เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 1149

บทที่ 1149 ข่มขู่ฉินอ๋อง

ฉินเฟิงไม่เคยคิดมาก่อนว่า ในเขตพื้นที่เมืองหลวงนี้ จะมีคนกล้ามาขู่กรรโชกตน

ไม่เพียงแค่ฉินเฟิงไม่โกรธเท่านั้น แม้แต่จ้าวอวี้หลงและฉินเสี่ยวฝูก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยกับคำพูดของเถ้าแก่หวัง

เมื่อเห็นฉินเฟิงไม่พูดจา เถ้าแก่หวังยิ่งเหิมเกริม

“ดูจากการแต่งกายของเจ้า ก็ไม่เหมือนคนจากตระกูลเล็ก ๆ ทำไมถึงได้ไม่รู้จักมองการณ์ไกลเช่นนี้”

“ยุคสมัยนี้ อยากจะช่วยเหลือใคร ก็ต้องชั่งน้ำหนักตัวเองให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้ต้องย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”

เถ้าแก่หวังไม่ได้สนใจชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อคนที่แม้แต่เงินห้าร้อยตำลึงก็ไม่มี จะมีภูมิหลังอะไรได้

เถ้าแก่หวังไม่สนใจฉินเฟิงอีกต่อไป หันไปมองพี่น้องตรงหน้า สายตาเผยแววโหดร้าย

“เจ้าเดรัจฉานน้อยกล้ามาขโมยของข้า ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจก็แล้วไป ยังกล้าลงมือทำร้ายอีก ช่างกล้าหาญเหลือเกิน”

“จับมันไปฆ่าซะ!”

“ขอทานเน่าสองคน ตายก็ตายไป ข้าจะจัดการทั้งฆ่าและฝัง!”

เมื่อเถ้าแก่หวังสั่งการเช่นนี้ ลูกน้องย่อมไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย

เพราะในยุคนี้ การตายหนึ่งหรือสองคนเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

ชายร่างกำยำที่เป็นหัวหน้ายกเท้าขึ้นเหยียบลงบนศีรษะของเด็กชาย

หากถูกเหยียบเช่นนี้ต้องตายแน่นอน!

ในจังหวะคับขันนั้น เด็กชายที่กำลังจะหมดสติถูกจ้าวอวี้หลงคว้าข้อเท้าลากออกมาทันที

เท้าใหญ่ของชายร่างกำยำเหยียบลงตรงตำแหน่งที่ศีรษะของเด็กชายเคยอยู่อย่างหนัก เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เด็กชายคงต้องสิ้นใจตายคาที่

ในเวลาเดียวกัน ฉินเสี่ยวฝูก็ดึงเด็กหญิงที่ตื่นตกใจมาอยู่ข้างกาย

เถ้าแก่หวังที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็หยุดฝีเท้าทันที

เขาหันมามองฉินเฟิงด้วยสายตาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นดุร้าย

“เจ้านี่มันไม่รู้จักความตายจริง ๆ!”

“หากไม่ใช่เพราะข้าใจดี ก็คงสั่งให้คนซ้อมเจ้าจนฟันร่วงไปแล้ว”

“เมื่อเจ้าไม่รู้จักหน้าชื่นตาบาน ก็อย่าโทษว่าข้าไม่สุภาพ จับมัน!”

เมื่อได้ยินคำสั่ง บรรดาลูกน้องข้างเถ้าแก่หวังก็พุ่งเข้าใส่ฉินเฟิงพร้อมกัน

ผลลัพธ์เป็นดังที่คาด ฉินเฟิงแม้แต่จะขยับเท้าก็ไม่ขยับ ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

ส่วนจ้าวอวี้หลงและฉินเสี่ยวฝูก็รีบเข้าไปยืนคุ้มกันฉินเฟิงทันที ต่อสู้กับพวกบ่าวรับใช้ของจวนหวัง

จากการดูฝีมือของบ่าวในจวนหวัง แม้จะไม่ใช่ยอดฝีมือ แต่ก็เป็นนักสู้ที่เก่งกาจ ลงมือโจมตีอย่างแยบยล พุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของจ้าวอวี้หลง

ส่วนจ้าวอวี้หลงที่มาจากตระกูลทหาร ในฐานะแม่ทัพกองทหารม้าทมิฬย่อมมีวรยุทธ์ที่เหนือชั้น

เมื่อเผชิญหน้ากับการรุมโจมตีของชายฉกรรจ์ทั้งสี่ เขารุกถอยอย่างมีจังหวะ ดูสบาย ๆ ไม่ลำบาก และเมื่อจังหวะมาถึง ก็ซัดหมัดใส่จมูกของฝ่ายตรงข้ามทันที

ในชั่วพริบตา เลือดก็กระเซ็น! ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนดังก้องริมทะเลสาบ

น่าเสียดายที่เสียงร้องโหยหวนนั้นไม่ได้ดังนานนัก

ขณะที่ชายร่างกำยำกำลังกุมจมูกร้องครวญคราง จ้าวอวี้หลงก็ซัดหมัดใส่เขาอีกสองหมัด แยกต่อยเข้าที่หน้าอกและขมับ

ก่อนที่ชายร่างกำยำจะล้มลง จ้าวอวี้หลงก็ยกขาขวาขึ้น เข่าพุ่งชนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างจัง

ตุบ!

พร้อมเสียงดังทุ้ม ชายร่างกำยำก็ล้มหงายหลังลงกับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนอีก

บรรดาบ่าวจวนหวังที่เมื่อครู่ยังดุดันน่าเกรงขาม เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ก็ต่างตกตะลึง

พวกเขามองดูจ้าวอวี้หลงที่ใบหน้าไร้อารมณ์และลงมือโหดเหี้ยม ได้แต่กลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัว ไร้ซึ่งไฟสู้แม้แต่น้อย

ในเวลาเดียวกัน บ่าวในจวนรีบเข้าไปตรวจสอบสภาพของชายร่างกำยำ

เมื่อนิ้วมือแตะที่จมูกของชายร่างกำยำ สีหน้าของเขาก็ซีดขาวในทันที

“นายท่านขอรับ เขาตายแล้ว…”

“เมื่อครู่เจ้าคิดจะเอาชีวิตพี่น้องคู่นี้ หากไม่ได้พบข้า พวกเขาก็ตายไปแล้ว”

“แม้ข้าจะสังหารคนของเจ้าไปหนึ่งคน แต่ตอนนี้เจ้าก็ยังติดค้างชีวิตข้าอยู่”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถ้าแก่หวังถึงกับชะงักไป

ก่อนที่เขาจะมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่เมืองหลวงเขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่นมาก่อน และคิดว่าตนเองเคยเผชิญเหตุการณ์ใหญ่ ๆ มามากมาย รวมถึงเคยพบขุนนางมาแล้ว

ด้วยพื้นเพอันแข็งแกร่ง พอมาถึงเมืองหลวงก็สามารถสร้างความสัมพันธ์กับขึนนางแห่งกรมอาญาได้ทันที

ด้วยเงินทองและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในมือ แม้จะอยู่ในเมืองหลวงก็สามารถเชิดหน้าชูตาได้

แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะโชคร้ายถึงเพียงนี้

เริ่มจากเจอโจรสองคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ ตอนนี้ก็มาเจอคนหัวแข็งอีก นี่มันคือเมืองหลวงแห่งต้าเหลียงกระนั้นหรือ?

แม้เถ้าแก่หวังจะรู้ว่าคนตรงหน้านี้คงมีที่มาไม่ธรรมดา

แต่เมื่อคำนึงถึงความสัมพันธ์ของตนกับขุนนางแห่งกรมอาญา อีกทั้งเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ จำเป็นต้องสร้างชื่อเสียง เพื่อให้วันหน้าสามารถยืนหยัดในเมืองหลวงได้ง่ายขึ้น

คิดได้ดังนั้น เถ้าแก่หวังจึงไม่ลังเลอีกต่อไป

“กล้าขู่ข้าหรือ? ไอ้หนู วันนี้ข้าจะเอาเลือดหัวเจ้า!”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีความสัมพันธ์กับขุนนางแห่งกรมอาญา?”

ในขณะที่เถ้าแก่หวังกำลังตะโกนโวยวายนั้น ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงที่ได้ยินเสียงความวุ่นวาย ก็พากันวิ่งมาดูเหตุการณ์กันแล้ว

แรกเริ่มคิดว่าเป็นแค่คนว่าง ๆ มาก่อกวน แต่พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แทบจะตกใจตาย

“ข้าคงไม่ได้ตาฝาดไปกระมังคนผู้นั้นคือ ฉินอ๋อง?”

“เป็นฉินอ๋องจริง ๆ ด้วย! แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือผู้ใด? กล้าเหลือเกินที่กล้าไปยั่วโมโหฉินอ๋อง”

“พูดเบา ๆ หน่อย ยืนดูอยู่ก็พอ ถึงฟ้าจะถล่มลงมาก็คงไม่ทับพวกเราหรอก”

“นั่นไม่ใช่ฉินอ๋องหรือ?”

“เพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน ก็ไปสร้างความไม่พอใจให้ฉินอ๋องเสียแล้ว!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ