เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 9

ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 9 แขกผู้มาเยือน
โจวเสาจิ่นสองพี่น้องไม่ได้สงสัยอะไร อยู่สนทนาเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าได้ครู่หนึ่ง หัวข้อสนทนาก็วกมาถึงเรื่องคัดลอกไตรปิฎก

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนให้ซื่อเอ๋อร์นำ ‘พระสูตรบัวขาว’ เล่มหนึ่งมามอบให้โจวเสาจิ่น ถามขึ้นว่า “เจ้ารู้จักใช่หรือไม่”

ไม่เพียงแต่รู้จักเท่านั้น กล่าวได้ว่าสามารถท่องกลับหลังได้อย่างลื่นไหล

โจวเสาจิ่นพยักหน้าขึ้นลง

วันที่เก้า กล่าวคือวันที่เก้าเดือนหนึ่ง เป็นวันประสูติของพระโพธิสัตว์กวนอิม

โดยปกติสตรีของจวนตระกูลเฉิงมักจะไปจุดธูปที่วัดกานเฉวียน วัดกานเฉวียนเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของพระโพธิสัตว์กวนอิม

โจวเสาจิ่นยิ้มตอบว่า “เจ้าค่ะ” ถามฮูหยินผู้เฒ่ากวนว่ามีตัวอย่างไตรปิฎกที่คัดแล้วยังไม่ได้ใช้หรือไม่ “หลานจะดูว่าต้องคัดลอกอย่างไร จะได้ใช้เป็นแบบในการคัดลอกเจ้าค่ะ”

อากัปกิริยามีความสุขุมแตกต่างไปจากปกติ

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนรู้สึกวางใจในตัวโจวเสาจิ่นอยู่หลายส่วน ให้ซื่อเอ๋อร์ไปหาไตรปิฎกที่คัดแล้วยังไม่ได้ใช้มาให้ เมื่อนำไตรปิฎกมาแล้ว ก็สนทนาเรื่องการคัดลอกไตรปิฎกอีกสักพัก สาวใช้เข้ามารายงานว่า “ฮูหยินอู๋พร้อมด้วยคุณหนูอีกสามท่านมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

คุณหนูสามท่าน?

จะใช่น้องสาวต่างมารดาของอู๋เป่าจาง อู๋เป่าหวาและอู๋เป่าจือหรือไม่นะ

โจวเสาจิ่นส่ายเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ

ในความทรงจำ หลังจากที่นางและอู๋เป่าจางคุ้นเคยกันบ้างแล้ว อู๋เป่าจางก็เล่าเรื่องของตระกูลอู๋เรื่องแล้วเรื่องเล่าให้นางฟัง

ว่ากันว่า อู๋เป่าจางและนางนั้นเหมือนกัน ล้วนเสียมารดาไปตั้งแต่อายุได้ครึ่งขวบปี ส่วนที่ไม่เหมือนกันคือท่านพ่อของนางนั้นกว่าจะแต่งงานใหม่ก็ตอนที่นางอายุได้เจ็ดขวบ แต่บิดาของอู๋เป่าจาง อู๋ซิ่วนั้น มารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางเสียชีวิตได้ไม่ถึงร้อยวันก็แต่งงานใหม่กับกวนซื่อ น้องสาวของสหายร่วมราชสำนักของตัวเองแล้ว กวนซื่อนั้นดูเป็นสตรีที่มีความสามารถและมีคุณธรรม ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับหน้าหวานใจขม โหดร้ายไร้ความเมตตา ใจคอคับแคบ ตระหนี่ถี่เหนียว เนื่องจากไม่พอใจที่อิ่นซื่อ มารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางได้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินเอก ยิ่งไม่เต็มใจเลี้ยงดูอู๋เป่าจางและอู๋ไท่เฉิง น้องชายร่วมมารดาของนาง สร้างความลำบากทุกทางให้พวกเขาสองพี่น้อง อู๋ซิ่วไม่มีทางเลือก จำต้องให้พวกเขาสองพี่น้องไปอยู่ที่บ้านเดิมของท่านย่า ณ เมืองเหมียนหยางแห่งซื่อชวน จนกระทั่งท่านย่าของอู๋เป่าจางเสียชีวิต พวกเขาสองพี่น้องไม่มีใครให้พึ่งพิงได้อีก กวนซื่อนั้นมีเพียงบุตรสาวสองคน กวนซื่อที่กลับบ้านเดิมเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัยนั้นกลัวว่าจะถูกเพื่อนบ้านติฉินนินทา กล่าวลับหลังว่า ‘ไร้คุณธรรม’ ทั้งยังกลัวว่าอู๋ไท่เฉิงจะได้รับมรดก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อนางและบุตรสาวทั้งสอง ไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องพาอู๋เป่าจางสองพี่น้องมาที่จินหลิงด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น มารดาเลี้ยงของอู๋เป่าจางก็เลี้ยงดูอู๋ไท่เฉิงมาอย่างผิดๆ ทำให้อู๋ไท่เฉิงเติบโตมามีพฤติกรรมที่ไม่ดีมากมาย

อู๋เป่าจางพูดไปด้วยน้ำตานองหน้าไปด้วยว่า ข้านั้นเป็นบุตรสาวที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในห้องหอผู้หนึ่ง การจะได้พบหน้าพี่ชายครั้งหนึ่งในแต่ละวันนั้นไม่ง่ายนัก ยิ่งต้องให้กำลังใจเขาให้ตั้งใจเรียน อาชีพในราชสำนักยังคงมีให้หวัง เพื่ออนาคตของตัวเองและเพื่อข้าด้วย…

ด้วยสาเหตุเหล่านี้ นางมีความเห็นอกเห็นใจอู่เป่าจางทั้งกายและใจ ถึงแม้ว่าในภายหลังจะสืบทราบมาว่าอู๋เป่าจางผู้นี้ไม่ธรรมดานัก คำพูดที่กล่าวออกมาไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด ทว่าก็มักจะหาข้อแก้ตัวแทนอู๋เป่าจางอยู่เสมอ รู้สึกว่าอู๋ไท่เฉิงนั้นเป็นพวกประจบประแจงผู้มีอำนาจ ไม่ใช่คนที่มีจิตใจกว้างขวางเผื่อแผ่ อู๋เป่าจางนั้นเป็นคนที่ไม่มีที่ให้พึ่งพิง มีเพียงตัวเองที่ต้องต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์หากจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก ถึงแม้ว่านางกับอู๋เป่าจางจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทถึงขั้นต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่มีเรื่องให้ต้องทะเลาะกับอู๋เป่าจางมากมาย…กล่าวถึงเรื่องที่อู๋เป่าจางกับเฉิงลู่หมั้นหมายกันนั้น นางนึกถึงอู๋เป่าจาง เด็กสาวในห้องหอผู้หนึ่งที่ต้องเชื่อฟังบิดารมารดาและปฏิบัติตามการทาบทามของพ่อสื่อแม่สื่อ อู๋เป่าจางจะสามารถกล่าวคำว่า ‘ไม่’ ได้อย่างนั้นหรือ ทั้งยังไม่ได้รู้สึกว่าอู่เป่าจางนั้นมีความผิด เพียงแต่โกรธแค้นเฉิงลู่อย่างสุดใจเท่านั้น เป็นผู้ชายร่างกำยำสูงเจ็ดฉื่อทว่ากลับไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เพียงไม่ซื่อสัตย์ ในเรื่องของนางก็ไม่เด็ดขาดไม่ทำให้ชัดเจน ทำให้อู๋เป่าจางไม่สบายใจ ทำให้นางต้องได้รับการประณาม…

โจวเสาจิ่นก้าวเท้าสูงข้างหนึ่งต่ำข้างหนึ่งตามอยู่ด้านหลังของพี่สาว

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนที่เดินอยู่ข้างหน้าไม่ได้ใส่ใจ กลับเป็นโจวชูจิ่นที่สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาวได้อย่างรวดเร็ว

นางดึงมือของโจวเสาจิ่นแล้วจับเอาไว้แน่น

สติของโจวเสาจิ่นกลับมา

โจวชูจิ่นหันหน้าไปทางนางแล้วกระพริบตาส่งให้ ส่งสัญญาณว่าหากนางมีอะไรให้อดทนไว้ก่อน รับผิดชอบเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับไปคุยกันที่เรือนสวนดอกไม้หอม

โจวเสาจิ่นหันหน้าไปทางพี่สาวแล้วยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขิน

ถึงเรือนสือจิ่น โถงนั่งเล่นที่สตรีแห่งจวนสี่ใช้รับแขก

โจวเสาจิ่นรีบควบคุมอารมณ์ ก้มศีรษะตามองตามฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเดินเข้าไป

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเดือนสามของปลายฤดูใบไม้ผลิ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว มวลดอกไม้ของฤดูใบไม้ผลิบริเวณศาลารวมมิตรบานสะพรั่ง ม่วงเข้มแดงสว่างสวยงาม หน้าต่างทั้งสี่ด้านของห้องพักผ่อนที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบสีแดงล้วนเปิดออก กลิ่นหอมของดอกไม้อวลอยู่ในอากาศ สายลมอุ่นโชยเบาๆ ทำให้ผู้คนมึนเมาแม้ไม่ได้ดื่มก็ตาม

เพียงเหลือบมองครั้งเดียวโจวเสาจิ่นก็มองเห็นสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังของฮูหยินอู๋

เหมือนกันกับคนที่อยู่ในความทรงจำ ผมที่ดกดำของนางถูกม้วนขึ้นเป็นมวยผมทรงก้นหอยคู่หนึ่ง ประดับไว้ด้วยปิ่นปักผมดอกติงเซียง สวมชุดเพ่ยจื่อผ้าไหมหังโจวสีแดงเลือดหมูลายกิ่งดอกไม้ ใข่มุกขนาดเมล็ดบัวประดับอยู่ที่ข้างหู ปานแดงขนาดเมล็ดข้าวตรงหว่างคิ้วนั้นแดงสดชุ่มชื้น ทำให้ผู้คนเมื่อได้ผ่านตาแล้วยากจะลืมเลือน

เป็นนางจริงๆ ด้วย!

อู๋เป่าจาง

หลังจากที่แยกจากกันมาสิบปี พวกนางพบกันอีกครั้งตอนที่นางอายุสิบสองปี!

โจวเสาจิ่นเพียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนเจาะขั้วหัวใจ

ราวกับว่าวันเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วพวกนั้นกลับมาตีแสกกลางหน้า ความเจ็บปวดที่เคยประสบมาพวกนั้นสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

ฮูหยินอู่กลับรีบเดินไปด้านหน้า ยืนเคียงกันกับฮูหยินผู้เฒ่ากวน ทิ้งอู๋เป่าจางไว้ด้านหลัง ยิ่งไปกว่านั้น บุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินอู๋ อู๋เป่าหวา ไม่แม้แต่จะมองอู๋เป่าจาง ก้าวออกไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วไปประคองแขนของมารดาเอาไว้ ซ้ายคนหนึ่งขาวคนหนึ่งกับโจวชูจิ่นติดตามอยู่ข้างกายของฮูหยินอู๋และฮูหยินผู้เฒ่ากวน

ฮูหยินอู๋ราวกับไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น สนทนาถึงเรื่องคณะละครฮุ่ยหลาน คณะละครมาใหม่ของเมืองจินหลิงกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนอย่างยิ้มแย้ม

ความอับอายสายหนึ่งฉายผ่านบนใบหน้าของอู๋เป่าจาง นางเหลือบมองที่โจวเสาจิ่นอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง

เห็นเพียงโจวเสาจิ่นที่สีหน้าซีดขาว ท่าทีเหม่อลอย ราวกับไม่ได้ใส่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นรอบกายบ้าง

นางอดไม่ได้ถอนหายใจยาวทีหนึ่ง ในใจสงบขึ้นเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นก็พบว่าอู๋เป่าจือกำลังมองโจวเสาจิ่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

อู๋เป่าจางใจสั่น

ก่อนมานั้นนางได้ยินมาว่า ถึงแม้ว่าตระกูลเฉิงจวนสี่จะมีคุณชายสองท่าน คุณหนูสองท่าน ทว่าคุณหนูสองท่านนั้นกลับแซ่โจว เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของตระกูลเฉิง โดยเฉพาะคุณหนูรองตระกูลโจวผู้นั้น เป็นบุตรที่เกิดมาจากบุตรเขยของจวนสี่ที่แต่งงานใหม่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลเฉิง

นางคิดไม่ถึงว่าคุณหนูรองตระกูลโจวจะงดงามเพียงนี้ คิ้วตาราวกับภาพวาด ยามเยื้องย่างยิ่งเผยให้เห็นท่วงท่าที่งดงามบอบบาง ราวกับดอกไป๋ซานอิง [1] ที่บานคุดคู้อยู่ที่ปลายกิ่ง เพียงลืมตัวชั่วขณะ นางก็อาจจะปลิวไปตามลมได้อย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน

ไม่ต้องพูดถึงอู๋เป่าจือที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้องหอ แม้แต่นางเอง ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบเด็กสาวเช่นนี้ รูปร่างท่าทางเช่นนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่มีส่วนใดไม่วิจิตรบรรจง ไม่มีส่วนใดไม่งดงาม ก็ไม่แปลกใจที่อู๋เป่าจือจะสนใจในตัวคุณหนูรองโจว!

อู๋เป่าจางคิดพลางมุมปากยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา

ฝีเท้าของนางหยุดลง ก็มาหยุดอยู่ข้างๆ ของโจวเสาจิ่น

“คุณหนูรอง” อู๋เป่าจางเผยรอยยิ้มอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อยหนึ่งออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ข้าเห็นใบหน้าเจ้าซีดขาวยิ่งนัก ต้องการให้ข้าไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่า ขออนุญาตให้เจ้าไปดื่มน้ำเสียหน่อยหรือไม่”

โจวเสาจิ่นมองนางแล้วก็ให้รู้สึกผะอืดผะอม ไม่คิดอยากจะสนทนากับนางมากนัก

ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้ค่อนข้างไร้มารยาท แต่ว่าเมื่อนึกถึงตัวเองในกาลก่อนที่เชื่อฟังและทำตามขนบมาทั้งชีวิต ท้ายที่สุดยังได้รับชะตากรรมเยี่ยงนั้น การได้ทำตามใจตัวเองแบบนี้ก็มีความสุขของการได้ทำอะไรโดยไม่ต้องถูกควบคุม ทำให้นางรู้สึกสำราญใจยิ่ง

——

[1] ดอกไป๋ซานอิง (白山樱) ดอกซากุระสีขาว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน