บทที่ 134 กินแล้วตาย
เกาซงนั่งอยู่มุมหนึ่งของหอสุราขยิบตาให้หลี่รุ่ย
แม้ก่อนจะออกจากบ้านหลี่ซวี่จะเตือนหลี่รุ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ช่วงนี้เขาควรทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ ทว่าสถานะของเกาซงยังคงสูงกว่าหลี่รุ่ย ต่อให้เขาจะไม่เต็มใจเลยสักนิด ก็ยังต้องทำหน้าคำสั่งของอีกฝ่าย
บุตรชายเสนาบดีกรมคลังก้าวทีละสองสามก้าวไปที่ประตูหอสุรา และตะโกนถามชาวบ้านสองสามคนที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ “หยุดคร่ำครวญได้แล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
ชายวัยกลางคนทั้งสองยังคงนิ่งเงียบ ตรงกันข้ามผู้หญิงคนนั้น นางร้องคร่ำครวญ ทั้งยังมีน้ำมูกน้ำตา ก่อนจะเอ่ยว่า “หลังจากสามีข้ามากินข้าวที่นี่ พอกลับถึงบ้านก็ร้องปวดท้องทันที ร้ัองอยู่สักพักเขาก็ทนต่อไปไม่ไหว ท่านหมอบอกว่า นี่เพราะเขากินอาหารเป็นพิษเข้าไป บุรุษบ้านข้ายังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ ทั้งยังเป็นเสาหลักของครอบครัว ขอใต้เท้าและนายน้อยทุกท่านโปรดให้คำอธิบายแก่ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ”
ทันทีที่เอ่ยออกมา ที่เกิดเหตุพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไม่หยุด
หลี่รุ่ยแสร้งเข้าใจความเป็นธรรมอย่างสุดซึ้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้ม “แม่นาง เจ้ามาถูกเวลาพอดี เจ้ากรมเมืองอยู่ที่นี่แล้ว เขาจะต้องทวงความยุติธรรมให้เจ้าอย่างแน่นอน”
เมื่อนางได้ยินว่าเจ้ากรมเมืองอยู่ที่นี่ ดวงตาก็สว่างไสวราวกับว่าจับฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้
ฉีเชิ่งเอามือไพล่หลัง ค่อย ๆ เดินออกมาจากมุมห้อง เขาก้าวย่างอย่างไม่รีบร้อนมาตรงหน้าผู้หญิงคนนั้น และเอ่ยอย่างมีอำนาจ “แม่นาง เจ้าบอกว่าคน ๆ นี้ป่วยกะทันหันหลังจากกินอาหารของหอสุราธารหยกเข้าไป เจ้ามีหลักฐานหรือไม่? ท่านหมอที่เจ้าเอ่ยถึงคือผู้ใด? หากเจ้าสารภาพตามตรง พูดตามความจริง ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินดังนั้นนางก็ดีใจมาก แต่แล้วใบหน้าก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า “หญิงสามัญชนอย่างข้าน้อย ไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องการแพทย์ คำวินิจฉัยจากท่านหมอคือหลักฐานเจ้าค่ะ เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นท่านหมอหลี่ว์จากชิงเฉ่าถัง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ท่านหมอหลี่ว์’ ใบหน้าของแขกที่แต่เดิมเพียงสงสัยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก สายตาที่ใช้มองฉินเฟิงราวกับว่ากำลังมองฆาตกรคนหนึ่ง
คำกล่าวหาต่าง ๆ ดังขึ้นไม่หยุดในชั่วพริบตา
“ท่านหมอหลี่ว์เป็นหมอชื่อดังแห่งเมืองหลวง เขาไม่เคยผิดพลาด คน ๆ นี้ต้องถูกวางยาพิษด้วยวัตถุดิบในอาหารของหอสุราธารหยกอย่างแน่นอน!”
“ในเมื่อเป็นคำวินิจฉัยของท่านหมอหลี่ว์ ย่อมไม่มีอะไรต้องสงสัย”
“โชคดีที่เมื่อครู่ข้ากินน้อย ไม่เช่นนั้น คงจะเดินตามรอยเท้าคนผู้นี้ไปเป็นแน่”
เมื่อเห็นแขกรอบตัวบริภาษอย่างขุ่นเคือง ภายในใจฉีเชิ่งก็รู้สึกลำพองใจ เขาหันกลับมา และตะคอกใส่ฉินเฟิงทันที “ฉินเฟิง เจ้าจะแก้ตัวอย่างไร?”
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฉินเฟิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกสักนิด เขาทำเพียงยืนพิงโต๊ะ ท้าวสองมือบนสะโพก และหรี่ตามองราวกับว่ากำลัง ‘ชมการแสดงฉากใหญ่’ ทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่เกาซงกับคนอื่น ๆ มาโดยไม่ได้รับเชิญ ฉินเฟิงก็เดาได้แล้วว่า คนเหล่านี้จะต้องมีเจตนาที่ไม่ดีอย่างแน่นอน แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะเอาชีวิตคนเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อเผชิญกับคำถามของฉีเชิ่ง ฉินเฟิงก็แสยะยิ้ม และหัวเราะ “ใส่ร้าย! ไม่ผิด มันต้องเป็นเรื่องใส่ร้ายแน่ ๆ!”
แขกในห้องโถงชั้นหนึ่งมากกว่าครึ่งเป็นปัญญาชน และปัญญาชนก็มีความเย่อหยิ่งในกระดูก
มีคนตายที่นี่ แต่ฉินเฟิงยังสามารถหัวเราะได้ ปัญญาชนที่ซื่อตรงบางคนตวาดเสียงดังในทันที
“ฉินเฟิง! เจ้าทำเกินไปแล้ว ยังกล้าหัวเราะได้หรือ เจ้าดูหมิ่นชีวิตมนุษย์ได้อย่างไร? เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าแตกต่างจากลูกหลานแห่งเมืองหลวง ดูเหมือนว่าข้าเราจะมองเจ้าผิดไป เจ้ามีความสามารถมากน่ะจริง แต่น่าเสียดายที่ไร้คุณธรรม!”
“ถูกต้อง! ในฐานะบุตรชายของเสนาบดีกรมกลาโหม เจ้าเห็นชีวิตมนุษย์เป็นดั่งต้นหญ้าได้อย่างไร? นี่มีอย่างที่ไหนกัน!”
เมื่อถูกปัญญาชนรุมประนาม ฉินเฟิงก็ผายมือออก แสดงท่าทีว่าตนบริสุทธิ์ เขานั่งอยู่ในบ้านดี ๆ ปัญหาก็ตกลงมาจากฟ้าเอง
ไม่ต้องเอ่ยถึงคนธรรมดา แม้กระทั่งฉีเชิ่งพบกับท่านหมอหลี่ว์ก็ยังเป็นฝ่ายโค้งคำนับก่อน เพื่อแสดงถึงคุณธรรมและบารมีอันสูงส่งของท่านหมอหลี่ว์
“ท่านหมอหลี่ว์ คนผู้นี้ตายเพราะอาหารเป็นพิษจริง ๆ หรือ?” ฉีเชิ่งถามด้วยความเคารพ
ท่านหมอหลี่ว์หรี่ตา และวางท่าสูงส่ง “ทำไม ใต้เท้าฉีสงสัยในทักษะการแพทย์ของข้าหรือ?”
ฉีเชิ่งรีบประจบ “มิกล้า ๆ เพียงแต่เป็นคดีฆาตกรรม เราต้องตรวจสอบยืนยันอย่างระมัดระวังยิ่ง”
เมื่อประจบเรียบร้อยแล้ว พลันฉีเชิ่งก็หันมองฉินเฟิง และตวาดลั่น “ฉินเฟิง! เจ้ายังอยากพูดอะไรอีกก็ว่ามา!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาโกรธเกรี้ยวจากทุกสารทิศ รวมถึงการถามคำถามที่ดุดันของฉีเชิ่ง ฉินเฟิงก็เกาบั้นท้าย และเขาไม่ได้รีบร้อนตอบแต่อย่างใด เพียงแต่หันกลับมา และตะโกนบอกหลินฉวีฉี “พี่หลิน เจ้าไปหาพ่อของข้า แล้วบอกว่าข้าถูกคนรังแก ขอให้เขาพาคนมาที่นี่หน่อย!”
หลินฉวีฉีไม่รู้ว่าฉินเฟิงมีแผนการอะไรอยู่ในใจ แต่เนื่องจากเกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้ย่อมเป็นเรื่องถูกต้องที่จะแจ้งให้ใต้เท้าฉินทราบก่อน เขาจึงสาวเท้าจากไปอย่างไม่ลังเล
ทุกคนไม่คาดคิดว่าฉินเฟิงจะเล่นไม่ซื่อ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเดือดดาล ปัญญาชนในที่เกิดเหตุพากันวิพากษ์วิจารณ์ฉินเฟิงอย่างไม่อดกลั้น
“ไร้ยางอายนัก!”
“ดังคำกล่าวที่ว่า ติดเงินต้องชดใช้เงิน ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ฉินเฟิงเจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ด้วยการสนับสนุนของใต้เท้าฉิน เจ้าจะสามารถปฏิบัติต่อชีวิตมนุษย์เหมือนต้นหญ้าได้?”
“ใต้เท้าฉี ท่านเป็นเจ้ากรมเมืองควรผดุงความยุติธรรม พวกเราทุกคนเป็นพยาน!”
ประโยคนี้คือสิ่งที่ฉีเชิ่งรอคอย เมื่อเห็นท่าทีปฏิเสธที่จะอธิบายของฉินเฟิง ฉีเชิ่งก็ไม่เปลืองวาจาอีกต่อไป เขาตะโกนไปหามือปราบที่ตั้งตารออยู่นอกประตู “มัวยืนนิ่งอะไรกันอยู่ จับกุมฆาตกรฆ่าคนไว้เร็วเข้า!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ