกว่า “ท่านผู้นำตระกูลจากจวนรองว่าอย่างไร”
ฉินจื่อผิงก็คลี่ยิ้มพลางตอบว่า “ท่านผู้นำตระกูลจากจวนรองบอกว่า ตระกูลเฉิงถึงคราวที่แม่ไก่ขันแต่เช้าตั้งแต่เมื่อใด! ถ้าหากนายท่านใหญ่ไม่ว่าง ก็เชิญนายท่านสี่กลับมาสักครั้ง!”
เฉิงฉือหัวเราะร่วน กล่าวกับฉินจื่อผิงว่า “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปบอกท่านผู้นำตระกูลจากจวนรองว่า ข้ารู้สึกว่าเรื่องแยกตระกูลอะไร ทำให้ดูไม่ค่อยรักใคร่สามัคคีกันเกินไปแล้ว จวนหลักของพวกข้าในรุ่นท่านพ่อของข้ามีสองพี่น้อง เมื่อถึงรุ่นของพวกข้ามีสี่พี่น้อง คราวถึงรุ่นเจียซาน กลับมีแค่สองพี่น้อง ไม่เหมือนกับจวนรองของพวกเขา ในสามรุ่นล้วนมีแต่ลูกโทน เมื่อถึงรุ่นของโหย่วอี้มีพี่น้องสองคน พอถึงรุ่นของเกิงเกอเอ๋อร์… ปีนี้โหย่วอี้…ถ้าข้าจำไม่ผิด เขาคงจะอายุเท่าข้า ก็มีบุตรชายทั้งหมดสองคน ข้าเห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉาเหลือเกิน นับประสาอะไรกับจะแยกตระกูล พี่น้องอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้ไม่ดีหรือ”
ฉินจื่อผิงได้ยินแล้วอดพึมพำในใจไม่ได้
นายท่านสี่ท่านคงแสร้งพูดกระมัง
ถ้าเกิดฮูหยินหยวนตัดสินใจไม่แยกตระกูลเพราะการเกลี้ยกล่อมของนายท่านตระกูลหยวนล่ะก็ ข้าจะดูว่าท่านจะเสแสร้งต่อไปอย่างไร
นัยน์ตาของเขามีรอยยิ้มสายหนึ่งวาบผ่านอย่างยากจะระงับ ขานรับอย่างนอบน้อมว่า “เช่นนั้นข้าก็จะแจ้งกลับไปตามที่ท่านบอกขอรับ”
เฉิงฉือโบกมือ บุ้ยใบ้ให้เขาออกไปได้แล้ว
โจวเสาจิ่นแย้มรอยยิ้มราวบุปผา
เฉิงฉือลูบจมูกของนาง “ตระกูลเฉิงไม่แยกตระกูลแล้ว เจ้าเลยดีใจขนาดนี้?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” ทว่าพอเข้าใจความนัยแฝงในคำพูดของเฉิงฉือแล้ว โจวเสาจิ่นก็เขินอายเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านผู้นำตระกูลจวนรองน่ารังเกียจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! โยนเผือกร้อนลวกมือหัวหนึ่งให้ท่านประหนึ่งเป็นโถเก็บสมบัติล้ำค่า ซ้ำยังกล่าวอย่างสละสลวยว่าเขาตัดใจทิ้งไม่ลง… ท่านไม่ควรรับหมากกระดานนี้ของเขานะเจ้าคะ! สละพรรคเจ็ดดาราให้เขาไปเสีย”
เฉิงฉืออุ้มนางขึ้นมาเสมอแนวสายตาของตนเอง จ้องดวงตาดำขลับกระจ่างใสของนาง พลางกระซิบยิ้มๆ ว่า “นี่เจ้าจงใจทำให้ข้าขุ่นเคืองกระมัง พวกเขาลากเรื่องนี้ออกไปแปดถึงสิบปีแล้วค่อยพูดเรื่องแยกตระกูลกันใหม่ได้ แต่ข้ารอไม่ได้… นี่เจ้าคงกำลังทำลายแผนการของข้าอยู่กระมัง…” ขณะที่กล่าว เขาก็ประทับจูบริมฝีปากของนางเบาๆ
………………………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน