โจวเจิ้นนอนพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับเลยตลอดทั้งคืน
นึกถึงตอนที่จวงซื่อยังมีชีวิตอยู่ นอกจากเรียนหนังสืออ่านตำราแล้ว ล้วนมีเสื้อผ้าส่งมาถึงมือ อาหารส่งมาถึงปาก ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องที่ต้องไปมาหาสู่กับคนที่ซอยจิ่วหรู นางก็ทำได้อย่างเหมาะสม ไม่มีผู้ใดไม่กล่าวชมนาง
เขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากจวงซื่อยังมีชีวิตอยู่จะดีมากเพียงใด เรื่องแต่งงานของเสาจิ่นไหนเลยจะต้องให้เขาเป็นกังวลใจ เขาเพียงตั้งใจหาเงินมาเติมสินเจ้าสาวให้บุตรสาวอย่างเดียวก็พอแล้ว
นึกถึงตรงนี้ เขานอนต่อไปไม่ได้อีก จึงลุกขึ้นมา แล้วไปจุดธูปให้จวงซื่ออีกครั้ง
ความจริงแล้วจวงซื่อที่อยู่ในภาพเหมือนนั้นดูจืดชืดกว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่น้อย ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจของเขา เขามักจะรู้สึกว่าจวงซื่องดงามมากเกินไป ไม่คู่ควรกับเขา ไม่ได้มีจุดไหนที่ไม่ดี แต่ช่างสอดรับกับคำกล่าวที่ว่า ‘หญิงงามอับโชค ความรักไม่ยืนยาว’ นั่นเหลือเกิน
เขาทอดถอนหายใจครั้งหนึ่ง
หลี่ฉางกุ้ยยื่นศีรษะเข้ามาสอดส่องอยู่หน้าประตู
โจวเจิ้นขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเรียกเขาเข้ามา เอ่ยตำหนิว่า “เจ้ายืนพูดกันตรงๆ ไม่ได้หรืออย่างไร ท่าทางลับๆ ล่อๆ นั่น ปล่อยให้ผู้อื่นเห็นแล้วจะกลายเป็นกิริยาอะไรไปแล้ว”
นับตั้งแต่เมื่อวานที่นายท่านสี่ตระกูลเฉิงมาเยี่ยมเยียนนายท่านเป็นต้นมา นายท่านเห็นอะไรก็ไม่เข้าตาไปทั้งหมด
หลี่ฉางกุ้ยยิ้มแหย ไม่กล้ากล่าวอะไรเลยสักประโยค
โจวเจิ้นจึงกล่าวเสียงดังว่า “มาหาข้ามีธุระอะไร”
หลี่ฉางกุ้ยพลันตัวหด กล่าวเสียงเบาว่า “นายท่านสี่ตระกูลเฉิงจวนหลักส่งเทียบเข้ามาขอรับ…”
“ไม่รับ!” โจวเจิ้นตอบโดยไม่ต้องคิด “ต่อไปข้าไม่รับเทียบของพวกเขาอีก”
หลี่ฉางกุ้ยขาน “ขอรับ” คำหนึ่ง ทว่ามิได้รีบออกไปในทันที
โจวเจิ้นถามอย่างอดรนทนไม่ได้ว่า “ยังมีเรื่องอะไรอีก”
เสียงของหลี่ฉางกุ้ยจึงยิ่งเบาลง กล่าวว่า “นายท่านสี่ตระกูลเฉิงจวนหลัก…ยืนรออยู่นอกประตูขอรับ!”
“เช่นนั้นก็ให้เขารอไปก็แล้วกัน!” โจวเจิ้นได้ยินแล้วก็หงุดหงิดรำคาญใจ หันไปโบกมือให้หลี่ฉางกุ้ยอย่างรำคาญประหนึ่งสะบัดมือไล่แมลงวันก็ไม่ปาน
หลี่ฉางกุ้ยรีบถอยออกไป
แสงแดดยามเที่ยงวันของต้นฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องลงบนร่างของคนนั้นยังให้ความรู้สึกแสบร้อนอยู่
เฉิงฉือมีกิริยามารยาทที่น่าประทับใจยิ่ง บริเวณเอวห้อยหยกสลักจักจั่นตลอดทั้งชิ้นเอาไว้หนึ่งชิ้น ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายสูงส่ง
คนเฝ้าประตูของที่ว่าการออกมาดูหลายต่อหลายครั้ง ทว่าก็ไม่กล้าขยับเข้าไปไล่เขา
เฉิงฉือยืนอยู่ใต้แสงแดดจ้า ทันใดนั้นก็นึกถึงตอนที่ตนอายุเจ็ดถึงแปดขวบขึ้นมา ก็เคยยืนฝึกสมาธิอยู่ใต้แสงแดดเช่นนี้เหมือนกัน
ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าพรรคเจ็ดดาราคืออะไร ทั้งตัวและความนึกคิดจึงมีแต่เรื่องสนุก คล้ายกับว่าหากยืนฝึกสมาธิได้ดี ก็ไม่มีอะไรใต้โลกหล้าที่ตนจะเอาชนะไม่ได้ ตนจะปกป้องตระกูลจากน้ำและไฟได้แล้ว
ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ เขาต้องมายืนอยู่ใต้แสงแดดอีกครั้งหนึ่งแล้ว
แต่ครั้งนี้ เขาทำเพื่อตัวเอง
ทำเพื่อเด็กน้อยที่เชื่อเขาหมดใจผู้นั้น
อารมณ์ของเฉิงฉือนิ่งสงบดุจน้ำ ยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ปล่อยให้คนที่เข้าออกที่ว่าการเหล่านั้นนินทาเขา
ไหวซานกลับรู้สึกเป็นทุกข์แทนเฉิงฉือ
นายท่านสี่ของตระกูลเฉิงจวนหลัก เป็นคนโปรดของสวรรค์ เป็นหัวหน้าพรรคเจ็ดดารา เป็นคนที่กระทืบเท้าครั้งหนึ่งก็ทำให้ทั้งยุทธภพสั่นสะเทือนได้ ทว่าเวลานี้กลับต้องมายืนให้ผู้อื่นสำรวจตรวจตราอยู่ตรงนี้ด้วยเรื่องของคุณหนูรอง
เขาถือร่มไปให้เขาคันหนึ่ง
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ว่า “ไม่เป็นไร! คาดว่าใต้เท้าโจวคงอยากจะลงโทษข้าสักครั้งหนึ่ง พวกเราก็อย่าสร้างปัญหาเลย”
ไหวซานไม่ขยับ ยังคงกางร่มให้เขาต่อไป
เฉิงฉือก็เลยตามใจเขา
โจวเจิ้นนั่งทำงานอยู่ที่ส่วนหน้าของที่ว่าการมาตลอดทั้งเช้า แต่ภายในใจกลับคล้ายกับมีอะไรอยู่ตลอด รู้สึกจะนั่งจะยืนก็อยู่ไม่สุขเล็กน้อย
กว่าครู่ใหญ่เขาถึงเข้าใจ คาดว่าคงเป็นเพราะที่หลี่ฉางกุ้ยบอกว่าเฉิงฉือยืนอยู่นอกประตูตลอดนั่นเอง…
เขามองไปที่แสงแดดจ้าด้านนอก เรียกหลี่ฉางกุ้ยเข้ามาสอบถาม “นายท่านสี่ยังยืนอยู่ข้างนอกอยู่หรือ”
หลี่ฉางกุ้ยพยักหน้าหงึกๆ พลางกล่าว “คนที่มาติดต่อที่ว่าการต่างพากันสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น นายท่าน ท่านว่า ควรจะให้นายท่านสี่เข้ามาดีหรือไม่…ปล่อยให้คนมองเช่นนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะแพร่ไปทั่วเมืองเป่าติ้งภายในไม่กี่วันนี้ก็เป็นได้ ถ้าหากมีคนจำนายท่านสี่ได้…ผู้อื่นจะคิดว่าท่านและตระกูลเฉิงจวนหลักมีความขุ่นแค้นอะไรกันก็เป็นได้นะขอรับ”
โจวเจิ้นไม่คาดคิดว่าเฉิงฉือจะไม่สนใจหน้าตาของตัวเองเช่นนี้
แต่จะให้เขาเรียกเฉิงฉือเข้ามานั่ง…นั่นมิเท่ากับว่าเขายอมรับความพ่ายแพ้แล้วหรอกหรือ!
เขามีสีหน้าเคร่ง กล่าวขึ้นว่า “เขาอยากยืนให้คนมุงดูอยู่ที่นั่นก็ปล่อยให้เขายืนไปก็แล้วกัน!” จากนั้นเดินกลับเรือนชั้นในไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง รับประทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ไปนอนพักกลางวัน
หลี่มามากวักมือเรียกหลี่ฉางกุ้ยไปสอบถาม “เป็นอย่างไร นายท่านว่าอย่างไรบ้าง”
หลี่ฉางกุ้ยกล่าวอย่างหดหู่เล็กน้อยว่า “ข้าพูดกับนายท่านตามที่ฮูหยินบอกแล้ว แต่นายท่านยังคงเป็นเหมือนกับเมื่อวาน”
“ทำให้ท่านต้องลำบากแล้ว!” หลี่มามารีบดึงเงินส่งให้หลี่ฉางกุ้ยยิ้มๆ พลางกล่าว “ฮูหยินทำเช่นนี้ก็เพื่อคุณหนูรองและเพื่อบ้านหลังนี้ คงต้องรบกวนให้ท่านผู้ช่วยหลี่ช่วยอดทนสักหน่อยแล้ว”
หลี่ฉางกุ้ยบ่ายเบี่ยงอย่างไม่จริงจังไปครู่หนึ่ง ถึงได้รับเงินเอาไว้
หลี่มามารีบวิ่งไปหาหลี่ซื่ออย่างรวดเร็วประหนึ่งควัน
หลี่ซื่อกำลังนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ พอเห็นหลี่มามาก็รีบเอ่ยถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”
หลี่มามาส่ายศีรษะพร้อมกับถอนหายใจ
ดวงหน้าของหลี่ซื่อเต็มไปด้วยความผิดหวัง
นางบิดผ้าเช็ดหน้าอย่างกังวลใจ พึมพำกล่าวว่า “นี่หากว่าทำให้นายท่านสี่โกรธจนจากไปจะทำอย่างไรดี”
แววตาของหลี่ซื่อหม่นหมองลง กล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่ทราบ ตอนนี้ข้าให้บ่าวที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายนางทุกคนพยายามพูดกับนางแล้วนะเจ้าคะ!”
โจวเจิ้นเล่นกับโจวโย่วจิ่นไปครู่หนึ่ง หลังจากรับมื้อเย็นกับหลี่ซื่อเรียบร้อยแล้วถึงได้กลับไปที่ห้องหนังสือ
แต่เมื่อเขากลับถึงห้องหนังสือก็เรียกหาหลี่ฉางกุ้ยมาสอบถาม “นายท่านสี่ตระกูลเฉิงกลับไปหรือยัง”
หลี่ฉางกุ้ยรีบตอบว่า “ไปแล้วขอรับ!”
โจวเจิ้นรู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
แต่ก็บอกไม่ได้ว่าในใจรู้สึกยินดีหรือรู้สึกได้ปลดเปลื้องตัวเองให้เป็นอิสระกันแน่
วันต่อมา เฉิงฉือก็ส่งเทียบเข้ามาอีก
โจวเจิ้นยังไม่ให้พบเช่นเดิม
เป็นเช่นนี้อยู่สี่ถึงห้าวัน ผู้คน ณ ที่ว่าการเมืองเป่าติ้งต่างกำลังถกเรื่องนี้กัน แต่เฉิงฉือก็ปิดปากแน่นสนิทประหนึ่งหอยในแม่น้ำ ใครถามก็ไม่ตอบ
โจวเจิ้นทำใจแข็ง ตะโกนบอกหลี่ฉางกุ้ยว่า “เจ้าไปบอกนายท่านสี่ตระกูลเฉิงว่า ต่อให้เขายืนอยู่หน้าประตูที่ว่าการจนกลายเป็นหินรูปปั้น ข้าก็ไม่มีทางตอบตกลง”
หลี่ฉางกุ้ยรับคำเสียงเบา
เฉิงฉือยังคงยืนกรานทำอยู่เช่นเดิม ส่งเทียบเข้ามารอพบโจวเจิ้นทุกวัน
กระทั่งถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์วันที่สิบห้าเดือนแปดในวันนั้น โจวเจิ้นทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เรียกเฉิงฉือเข้ามา กล่าวว่า “ตกลงเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ข้าเคยบอกไปตั้งนานแล้ว หากเจ้าคิดจะสู่ขอเสาจิ่น นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ข้าไม่อาจปล่อยให้เสาจิ่นไปรับความลำบากกับเจ้าได้…”
มีฝนตกและสายลมพัดผ่าน เมื่อเปรียบเทียบกับหลายวันก่อนแล้วเฉิงฉือค่อนข้างลำบากกว่าเล็กน้อย
เขากล่าวเสียงเคร่งว่า “ใต้เท้าโจว ข้าเกิดวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดปีซินเว่ย สอบได้จิ้นซื่อประจำปีการสอบเหรินเฉินรัชศกจื้อเต๋อปีที่สิบห้า ยังไม่ได้แต่งงาน ในครอบครัวเป็นบุตรคนเล็กสุด มีมารดาหม้ายหนึ่งคน พี่ชายสองคน พี่สะใภ้สองคน หลานสาวสามคน และหลานชายสองคน อีกไม่กี่วันจะเข้ารับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการน้ำที่กรมโยธา ไปช่วยหยางโซ่วซานจัดการปัญหาน้ำท่วมของแม่น้ำเหลือง ณ ที่ว่าการของข้าหลวงที่ฝ่ายจัดการน้ำเมืองจี่หนิง ขอใต้เท้าได้โปรดให้บุตรสาวของท่านหมั้นหมายกับข้าด้วย ข้ากับนางจะอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ จะอยู่ด้วยกันด้วยความซื่อสัตย์อย่างแน่นอน ขอใต้เท้าโจวได้โปรดอนุญาตด้วยขอรับ!”
โจวเจิ้นหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
เฉิงฉือเข้ารับราชการ ทว่าไม่ไปอยู่กรมขุนนางและไม่ไปอยู่กรมการตรวจตรา แต่ไปดำรงตำแหน่งเล็กๆ อย่างที่ปรึกษาผู้หนึ่งที่ฝ่ายจัดการน้ำของกรมโยธา ไปช่วยหยางโซ่วซานแก้ไขปัญหาน้ำ ณ ที่ว่าการข้าหลวงฝ่ายจัดการน้ำที่จี่หนิง…หากมิใช่เพราะมีความทะเยอทะยานสูงก็เพราะมีความสามารถมากแล้ว!
ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง ก็ล้วนแล้วแต่ควรค่าให้คนเคารพทั้งสิ้น
เขาอดกล่าวไม่ได้ว่า “ในเมื่อเจ้าต้องไปจี่หนิง หรือว่าจะให้เสาจิ่นตามไปรับความลำบากกับเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ”
เฉิงฉือรู้สึกโล่งใจ
จากที่โจวเจิ้นกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา แสดงให้เห็นว่าโจวเจิ้นเคยคิดมาก่อนว่าถ้าเสาจิ่นแต่งกับเขาแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง
เขาไม่กลัวหากโจวเจิ้นจะสร้างความลำบากให้ ที่เขากลัวก็คือโจวเจิ้นจะไม่ยอมอนุญาตท่าเดียวมากกว่า
“เสาจิ่นยังเด็ก แต่ข้าอยากจะหมั้นหมายกับนางให้เป็นทางการ” เฉิงฉือกล่าวเสียงเคร่ง สีหน้าดูจริงจังและจริงใจ มองออกว่าคำพูดนี้มิใช่คำพูดที่เขาเพิ่งคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว “ข้าอยู่ที่จี่หนิง อย่างมากก็ห้าปี อย่างน้อยก็สามปีก็กลับมาแล้ว เช่นนั้นก็เป็นผลดีต่อเสาจิ่นด้วยเช่นกัน หากนางอยากตามข้าไปอยู่จี่หนิงด้วยก็ไป แต่ถ้าหากอยากรั้งอยู่ที่จิงเฉิง ก็อยู่เป็นเพื่อนมารดาของข้าได้ ที่ผ่านมามารดาของข้าเองก็ไม่เคยมองนางเป็นคนอื่นอยู่แล้ว…”
ความหมายโดยนัยก็คือ ต้องรออีกสักสองสามปีถึงจะทำให้การแต่งงานกับโจวเสาจิ่นสมบูรณ์โดยแท้จริงได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน