บทที่ 1150 คุกเข่าขอขมาข้า
ชาวบ้านที่มาร่วมดูเหตุการณ์มีหลายคนที่จำหวังเชินได้
คนผู้นี้อาศัยความมั่งมีและอิทธิพล เพิ่งมาถึงเมืองหลวงก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนมากมาย ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านแย่มาก
ทุกคนรู้ดีว่าหวังเชินกำลังมุ่งหน้าสู่นรก แต่ไม่มีใครเตือนเขาสักคน
พวกเขาเพียงแค่ยืนมองเฉย ๆ ไม่ได้ซ้ำเติม นั่นก็ถือว่ามีน้ำใจมากพอแล้ว
เมื่อเห็นผู้คนริมทะเลสาบมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉินเฟิงจึงพยายามข่มความรู้สึกอยากฆ่าเอาไว้
หนึ่งคือไม่อยากให้เลือดมาเปื้อนเมืองหลวง สองคือกลัวว่าการเห็นเลือดจะรบกวนความสุขของหลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่ง
เขาอดทนมองหวังเชินด้วยสายตาเย็นชา
“อย่างนั้นหรือ เจ้าคงไม่ใช่ญาติของขุนนางกรมอาญาหรอกนะ?”
แต่เดิมหวังเชินรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง เพราะคนตรงหน้านี้มีบารมีที่แข็งแกร่งเหลือเกิน
อีกทั้งข้างกายเขายังมีจ้าวอวี้หลงที่ใบหน้าไร้อารมณ์ราวกับเทพแห่งความตาย และฉินเสี่ยวฝูที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าแต่ดูลึกล้ำหยั่งไม่ถึง
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ไกลออกไปข้างรถม้าหลายคัน ยังมีสตรีและบ่าวไพร่อีกไม่น้อย
ทั้งบารมีและขบวนแบบนี้ ต้องเป็นตระกูลใหญ่อย่างแน่นอน!
หวังเชินแต่เดิมไม่อยากมาถึงเมืองหลวงก็ต้องมาก่อเรื่องกับตระกูลใหญ่ แต่เมื่อวันนี้เจอเข้าแล้ว ก็อย่าได้โทษข้าเลย
เมื่ออีกฝ่ายถามถึงขุนนางกรมอาญาขึ้นมาเอง ก็แสดงว่าในใจคงมีความหวาดกลัวอยู่
หวังเชินถอนหายใจเบา ๆ ตนเองได้ยืนอยู่ในจุดที่ไม่มีทางแพ้แล้ว เรื่องวันนี้ ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดก็คือการที่ขุนนางกรมอาญาเป็นคนไกล่เกลี่ย แล้วทั้งสองฝ่ายก็จับมือปรองดองกัน
หวังเชินไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป พูดอย่างไม่เกรงกลัวว่า “ฮ่า ๆ ญาติหรือ? ความสัมพันธ์ของพวกข้าลึกซึ้งยิ่งกว่าญาติเสียอีก!”
พูดถึงความสัมพันธ์ หวังเชินกับขุนนางกรมอาญาก็เป็นญาติห่าง ๆ จริง ๆ มิเช่นนั้นคงไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ได้ราบรื่นเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกปีเขาต้องเตรียมของกำนัลล้ำค่าให้ขุนนางกรมอาญา
ความสัมพันธ์เช่นนี้ ไม่ใช่ญาติทั่วไปจะเทียบได้
หวังเชินมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ต่อให้เขาทำเรื่องใหญ่โตถึงขั้นทะลุฟ้า ขุนนางกรมอาญาก็จะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือเขา
“ไอ้เด็กเวร ข้ารู้! เจ้าต้องเป็นคนท้องถิ่นเมืองหลวงแน่ ๆ และยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่ด้วย”
“แต่วันนี้เจ้าเจอข้าเข้า นับว่าเป็นโชคร้ายของเจ้าแล้ว”
“ต่อให้มีเงินมากมาย มีชื่อเสียงเลื่องลือ แล้วจะมีประโยชน์อันใด? ใต้หล้านี้ ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดสู้กับคำว่า ‘อำนาจ’ ได้!”
“ขุนนางกรมอาญา เป็นขุนนางขั้นห้าเชียวนะ!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการไปล่วงเกินใต้เท้าผู้นี้ จะมีผลร้ายเช่นไร?”
เมื่อได้ยินคำขู่อันเย่อหยิ่งของหวังเชิน ชาวบ้านที่มุงดูอยู่แทบจะหัวเราะออกมาต่อหน้า
ตอนแรกพวกเขาคิดว่า หวังเชินคงเป็นญาติสนิทของผู้ช่วยเสนาบดีทั้งหก หรือเป็นญาติของท่านอ๋อง ถึงได้มีทุนรองในการวางท่าเช่นนี้
แต่ผลปรากฏว่า
เป็นเพียงแค่ขุนนางขั้นห้าเท่านั้นหรือ?
ผู้คนมองหน้ากันไปมา สายตาเต็มไปด้วยแววเยาะหยัน
พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาเสียที ที่แท้คำกล่าวที่ว่า ‘ล้วงเขี้ยวเสือ’ ก็คือเรื่องเช่นนี้นี่เอง
อย่าว่าแต่ขุนนางขั้นห้าเลย ต่อให้เป็นขุนนางใหญ่ขั้นสอง เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงก็ต้องหดหัวหดหางเช่นกัน
หากไปแตะต้องจุดอ่อนของฉินเฟิงถึงแม้จะเป็นขุนนางขั้นหนึ่งที่ปกครองแคว้น ก็จะถูกเหยียบจนตายให้ดู!
ในเวลาเดียวกัน เหล่าสตรีตระกูลฉิน พร้อมด้วยบ่าวไพร่และสาวใช้ก็เดินเข้ามา
ตอนแรกในใจพวกนางยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงทำให้ฉินเฟิงต้องเสียเวลามากมายเช่นนี้
ผลคือพอเดินเข้ามาใกล้ ก็พอดีได้ยินหวังเชินกำลังขู่ฉินเฟิง
เหล่าสตรีต่างมองหน้ากันไปมา พร้อมส่ายหน้าและยิ้มขื่น
เมื่อหวังเชินเห็นบรรดาสตรีของฉินเฟิงก็ถึงกับตะลึงอีกครั้ง
ไม่ต้องพูดถึงภรรยาและพี่สาวทั้งหลายของฉินเฟิงแค่เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงก็งดงามเหนือกว่าสตรีทั้งปวงแล้ว
แต่ทว่าสาวใช้ทั้งสองนางนี้เคร่งครัดในกฎระเบียบมาตลอด แม้จะได้รับความโปรดปรานมากเพียงใด พวกนางก็ไม่ยอมสวมใส่อาภรณ์อื่นนอกจากชุดสาวใช้
“อย่างที่ว่ากันไว้ ผู้รู้จักกาลเทศะคือคนฉลาด เมื่อรู้จักเกรงกลัวแล้ว ข้าผู้เป็นเถ้าแก่ก็จะไม่ทำให้พวกเจ้าลำบากใจ”
“มีเพียงสองข้อ หากทำได้ ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”
“ข้อแรก คุกเข่าขอขมาข้า”
“ข้อที่สอง…”
พูดถึงตรงนี้ หวังเชินมองไปที่เสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “สาวใช้สองคนนี้ช่างงดงามสดใสเสียจริง!”
หวังเชินโยนเงินห้าร้อยตำลึงที่ฉินเฟิงเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้กลับไปตรงหน้าฉินเฟิง
“ข้าคืนเงินห้าร้อยตำลึงให้เจ้า แล้วยกสาวใช้คนหนึ่งให้ข้าเป็นอย่างไร?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
ทั่วทั้งเมืองหลวง…
ไม่สิ ทั่วทั้งแผ่นดิน ใครบ้างไม่รู้ว่าจุดอ่อนของฉินเฟิงก็คือบรรดาสตรี!
สาวใช้สองคนนั้นไม่ใช่แค่สาวใช้ธรรมดา
พวกนางเป็นสาวใช้คนสนิทของฉินเฟิงคำว่า ‘คนสนิท’ นั้นเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของอนุภรรยาแล้ว
ไม่มีผู้ใดสงสัยเลยว่า อีกไม่นานนัก เสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงจะต้องแต่งงานกับฉินเฟิง
หวังเชินคนนี้ กล้าดีอย่างไรมาเพ่งเล็งสตรีของฉินเฟิง
ทุกคนต่างรู้ดีว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้คงจะคึกคักเป็นพิเศษ แต่คงต้องแลกมาด้วยเลือด
เสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงไม่เพียงไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับส่ายหน้าถอนหายใจ
พวกนางไม่อยากเห็นภาพเช่นนี้ แต่คนผู้นี้กลับดันทุรังอยากตาย
หลิ่วหงเหยียนผู้มีนิสัยอ่อนโยนมาแต่ไหนแต่ไร อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบา ๆ นางมองหวังเชินพลางเตือนด้วยความหวังดี
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใด”
“และไม่ว่าเจ้าจะมีภูมิหลังเช่นไร”
“ขณะที่ยังมีเวลา รีบสั่งให้บ่าวไพร่กลับไปจัดการงานศพเสียเถิด เพื่อมิให้ครอบครัวของเจ้าต้องตั้งตัวไม่ทันในภายหลัง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ