เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 162

ลุงหวังก็หน้าเคร่งเครียดเข้ามาในห้อง ค้อมมือคารวะต่อผู้คนในเรือน

“จวิ้นจู่ ฮูหยินใหญ่ตระกูลลู่ได้ยินว่านายท่านกลับมา จึงนำของขวัญมากมายมาคารวะ บัดนี้มารออยู่หน้าประตูแล้ว”

นายท่านหลันขมวดคิ้วทันที หาได้ชอบใจฮูหยินใหญ่ตระกูลลู่ผู้นี้ไม่

หากเป็นบ้านที่มีกฎระเบียบบ้างแล้วไซร้ ย่อมไม่มารบกวนในวันที่เพิ่งกลับจวนเช่นนี้

โดยปกติแล้ว ควรรอรับบัตรเชิญเสียก่อนจึงค่อยมาเยือน

“ฮูหยินใหญ่ตระกูลลู่… หรือจะเป็นจังซื่อผู้นั้นที่เมื่อก่อนไม่เคยชายตามองน้องหญิงเลยสักครั้ง?”

หลันชงขมวดคิ้วเอ่ยถาม

ทุกคนในตระกูลหลันต่างหันมามองลุงหวัง ครั้นเห็นเขาพยักหน้า สีหน้าทั้งหมดก็พลันหม่นลง

หม่นยิ่งกว่าตอนที่ลุงหวังมาแจ้งข่าวเสียอีก!

“ครอบครัวนี้ช่างไร้มารยาทนัก! ท่านตา ข้ากับพี่ใหญ่จะไปดูสักหน่อย!”

หลันเฉินตบโต๊ะฉาดหนึ่ง แล้วลุกพรวดขึ้นทันที

ท่าทีนี้หาใช่ไปดูอย่างเดียวไม่ ดูประหนึ่งจะไปทะเลาะเสียมากกว่า

“เชิญนางเข้ามา พวกเจ้าที่เหลือจงหลบอยู่หลังฉากกั้น อาหน่วน อิ๋งเอ๋อร์ แล้วก็ชีเอ๋อร์ออกไปดูกับข้า”

นายท่านหลันตัดสินเด็ดขาดในทันที ทำให้หลันชงกับหลันเฉินต้องนั่งลงอย่างหงุดหงิด

เห็นได้ชัดว่าโกรธอยู่ไม่น้อย ที่ท่านตาไม่ยอมให้สองพี่น้องออกไปด้วย!

ทั้งสี่คนก็มาถึงหน้าจวนโหวในเวลาไม่นาน

พลันเห็นจังซื่อยืนคอยอยู่หน้าประตูพร้อมสาวใช้ ในมือของบ่าวรับใช้เหล่านั้นล้วนถือของกำนัลล้ำค่าในมือ

เห็นชัดว่าครั้งนี้ตั้งใจมาจริง ๆ

“เจ้าคือจังซื่อ ฮูหยินใหญ่ตระกูลลู่ใช่หรือไม่?”

ครั้นนายท่านหลันเปล่งเสียงออกไป ก็แผ่รัศมีข่มขวัญอันน่ากลัว

ทำเอาจังซื่อทรงตัวแทบไม่อยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็แฝงความฝืนใจไว้เป็นอย่างมาก

“ท่านคงเป็นท่านผู้เฒ่าตระกูลหลันผู้เลื่องชื่อ ข้าขอน้อมคารวะ” จังซื่อฝืนยิ้มพยายามผูกไมตรี

แต่น่าเสียดาย นายท่านหลันผ่านผู้คนมามากมาย

จึงไม่มีทางยอมให้เกียรตินาง

“ของกำนัลจากตระกูลลู่ของพวกเจ้านั้น ตระกูลหลันกับจวนจงซู่โหวของเรา รับไว้ไม่ได้”

“หากฮูหยินใหญ่จางเพียงมามอบของขวัญ ก็เชิญกลับเถิด ข้าเพิ่งพาหลานชายหลานสาวกลับมา อยากจะกินข้าวให้สบายใจ หาได้อยากพบสิ่งใดที่ทำให้อารมณ์เสียไม่”

วาจาของนายท่านหลันคมกริบ ทุกคำเปี่ยมไปด้วยการเสียดแทงจังซื่อ

ทว่าตอนนี้จังซื่อกลับมิอาจอวดดีอันใดได้เลย

ได้แต่ฝืนหน้ารับความอับอาย ไม่อาจโต้กลับได้สักคำ!

ก็ในเมื่อวันนี้นางเป็นฝ่ายมีเรื่องต้องพึ่งพาผู้อื่น

ยังไม่ทันข้ามชั่วยาม

วาจาทั้งหมดที่จังซื่อกล่าวหน้าจวนจงซู่โหว ก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงแล้ว

ลู่เหวินเจิ้งพอกลับถึงจวน ก็รีบไปยังจวนของจังซื่อ ระเบิดโทสะทุบข้าวของไปไม่น้อย

สุดท้ายก็เป็นหลิวหว่านชุนที่มาเกลี้ยกล่อมจนสงบลงได้

ครั้นไปถึงเรือนตะวันออก หลิวหว่านชุนก็รีบยื่นน้ำชาดับร้อนคลายไฟให้ด้วยท่าทางเอาอกเอาใจ

มือนุ่มนิ่มค่อยๆ ลูบแผ่นหลังให้ลู่เหวินเจิ้งระบายอารมณ์

“นายท่านเจ้าคะ บัดนี้ฮูหยินใหญ่ยิ่งไม่รู้ความขึ้นทุกวัน ท่านต้องหาวิธีรับมือเสียบ้างแล้ว”

“ไม่เช่นนั้น สักวันตระกูลลู่ของเราคงได้พังพินาศในมือฮูหยินใหญ่แน่แท้”

ลู่เหวินเจิ้งก็หาใช่คนเขลา ย่อมรู้ดีว่าตอนนี้หลิวหว่านชุนคือผู้กุมอำนาจในบ้าน

พอนึกถึงคำเล่าลือในเมืองหลวง แววตาที่มองหญิงตรงหน้าก็เจือความเฉียบคมขึ้น

“ในเมื่อเจ้ารู้ว่านางไม่มีสติ ไฉนจึงปล่อยให้ออกไปข้างนอกในวันนี้อีก?”

หลิวหว่านชุนแววตาสะท้อนประกายวูบหนึ่ง ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็ทอดถอนใจด้วยความจนใจ

“ฮูหยินใหญ่ถึงอย่างไรก็เป็นพี่สาวของข้า ข้าย่อมเคารพนบนอบอยู่แล้ว”

“เมื่อพี่จะออกไป ข้าหาได้กล้าขัดขวาง อีกทั้งนิสัยพี่นั้น… นายท่านก็ทราบดีอยู่แล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง