เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 5

บทส่งท้าย 5.5 นักเรียนตัวท็อปกับหนอนหนังสือ

………………..

บทส่งท้าย 5.5 นักเรียนตัวท็อปกับหนอนหนังสือ

“ครั้งก่อน ยัยเด็กเหลียงเลี่ยงนั่นก็ทำซี่โครงจื้อเฉิงหักต่อหน้าฉันเพราะดันไปแซวเธอเข้า” ชายชราเอ่ยหลังจากผ่านไปนาน น้ำเสียงทุ้มต่ำ “แค่นั้นก็เรื่องใหญ่แล้ว เด็กแค่ทะเลาะกันแท้ ๆ ถ้าไม่ได้บาดเจ็บหนักอะไรก็ให้อภัยกันได้”

ชายชราเงียบไปเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้น สายตาเฒ่าชราจ้องมองทุกคน จากนั้นร่างที่โค้งงอและผอมแห้งของเขาก็ยืนตัวตรง เผยเห็นพลังและอิทธิพลที่ไม่อาจอธิบาย

“แต่คราวนี้ทำกันเกินไปแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ ทำเอาแรงกดดันตีหน้าคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้อง

“พ่อ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง” จ้าวผิงปัวพูดเสียงเบา

“ก็ได้ แต่บอกมาว่ามีแผนยังไง” ชายชราเอ่ยเสียงเรียบ

“ยัยเด็กเหลียงเลี่ยงนั่นไม่กลัวอะไรเลย แต่จักรพรรดิรักเธอมาก ดังนั้นเราจะแตะต้องอะไรเธอไม่ได้ แต่เราทำตระกูลมู่ได้” จ้าวผิงปัวเอ่ยเสียงสงบ เห็นได้ชัดว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว

“ว่าต่อเลย” ชายชราพยักหน้า

“ถึงแม้ว่าจื้อเฉิงมันจะไร้ประโยชน์ แต่ก็ถือว่าเป็นคนเก่งในรุ่นเดียวกัน อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจ้าวเรากับตระกูลมู่ก็ดีมาตลอด ให้ดีกว่าคือจื้อเฉิงแต่งงานกับยัยเด็กชิงชิงนั่น” จ้าวผิงปัวคิดก่อนเอ่ย “แต่ดูตอนนี้ตระกูลมู่คงไม่คิดเหมือนกัน”

ชายชราถาม “รู้ได้ยังไง?”

จ้าวผิงปัวเอ่ยเสียงธรรมดา “ไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นหรอกครับ รู้แค่ว่าจื้อเฉิงถูกทำร้ายในตระกูลมู่ก็พอแล้ว ในเมื่อเราเอาเรื่องยัยเด็กนั้นโดยตรงไม่ได้ งั้นตระกูลมู่ก็ต้องเป็นคนก้าวขึ้นมาแก้ปัญหา”

ชายชราพยักหน้า “ไม่เลว แกคิดจะใช้พวกนั้นรับมือกับเด็กนั่นสินะ แต่ถ้าตระกูลมู่ปฏิเสธล่ะ?”

จ้าวผิงปัวเผยนัยน์ตาเย็นชา “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องใช้วิธีรุนแรงบังคับตระกูลมู่!”

ชายชรามุ่นคิ้ว เขาเงียบไปนานก่อนเอ่ยขึ้น “ฉันสนิทกับตาแก่ตระกูลมู่ พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ถ้าเรื่องมันไปถึงจุดที่เราต้องใช้กำลังจริง ๆ แบบนั้นก็ไว้หน้าตาแก่มู่สักหน่อย อย่าให้เขาลำบากมากนักก็แล้วกัน”

จ้าวผิงปัวพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงครับพ่อ ผมรู้ขีดจำกัดดี”

“ออกไปได้แล้ว ฉันหวังว่าจะได้มีปีใหม่ดี ๆ ไม่มีปัญหาอะไรอีกนะ….” ชายชราลุกขึ้นแล้วใช้ไม้ค้ำร่างตัวเองเดินออกไป

ปีใหม่กำลังจะมาถึง ชนชั้นแรงงานเริ่มกลับบ้าน ถนนที่เคยวุ่นวายในเมืองหลวงกลับเงียบสงัด

หลังจากออกมาจากตรอกแปดทิศแล้ว เฉินหลานกับมู่ชิงก็เดินผ่านถนนอันว่างเปล่าไปด้วยกัน เห็นเงาแมวจรเดินแวบผ่านมาก็หลายครั้ง

เสียงพลุเหมือนดอกไม้ไฟดังขึ้น รอยประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างงดงาม แสงจากตึกสูงมากมายส่องไฟนีออนออกมา เหมือนภาพฝันที่ทำให้มองไปถึงภาพอนาคตได้

ทว่ามู่ชิงเองก็รู้ดีว่าเมืองหลวงที่สวยงามเช่นนี้ยังมีกฎอันเข้มงวดและโหดร้ายในการเอาชีวิตรอดอยู่

คนนอกมีความฝันที่แตกต่างกันมากมายยามเดินทางจากทั่วทุกแห่งและเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวง หมายอยากสร้างชื่อให้ตนเอง อยากร่ำรวย อยากสร้างอาณาจักรเป็นของตนเอง แต่ความฝันส่วนมากกลับถูกทำลาย คนจำนวนมากจึงต้องจากไปด้วยความเสียใจ

และนั่นคือโลกแห่งความเป็นจริง งานหนักทั้งหลายและใจสู้เพื่อประสบความสำเร็จไม่ต่างไปจากฟองสบู่เมื่อต้องเจอกับชนชั้นทางสังคม ระบบอันเข้มงวด และลำดับการปกครอง

ท่ามกลางหนุ่มสาวที่ต่อสู้เพื่อความฝัน มีเพียงไม่กี่หยิบมือที่โชคดีประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ล้วนต้องหันหน้าจากไปกันทั้งนั้น

อำนาจ เงินทอง หญิงสาว ฐานะ…. เมืองหลวงมีทุกสิ่งอย่าง แต่ทุกอย่างก็ถูกแบ่งเช่นกัน เหลือไว้เพียงเศษเล็กน้อยให้กับชนชั้นล่างเท่านั้น

ในเมืองหลวงยังมี ‘แม่น้ำเอื้อมฟ้า’ อยู่ หมายถึงบันไดขึ้นสู่ความสำเร็จ หนุ่มสาวมากมายเดินทางไปที่นั่นเพื่อขอพรให้ฝันเป็นจริง ทั้งยังดึงดูดคนเด่นคนดังอำนาจสูงมาได้ด้วย

แต่มีใครรู้บ้างไหมว่าความทะเยอทะยานและหัวใจจำนวนเท่าไรที่ถูกฝังอยู่ใต้แม่น้ำอันโด่งดังนั้น?

มู่ชิงเหลือบมองเฉินหลาน ถอนหายใจแล้วก็ส่ายหน้า เธอรู้ดีว่าพ่อแม่เธอไม่ยอมรับเฉินหลาน

นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาไม่เหมาะสมกัน ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือพื้นเพ ทั้งสองก็ต่างกันมากเกินไป เห็นได้ชัดว่าพ่อกับแม่อยู่ในจุดสูงสุด และไม่อาจยอมรับเฉินหลานที่อยู่ในจุดต่ำสุดได้

ระดับขนาดนี้ก็เป็นเหมือนปราการที่มีอยู่ในทั่วทุกมุมสังคม ไม่มีใครสามารถทำร้ายมันลงได้

ทว่ามู่ชิงก็อยากใช้ชีวิตกับเฉินหลานอยู่เหมือนเดิม

ถึงแม้ความจริงจะเป็นแบบนั้น แต่ชีวิตมันต้องไม่ยอมจำนนต่อเรื่องแบบนั้นนี่นา?

“เรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ ฉัน….” มู่ชิงคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

แต่เธอพูดไปได้แค่ครึ่งเดียว เฉินหลานก็ขัดขึ้นมาก่อน “ไม่ใช่ความผิดเธอหรอก พ่อแม่ของเธอต่างหากที่จะต้องเสียใจที่ปล่อยให้เธอมากับฉัน”

มู่ชิงกัดริมฝีปาก ผมหนานุ่มปลิวไปตามแรงลม ใบหน้างดงามแฝงแววเศร้า แต่ไม่นานมันก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น “จะอยู่บ้านไปทำไมในเมื่อพวกเขาตัดสินใจแบบนั้นแล้ว พอ… ข้าวสารเปลี่ยนเป็นข้าวสุก เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องตกลงเอง”

เธอตั้งใจจะทำแบบนั้นก่อนกลับไปหาพ่อกับแม่!

มู่ชิงเป็นนักเรียนตัวท็อปของสถาบันหลวง แถมยังเป็นยอดคนงามที่มีทั้งพรสวรรค์และความรู้ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง นิสัย หรือเรื่องหน้าตาก็ล้วนแต่โดดเด่น เหมือนกับเป็นนางฟ้าเลยด้วยซ้ำ

แต่สาวงามอย่างเธอกลับหนีออกจากบ้านมากับเจ้าหนอนหนังสือ ถึงขนาดคิด ‘เปลี่ยนข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก’ เพื่อบีบให้พ่อแม่ยอมรับความสัมพันธ์ของเธอกับหนอนหนังสือด้วยซ้ำ…. การตัดสินใจยอมสละเช่นนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ!

ถ้าคนทั้งสถาบันรู้เรื่องนี้ คงทำให้เลือดในกายนักเรียนชายทั้งหลายเดือดพล่านเป็นแน่

เฉินหลานก็รู้ดี เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “ถ้าเป็นไปได้ เธอก็กลับบ้านมาฉลองวันก่อนปีใหม่กับฉันก็แล้วกัน”

มู่ชิงชะงักไป จากนั้นก็เบิกตากว้าง เธอหยุดยืนจ้องเฉินหลานอยู่นาน จ้องจนเขารู้สึกไม่สบายใจ ก่อนที่มุมปากจะปรากฏรอยยิ้ม

มันเป็นรอยยิ้มที่แผ่ไปทั่วใบหน้างาม ทั้งตาทั้งคิ้วทั้งปาก…. ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข

จากนั้นเธอก็ร้องเย้ขึ้นมา สองมือป้องปากแล้วตะโกนขึ้นฟ้า “พระเจ้าขา ท่านได้ยินไหม? ในที่สุดเจ้าหนอนหนังสือก็รู้เรื่องกับเขาบ้างแล้ว! หนูดีใจมาก ๆ เลยค่ะ!!!!”

หญิงสาวสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำและกางเกงยีนทรงสกินนี่ ดูสวยสดงดงามมาก แต่ตอนนี้กลับเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังยิ้มกว้างแล้วตะโกนขึ้นฟ้ากลางดึก เสียงลอยไปตามสายลมเย็น แต่อากาศกลับไม่ได้เย็นยะเยือกอีกแล้ว เหมือนจะเจือแววอบอุ่นอยู่ด้วย

เฉินหลานดูเธอเงียบ ๆ ระหว่างที่มองก็เห็นทั่วใบหน้ามู่ชิงระบายไปด้วยความสุข เขาถอดแว่นตาขอบดำออกแล้ว ใบหน้าสุขุมนุ่มลึกก็เผยแววยิ้มที่หาได้ยาก จากนั้นก็เดินเข้าไปหามู่ชิง

เขายืนอยู่ข้างมู่ชิง แหงนมองฟ้ามองพลุงามตาพลุระเบิดอยู่ทั่วฟ้าไปด้วยกัน

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]