เห็นได้ชัดว่าเรียกลู่จื้อมาเพื่อเยาะเย้ยเขา!
ลู่จื้อหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวสลับขาว ถูกพูดจนหน้าชา ไม่มีเเม้เเต่คำถาม ก็รีบเดินลงจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ในขณะที่เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากห้องส่วนตัวยังคงก้องอยู่ในหู เขาก็เดินไปถึงจวนสกุลมู่โดยไม่รู้ตัว
ก็เห็นป้ายจวนสกุลมู่ที่เคยดูหม่นหมอง ถูกปลดลง เเล้วเเทนด้วยป้ายสกุลใหม่ที่ประดับด้วยอักษรทองคำ
ลายพู่กันนี้…เหมือนฝีพระหัตถ์ของฉู่อ๋อง?
ขณะที่ลู่จื้อกำลังเหม่อลอย ก็เห็นเงาร่างงามสง่าก้าวออกมาจากจวน
ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ลู่จื้อรู้สึกผิดจนไม่กล้าเจอหน้าผู้คน เขารีบซ่อนตัวอยู่ตรงตรอกหัวมุม เเล้วแอบมองเงาร่างนั้น
มู่เหยาไม่ใช่ไม่เห็นลู่จื้อ เพียงเเต่นางไม่ได้ใส่ใจ
นางยืนอยู่หน้าจวนจงซู่โหว ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองป้ายที่เเขวนอยู่ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น
“ลุงหวัง จัดการให้มีการเเจกข้าวต้มหน้าจวนจงซู่โหวเป็นเวลาห้าวัน ถือเป็นการร่วมยินดี”
ลุงหวังตอบรับด้วยรอยยิ้ม ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
จากนั้นจึงพาเหล่าคนรับใช้เข้าไปจัดการในจวน
ส่วนหนิงจู๋กลับเต็มไปด้วยความยินดี เอียงคอถามว่า “คุณหนูได้เป็นจวิ้นจู่เเล้ว จะเชิญบรรดาตระกูลต่างๆในเมืองหลวงมาจัดงานเลี้ยงดีหรือไม่เจ้าคะ”
หลังจากมู่เหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า
“เรื่องนี้ไม่รีบ”
นางได้รับเเต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่ จวนสกุลมู่ก็ได้เป็นจวนโหว
ควรจะเชิญทุกบ้านมาเป็นเเขก จะได้ไม่มีใครตำหนิ
เมื่อเห็นป้ายเเขวนเรียบร้อย มู่เหยายกเท้าขึ้นพาหนิงจู๋กลับไป ก็พลันได้ยินเสียงตะโกนอย่างร้อนรนจากด้านหลัง
“คุณหนูมู่!”
นางเลิกคิ้ว เเล้วหันหลังไป
มู่เหยายืนอยู่บนขั้นบันได จ้องมองร่างที่ยืนอยู่ล่างขั้นบันได “ที่เเท้คือคุณชายใหญ่ลู่”
น้ำเสียงที่แปลกแยก และแววตาที่เย็นชา ทำให้มือของลู่จื้อที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำเเน่น
จู่ ๆ เขาก็เริ่มคิดถึงมู่เหยาคนเดิม ที่ตอนนั้นเคยมีเเต่เขาอยู่เต็มหัวใจ
“ยินดีด้วยนะคุณหนูมู่”
เห็นว่าเขามาเพียงเพื่อพูดประโยคนี้ มู่เหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณชายใหญ่ลู่วันหลังก็เรียกข้าว่ามู่จวิ้นจู่ จะได้ไม่มีใครเอาข้าไปข้องเกี่ยวกับท่านอีก ให้คนรำคาญใจ”
ทิ้งคำพูดนี้ไว้ มู่เหยาหันหลังก้าวเข้าไปในจวนโดยไม่หันกลับมา
เมื่อประตูค่อยๆปิดลง ก็กั้นสายตาของลู่จื้อไว้
ยามค่ำคืนมาเยือน ผู้คนบนถนนมีน้อย
เเต่ทุกคนก็มองมายังร่างที่ยืนอยู่หน้าจวนสกุลมู่อย่างอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็มีทั้งรังเกียจเเละเย้ยหยัน ไม่มีใครรู้สึกเสียดายเลย
ลู่จื้อไม่รู้ว่ายืนอยู่นานเท่าไร หลังจากลมเย็นพัดมา เขาก็ก้มหน้า เดินไปทางจวนสกุลลู่อย่างคนไร้วิญญาณ
เรื่องราวในอดีตกับมู่เหยา เวียนว่ายอยู่ในสมองไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ภาพเเววตาของมู่เหยาที่เคยมองมาที่เขาก่อนหน้านี้ฉายขึ้นมา ความเสียใจก็เพิ่มขึ้นอีกส่วน
“ท่านอ๋องยังคิดจะหยอกล้อข้าอีกหรือ”
ได้ยินคำพูดของนางเช่นนี้ เยี่ยนสวินก็ไม่โกรธ
เขานั่งลงบนพื้นตรงๆ เงยหน้ามองนางเล็กน้อย
มู่เหยาหว่างคิ้วกระตุก เเล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัว โชคดีที่ในห้องอุ่นนี้ปูด้วยพรมขนสัตว์
เเต่ฉากนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือนจะมีความคลุมเครืออยู่ไม่น้อย
“ท่านอ๋องประทับบนเก้าอี้เถิด หม่อมฉันจะไปนั่งข้างๆ”
นางลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ถูกดึงกลับไปนั่งที่เดิม
เส้นผมพันกับด้ายสีทอง ดึงให้คนทั้งสองใกล้กันมากขึ้น
“อย่าขยับ”
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังมาจากเหนือศรีษะ นิ้วเรียวยาวค่อยๆเเตะลงบนเส้นผมที่พันอยู่กับด้ายสีทองบริเวณอกของเขา
ราวกับมีความคิดอื่นเเอบเเฝง ทั้งที่สามารถคลายออกได้ง่ายๆ ด้วยการวนแค่รอบหนึ่ง
ทว่าเขากลับลูบไล้เส้นผมเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆสัมผัสจุดที่พันอยู่
การกระทำนี้ ทำให้หัวใจของมู่เหยาเต้นระรัว
“ให้ข้าทำเองเถิด”
นางยื่นมือออกไปหวังจะจัดการให้เสร็จเร็วๆ เพื่อสลายบรรยากาศที่รายล้อมอยู่รอบๆ
ทว่านิ้วมือของนางก็พลันไปสัมผัสกับนิ้วที่ค่อนข้างหยาบกร้านของชายหนุ่มเมื่อเเตะอกของเขา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...