เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 161

ดื้อรั้นมาชั่วชีวิต ก็มิอาจห้ามมิให้ชูมือขึ้นซับน้ำตาอยู่

นอกประตูใหญ่ก็มีเงามากมายทยอยเข้ามาอีก

“น้องหญิง!”

“ญาติผู้พี่!”

ครั้นได้ยินเสียง นัยน์ตาของมู่เหยาก็แดงเรื่อ ผละออกจากอ้อมอกนายท่านหลัน แล้วถูกเงาของใครมากมายรายเข้ามาล้อมไว้

พี่ชายทั้งสองแห่งตระกูลหลันย่อมต้องออกไปยืนล้อมอยู่ด้านนอก

เมื่อเห็นบุตรีสองนางในจวน กอดมู่เหยาแน่น พลางร่ำไห้เสียงดังลั่น

“ลุงหวัง รีบจุดประทัดเถิด”

หลันอิ๋งเดินเข้ามา ครั้นเห็นฉากเบื้องหน้าก็ตาแดงขึ้นอย่างห้ามมิได้ แต่ก็มิได้ลืมจัดแจง

ลุงหวังขานรับเสียงหนักแน่น

ไม่นานนัก เสียงประทัดก็ดังขึ้นนอกจวนจงซู่โหว

มู่เหยาร่ำไห้จนจมูกตัน จึงค่อยปล่อยญาติผู้พี่ ญาติผู้น้องออก

“ให้ข้ามองดูพวกเจ้าให้ถนัดเถิด กี่ปีมาแล้วที่มิมีโอกาสพบเจอ”

นางเอ่ยขึ้ย สายตาก็แลไปยังหลันเซิงเซิง คุณหนูสี่ตระกูลหลัน ผู้สวมหมวกหัวเสือ สูงแค่เอวของนาง

หลันเซิงเซิงใช้ผ้าเช็ดจมูกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายศีรษะไปมาต่อหน้ามู่เหยา

“พี่อาหน่วนช่างงามดั่งที่ร่ำลือจริงๆ!”

หลันเซิงเซิง เพราะประสบเหตุร้ายตั้งแต่วัยเยาว์ บัดนี้อายุสิบปีแล้ว แต่ร่างกายกลับยังเล็กดั่งเด็กวัยสี่ห้าขวบ

ครั้งนี้มาเมืองหลวง ก็เพื่อหวังวิงวอนหมอเทวดาเลี่ยว แลขอวิธีรักษาให้หายขาด

หากไม่มีทางเยียวยา ก็จะเลี้ยงดูอยู่ที่เรือนตลอดชีวิต

“เซิงเซิงของเรายิ่งโตก็ยิ่งงามนัก หมวกหัวเสือนี่แลดูช่างประณีตยิ่ง หรือว่าท่านป้าสะใภ้เป็นผู้เย็บให้เจ้าเองหรือ?”

เอ่ยจบก็ก้มลงบีบเบาๆ ไปทีหนึ่ง

หลันเซิงเซิงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้าแรงๆ

“พี่อาหน่วน ไฉนมัวแต่มองเซิงเซิง ข้าเล่า ข้าเล่า?”

ผู้กล่าวคือหลันเยว่อิง คุณหนูสามแห่งตระกูลหลัน บุตรคนแรกของท่านอารอง มีอายุน้อยกว่ามู่เหยาเพียงสองปี

ลักษณะท่าทางหาได้อ่อนละมุนดั่งหลันเซิงเซิงไม่ กลับแฝงไว้ด้วยความองอาจหาญกล้า

ดูท่าร่างกายแข็งแรงมั่นคงเป็นแน่

“ก่อนหน้านี้ ในจดหมายก็ได้ยินท่านอารองบอกว่าเจ้าชนะท่านอาจารย์จางได้ พอดีข้ามีสาวใช้สองคนในเรือนที่ชำนาญวิทยายุทธ์ กลับไป พวกเจ้าก็ประลองกันดูเถิด”

หลันเยว่อิง พลันสนใจขึ้นมา ตั้งใจจะเอ่ยถามว่าผู้นั้นอยู่ที่ใด

แต่ก็ได้รับสายตาจากพี่ชายก่อน จึงนิ่งสงบลงในบัดดล

มู่เหยาก็มองเห็นพี่ชายทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถึงเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่บุคลิกกลับแตกต่างกันสิ้นเชิง

พี่ใหญ่ติดตามท่านอาใหญ่มาหลายปี ลักษณะท่าทางแลดูเป็นบัณฑิต แต่แววตาที่ส่องประกายกลับชวนให้ผู้คนมิอาจประมาท

สีหน้าของนางปรากฏแววฉงน

หลันชง คุณชายใหญ่ตระกูลหลันพลันตบหน้าผากตัวเองฉาดหนึ่ง “อา ลืมบอกเจ้าไปเลย ท่านพ่อ ท่านลุงและท่านแม่มาคนละทางกับพวกเรา พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเมืองหลวง”

มู่เหยาครั้นได้ฟังก็พลันเข้าใจ

คงเป็นเพราะเมื่อท่านตาตัดสินใจเข้าเมืองหลวง ท่านอากับท่านป้าสะใภ้ก็คงออกไปติดต่อธุระการค้าอยู่ภายนอก

จึงมิอาจเดินทางมาด้วยพร้อมกันได้

เคราะห์ดีที่ระหว่างทางได้จ้างกองคุ้มภัยกับองครักษ์ไว้ ไม่เช่นนั้นหีบห่อมากมายปานนี้

เกรงว่ากลางทางจะมิอาจหลีกพ้นโจรดักปล้นแน่แท้!

“ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้ข้าจัดเลี้ยงรับรองท่านอาทั้งสองกับท่านป้าสะใภ้อีกสักมื้อแล้วกัน!”

มู่เหยาส่งยิ้มให้หลันชง สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความออดอ้อนพี่ชาย

เล่นเอาหลันเฉินที่อยู่ด้านซ้ายของนางต้องเบ้ปาก “น้องหญิง ไฉนเจ้ามิออดอ้อนข้าบ้างเล่า?”

มู่เหยาหันไปมอง แล้วกระพริบตาปริบๆ

“พี่รองอย่าได้แก่งแย่งกับพี่ใหญ่เลย ระวังเถิด พี่ใหญ่จะฟาดเอา”

หลันเฉินหัวเราะแห้งๆ แล้วหดคอโดยไม่รู้ตัว

เพราะแท้จริงแล้วก็กลัวโดนพี่ใหญ่ฟาดจริงๆ!

พอเข้าห้องกินข้าว ยังไม่ทันได้นั่งลงเลยด้วยซ้ำ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง