เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 39

คำพูดไร้เดียงสาของเด็กสาวตัวน้อยทำให้มู่เหยาตั้งรับไม่ทันชั่วขณะ

คิดไปคิดมา ก็ยังไม่บอกเด็กสาวคนนี้ดีกว่า

ทั้งสองเปลี่ยนเส้นทางไปยังห้องหนังสือ มู่เหยาดูตัวอักษรที่เจียงเจาฝึกเขียนเป็นประจำ จึงเข้าใจว่าทำไมฮูหยินใหญ่เจียงถึงได้ปวดหัวขนาดนี้

ใกล้ค่ำ มู่เหยาจึงถูกฮูหยินใหญ่เจียงผู้กระปรี้กระเปร่ามาส่งที่หน้าประตู

“เครื่องหอมของคุณหนูมู่ดีเยี่ยมจริงๆ หากวันหน้าใช้หมดแล้ว อย่ารังเกียจถ้าข้าจะไปขอที่บ้านเจ้านะ”

มู่เหยาย่อมไม่รังเกียจอยู่เเล้ว การผูกมิตรกับตระกูลเจียงก็ถือเป็นหลักประกันอีกขั้นหนึ่ง

“หากฮูหยินใช้หมดเเล้ว ส่งคนมาที่จวนมู่ได้ตลอดเวลาเลย”

คำพูดนี้ทำให้ฮูหยินใหญ่เจียงมีความสุขมาก หากไม่ใช่เพราะนางพยายามระงับอารมณ์ เกรงว่าเสียงหัวเราะของนางจะได้ยินไปไกลถึงสองถนน

เหตุการณ์ที่หน้าจวนเเม่ทัพเจิ้นกั๋วนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปเล่าลือถึงจวนผิงหยางโหว

“เพล้ง!”

ถ้วยชาเเตกกระจาย น้ำสาดกระเซ็น

แม่นมฟางรีบส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่รอบข้าง จากนั้นก็หันมาปลอบใจว่า “ฮูหยินจะโมโหไปไย ก็เเค่ทำให้ดูดีเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

“ทำไมข้าจะไม่โกรธ!” อกของจังซื่อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เตะเข้าที่บ่าวรับใช้ที่เข้ามาเก็บเศษกระเบื้องเเตกอย่างไม่พอใจ

บ่าวรับใช้ไม่กล้าปริปาก ได้เเต่รีบเก็บของเเล้วถอยออกไป

“เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านโหวถูกมู่เหยานังสารเลวทำให้เดือดร้อน ถูกนายพลและขุนนางบุ๋นถวายฏีกาอย่างรุนแรงในท้องพระโรง จึงให้ข้าไปเยี่ยมเยียนบ้านของคนพวกนั้น”

“จวนแม่ทัพเจิ้นกั๋วนั่นช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน ฮูหยินใหญ่เจียงถึงกับพูดจาเสียดสีข้าว่าสอนลูกไม่ดี สมควรเเล้วที่ถูกขุนนางรุมประณาม พูดจาให้ข้าอับอายมาก เเต่ข้าก็ได้เเต่ยิ้มรับ”

“เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วัน ก็สนิทสนมกับมู่เหยาถึงเพียงนี้ นี่มันก็เท่ากับตบหน้าจวนผิงหยางโหวชัดๆ!”

พอคิดได้ว่าตอนนี้ทั่วเมืองหลวงต่างก็พูดกันว่าลูกชายของนางเเพ้ให้กับเด็กสาวกำพร้า จังซื่อย่อมโกรธเเค้นในใจมากขึ้น

เมื่อเห็นว่าท่านโหวไปที่เรือนหว่านชุนในช่วงนี้ จะไม่ให้นางกระวนกระวายใจได้อย่างไร

“เจ้าไปตามจื้อเอ๋อร์มาให้ข้า ข้าจะบอกเขาดีๆว่า ให้เขาไปปรากฏตัวต่อหน้าท่านโหวบ่อยๆ อย่าให้ประโยชน์ไปตกอยู่กับแม่ลูกสารเลวคู่นั้นที่เรือนหว่านชุน!”

แม่นมฟางรับคำเเล้วจากไป

จังซื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดื่มชาไปสองถ้วยความโกรธถึงจะบรรเทาลงได้เล็กน้อย แต่พอเห็นแม่นมฟางกลับมาคนเดียว ก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที

“จื้อเอ๋อร์ล่ะ!”

แม่นมฟางอึกอัก “คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่อยู่ในห้องหนังสือ กำลังคุยกับอนุหลิ่วอยู่เจ้าค่ะ”

จังซื่อเห็นสีหน้าของเเม่นมฟางแล้ว จะไม่เข้าใจได้อย่างไร

“อนุหลิ่วร่วมหลับนอนตอนกลางวัน ปล่อยให้คุณชายใหญ่เสียเวลาทบทวนตำรา ลากนางออกไปคุกเข่าสองชั่วยาม!”

คำสั่งลงมา สีหน้าของหลิ่วซีอินซีดเผือด

ไม่ทันที่นางจะขอความช่วยเหลือจากลู่จื้อ ก็ถูกแม่นมฟางปิดปากลากออกไป

ลู่จื้อรีบร้อนจะเข้าไปดึงคนไว้ เเต่ถูกจังซื่อตะคอกเสียงดัง “ช่วงนี้พ่อของเจ้าไปที่เรือนหว่านชุนบ่อยขึ้น แม้แต่ไอ้เลวลู่ยวนนั่นยังได้เข้าไปรับใช้ที่ห้องหนังสือบ่อยๆ หากเจ้ายังอยากมีที่ยืนในจวน ก็ลองคิดดูให้ดีว่าควรจะทำอะไร!”

จังซื่อขี้เกียจที่จะพูดกับลูกชายโง่เง่าคนนี้อีกต่อไป จึงทิ้งแม่นมฟางไว้ดูแลที่นี่

เเล้วก็พาคนที่เหลือจากไปอย่างเกรี้ยวกราด

ลู่จื้อมองหลิ่วซีอินที่คุกเข่าอยู่ในลานบ้านด้วยความสงสาร อยากจะเข้าไปดึงนางขึ้นมา

แม่นมฟางก้าวไปข้างหน้าเพื่อขวางเขาไว้ ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“คุณชายใหญ่ คำพูดของฮูหยินท่านควรฟังให้ดี วันนั้นหากไม่ใช่อนุหลิ่วคะยั้นคะยอจะประลองกับคุณหนูมู่ ท่านจะมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร”

คำพูดของเเม่นมฟางทำให้ลู่จื้อหยุดฝีเท้า

เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในวันนั้น สายตาที่มองหลิ่วซีอินที่นั่งอยู่ข้างนอกลานบ้านก็เปลี่ยนไป

“คุณชายใหญ่ ตอนนี้รวมญาติวันไหว้พระจันทร์กำลังจะมาถึง ท่านควรไปมาหาสู่คุณหนูตระกูลมู่ให้มากขึ้น หากคุณหนูตระกูลมู่มาอยู่ข้างกายท่านอีกครั้ง เชื่อว่านายท่านคงจะไม่ผิดหวังในตัวท่าน และตำแหน่งซื่อจื่อก็จะรักษาไว้ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง