บทที่ 1019 กองทัพเข้าประชิดเมือง
สวีโม่มาถึง ฉินเฟิงย่อมดีใจ เขาตัดสินใจแล้ว หากสถานการณ์เป่ยตี๋มั่นคง เขาจะต้องดื่มกับพี่น้องให้เมามาย ไม่เมาไม่กลับ
แต่ตอนนี้จะต้องไม่ปล่อยตัวตามอารมณ์ ยิ่งใกล้จุดหมายยิ่งต้องรักษาสติ ไม่ให้ความยินดีทำให้ฟุ้งซ่าน
ฉินเฟิงพาสวีโม่เข้าเมืองด้วยตนเอง ส่วนกองทัพรบไกลเนื่องจากมีคนจำนวนมากจึงไม่สามารถเข้าเมือง ได้แต่ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง
พอสวีโม่เดินเข้าเมือง หนิงหู่ก็เข้ามากอดเขา
หนิงหู่ตื่นเต้นไม่ต่างกับฉินเฟิง “ฮ่า ๆๆ พี่สวีเจ้ามาแล้ว ข้ายังคิดว่าพวกเจ้าติดอยู่เอ้อโจว ถูกเฉินซือกวาดล้างแล้ว”
เผชิญกับการล้อเลียนของหนิงหู่ เพราะสวีโม่ไม่คิดเล้กคิดน้อย เทียบกับคนอื่น สวีโม่กับหนิงหู่เป็นสองคนแรกที่ติดตามฉินเฟิง สนิทสนมกันราวพี่น้องแท้ ๆ
สวีโม่ไม่ยอมแพ้โต้กลับด้วยการชกหมัดใส่อกของหนิงหู่แล้วหัวเราะอย่างองอาจ “โหวน้อย เจ้ากับโหวฉินติดอยู่ในเมืองเล็ก ๆ นานนัก แต่ยังคงมีกำลังวังชา พลังเช่นนี้ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ”
“รอปราบเป่ยตี๋สำเร็จ พวกเราพี่น้องต้องนั่งคุยกันยาวแล้ว”
หนิงหู่พยักหน้าราวตำข้าวสาลี “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ฮ่า ๆๆ”
ฉินเฟิงเร่งเร้าสวีโม่ให้มุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการอำเภอ ขณะเดียวกัน ข่าวที่กองทัพรบไกลเป่ยซีถึงฉางสุ่ยแล้วก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ชาวเมืองในเมืองฉางสุ่ยรุ้ว่ากองกำลังสนับสนุนของฉินเฟิงมาถึงแล้วย่อมยินดีปรีดา
พวกเขาหวังให้ฉินเฟิงชนะมากกว่าใคร เพราะพวกเขาที่เป็นคนของเป่ยตี๋ ยอมจำนนต่อฉินเฟิง หากฉินเฟิงพ่ายแพ้นั่นหมายถึงหายนะสำหรับพวกเขา
ยามรุ่งโรจน์ร่วมรุ่งเรือง ยามตกต่ำร่วมร่วงโรย
แต่เนื่องจากกองทัพยังไม่ได้เข้าเมือง ชาวเมืองฉางสุ่ยจึงไม่อาจเห็นความยิ่งใหญ่ของกองทัพรบไกลเป่ยซี ได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา
“ฮ่า ๆๆ น้องชายข้าทำงานกองพลาธิการเคยขึ้นไปบนกำแพงเมืองตอนขนไม้ แล้วก็ได้เห็นกองทัพรบไกลเป่ยซีแล้ว พวกเจ้าไม่รู้หรอก น้องชายของข้าบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นกองทัพยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน”
“เหล่าทหารที่มาจากอำเภอเป่ยซีต่างก็แกร่งกล้าราวกับเทพสงครามสวรรค์”
“เมื่อโหวฉินมีกองทัพยิ่งใหญ่เก่งกาจจ แล้วะพ่ายแพ้ได้อย่างไร”
“ตอนพวกเราวางใจได้แล้ว พวกเราสามารถเกาะขาใหญ่ของโหวฉินได้ วันข้างหน้าย่อมมีเรื่องดีมาถึงในไม่ช้า”
ท่าทางยินดีปรีดาของชายวัยกลางคน ทำให้ดวงตาของชาวบ้านที่มุงอยู่รอบข้างเต็มไปด้วยความริษยา
หลายคนถอนหาย ได้แต่คิดว่าตนเองช่างไร้โชควาสนา ไม่อาจได้เห็นกองทัพรบไกลเป่ยซีด้วยตาตนเอง
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อฉินเฟิงรวมตัวกับกองทัพใหญ่แล้วก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เมื่อเป่ยตี๋ถูกตีแตก ชาวเมืองก็จะได้นอนหลับอย่างสบายใจ
เนื่องจากกองทัพรบไกลของเป่ยตี๋มีขนาดใหญ่ และตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ข่าวสารก็ไปถึงหูของบรรดาแม่ทัพในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ถายในเมืองหลวง รองแม่ทัพเฉินหล่างได้รับข่าวก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง กระโดดยืนขึ้น
เมื่อตระหนักถึงสภาพของกองทัพเป่ยซีที่แข็งกล้ายิ่งกว่าที่เคยได้ยินมา เฉินหล่างไม่ลังเลอีก ออกคำสั่งให้ส่งทหารใกล้ชิดไปยังเมืองฉางสุ่ย ติดต่อกับฉินเฟิงและยอมจำนนต่อฉินเฟิง
แม้เขาคนเดียวจะไม่อาจตัดสินทิศทางของกองทัพทั้งหมด แต่อย่างน้อยหน่วยของเขาก็ตัดสินใจเข้าข้างฉินเฟิงแล้ว
ภายใต้การชี้นำของเฉินหล่าง คัวแทนใต้บังคับบัญชารีบเดินทางไปยังฉางสุ่ยโดยไม่หยุดพัก
แทบจะทันทีที่คนของเฉินหลางออกจากค่าย ผู้บัญชาการสูงสุดก็ได้รับข่าวว่าเฉิ่นหลางทรยศต่อฮ่องเต้เป่ยตี๋ คิดเข้าร่วมกับฉินเฟิงแล้ว ทว่าผู้บัญชาการสูงสุดกลับมิได้สั่งการให้มีการปราบปรามเฉินหล่าง กลับจมอยู่ในห้วงคิด
ในฐานะกองทัพสุดท้ายของเมืองหลวงทางที่เขาเลือกไม่เพียงแต่จะตัดสินความเป็นตายของเมืองหลวง แต่ยังตัดสินชะตากรรมของกองทัพใหญ่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขาด้วย
เขาจะยังคงสนับสนุนฮ่องเต้เป่ยตี๋ ป้องกันเมืองหลวง เปิดสงครามอันน่าสยดสยองกับกองทัพฉินเฟิง หรือจะเป็นผู้มีวิจารณญาณ
แม้แต่ผู้บัญชาการสูงสุดก็ยังตัดสินใจไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่เขาไม่ได้ลงมือกับเฉินหลางทันที
ผู้บัญชาการสูงสุดทราบดีถึงท่าทีของฮ่องเต้เป่ยตี๋
ตอนนี้ฮ่องเต้เป่ยตี๋รวบรวมทหารรักษาพระองค์ป้องกันพระราชวัง ด้วยความแข็งแกร่งของพระราชวัง เขาจะสามารถต้านทานได้ระยะหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงการต่อสู้ของสัตว์ที่ถูกล้อม
ทว่าคนในพระราชวังมีมาก ทรัพยากรที่สะสมไว้มีจำกัด หากนับวันก็คงทนได้แค่สองเดือน
กองทัพของฉินเฟิงเพียงทลายเมืองชั้นนอกได้ และเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ต้องโจมตีพระราชวัง แค่ตั้งมั่นอยู่รอบ ๆ ก็สามารถทำให้ฮ่องเต้เป่ยตี๋ตกอยู่ในสภาวะถูกล้อมได้
แน่นอนผู้บัญชาการสูงสุดก็อาจนำทัพเข้าซ่อนตัวในพระราชวัง ต่อสู้อย่างดื้อดึง แต่การกระทำเช่นนั้นมีความหมายใดเล่า?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ