เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 215

วันนี้แดดกำลังดี เป็นช่วงต้นฤดูหนาวที่หาได้ยากที่จะมีอากาศอบอุ่นเช่นนี้

ทันทีที่มู่เย่าเดินเข้ามาในห้อง ก็เห็นเจียงเจากำลังอ้อนขอผลไม้กับหลันอิ๋ง

“พี่หญิง อาหน่วนก็อยากกินเหมือนกัน”

นางกล่าวพลางยิ้ม เสียงนั้นทำให้สองคนที่อยู่ในห้องหันมามองด้วยสายตาดีใจ

เจียงเจาถึงกับวางผลไม้ลง แล้วรีบวิ่งเข้ามาโผกอดมู่เหยาทันที

“พี่อาหน่วน! พี่สะใภ้เคร่งมากเลย ท่านต้องช่วยเกลี้ยกล่อมพี่สะใภ้ให้ปล่อยข้าบ้างนะ!”

เด็กสาวในอ้อมแขนออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดู จนมู่เหยาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปหยิกแก้มนุ่มๆ ของนาง

“แบบนั้นไม่ได้นะ หากพี่สะใภ้ของเจ้าหงุดหงิดขึ้นมา แม้แต่ข้าก็อาจถูกลงโทษไปด้วย แต่ถ้าเจ้าเอาใจเก่งๆ ล่ะก็ บางทีอาจมีคนใจอ่อนก็ได้”

สิ้นเสียงพูด เจียงเจาก็เบิกตากว้างเป็นประกายทันที

นางคลายอ้อมกอดที่กอดมู่เหยาไว้ แล้วหันกลับไปออดอ้อนหลันอิ๋ง

จนหลันอิ๋งได้แต่พยักหน้ารับอย่างจนปัญญา

“อาหน่วน เยว่อิงล่ะ?”

เจียงเจาที่กำลังกินผลไม้อยู่นึกขึ้นได้ก็ไปมองทางประตูแล้วพูดขึ้นว่า “จริงด้วย! พี่อาหน่วนบอกว่าจะพาน้องสาวอีกคนมาให้ข้ารู้จัก”

“ป้าเจียงพานางไปที่ลานฝึกแล้ว ตอนเที่ยงเจ้าอาจจะได้เจอนาง”

พอได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหลันอิ๋งก็เปลี่ยนไปทันที

“ทำไมถึงไปที่ลานฝึกล่ะ!”

“เร็วเข้า พวกเราต้องรีบไป! วันนี้รัชทายาทจะพาองค์ชายน้อยมาขอเป็นศิษย์ที่จวนแม่ทัพ เยว่อิงอาจจะได้เจอกับรัชทายาทเข้าแล้ว!”

หลันอิ๋งตกใจจนแทบไม่รู้จะทำอย่างไร

กลับเป็นมู่เหยาที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย ยื่นมือออกมาขวางไว้ “พี่หญิง ตอนนี้ไปก็ไร้ประโยชน์แล้วล่ะ เกรงว่าคงได้เจอกันไปแล้ว”

เมื่อสบตาเข้ากับสีหน้าเรียบสงบไร้ความตื่นตระหนกของมู่เหยา

ความร้อนรนในใจของหลันอิ๋งก็ค่อยๆ สงบลง

นางเดาออกได้ทันทีว่าอาจมีความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง

“อาหน่วน เจ้ารู้ใช่ไหมว่าวันนี้รัชทายาทจะมาที่จวน”

เห็นเห็นนางเดาได้ถูกต้อง มู่เหยาก็พยักหน้าเล็กน้อย

“เมื่อเช้านี้ ชิ่งอิ่งเพิ่งมาบอกข่าวว่ารัชทายาทกำลังสืบหาคนที่ซื้อภาพวาด แม้น้องสามจะระวังตัวมากแค่ไหน ก็ไม่อาจร้อดพ้นสายตาของรัชทายาทได้อยู่ดี”

นางรู้ข่าวจากชิ่งอิ่งตั้งแต่ตอนที่ตื่นนอน

หลันอิ๋งเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะนั่งลงอย่างหมดแรง

“จริงสิ ข้าคิดไปได้อย่างไรว่าจะปิดบังรัชทายาทได้”

นางถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

แต่ไม่ว่าพูดอย่างไร คนตรงหน้าก็ยังเต็มไปด้วยความร้อนใจ

จนกระทั่งมาถึงลานฝึกและเห็นว่าเยว่อิงปลอดภัยดี หลันอิ๋งจึงได้สงบลง

“น้องสาม เหตุใดถึงเต็มไปด้วยเหงื่อเช่นนี้...ข้หม่อมฉันทำความเคารพรัชทายาทและองค์ชายหกเพคะ”

มู่เหยาก็ค้อมตัวทำความเคารพตามไปด้วย แต่สายตากลับมองไปทางหลันเยว่อิ๋ง

พอเห็นแก้มของเด็กสาวที่แดงระเรื่อ ก็เข้าใจว่าเด็กคนนี้คงมีใจเข้าแล้ว

“หม่อมฉันขอพาน้องสามไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะเพคะ”

ไท่จื่ออวิ๋นจี้ยิ้มแล้วโบกมือเบาๆ สื่อว่าไม่ต้องพิธีรีตอง มองตามทั้งสองคนเดินจากไปก่อนจะหันกลับมามองมู่เหยา

“นึกว่าจะได้เห็นมู่จวิ้นจู่ที่ลานฝึกเสียอีก คาดไม่ถึงว่าท่านจะไปที่เรือนหลังแทน”

คำพูดของอวิ๋นจี้เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้บรรยากาศในที่นั้นเปลี่ยนไปทันที

คำพูดนี้ฟังดูราวกับว่าอวิ๋นจี้ตั้งใจมาที่จวนแม่ทัพเพื่อมาหานาง

“ไท่จื่อกล่าวล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ชำนาญวรยุทธ์จะมาที่ลานฝึกได้อย่างไรกัน”

น้ำเสียงของมู่เหยาห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด นางขยับตัวเข้าไปใกล้ฮูหยินใหญ่เจียงมากขึ้น

ดูเหมือนกำลังหาที่พึ่งพิง แต่แท้จริงแล้วมันคือการเว้นระยะห่างกับอวิ๋นจี้

“ที่แท้เป็นข้าก็คิดผิดเอง แต่ลูกหลานทางบ้านมารดาของมู่จวิ้นจู่แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงกับทำให้ท่าแม่ทัพอยากจะรับศิษย์ผู้หญิงด้วยซ้ำ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง