บทที่ 144 ทำตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม
เหล่าทหารล้วนเคยได้ยินพฤติกรรมต่าง ๆ ของฉินเฟิงในเมืองหลวงมาแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงของชายหนุ่มจะมีทั้งดีและร้าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยคือ คนที่ติดตามฉินเฟิงแม้แต่บ่าวรับใช้ตัวเล็ก ๆ ก็สามารถอวบอ้วนขึ้นมาได้
อย่างเช่นฉินเสี่ยวฝูผู้มีรอยยิ้มประจบประแจงอยู่ข้างกายนายน้อยฉิน
เหล่าทหารกำหมัดแน่น ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ พลันตะโกนพูดพร้อมกัน “นายน้อยฉินโปรดวางใจ เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ต่อไปก็เข้าประเด็นหลักได้
ฉินเฟิงเอื้อมมือชี้ออกไปที่ทหารนายหนึ่ง “เจ้า คุกเข่าลง!”
ทหารตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าเขาจะสับสน แต่เขาก็ค่อย ๆ คุกเข่าลง
ฉินเฟิงไม่พอใจ เขาพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ช้าเกินไป! ลุกขึ้น”
นายทหารเรียนรู้จากบทเรียนในครั้งนี้ เขาลุกขึ้นยืนทันทีหลังจากได้ยินคำสั่งของฉินเฟิง
ทุกคนไม่รู้ว่าฉินเฟิงคิดจะทำอะไร ดวงตาของพวกเขาฉายความสับสนออกมาอย่างชัดเจน
ฉินเฟิงไม่ได้อธิบายให้มากความ เพียงแค่ชี้ไปที่นายทหารอีกนาย “นอนลงบนพื้น แล้วกลิ้งไปมา”
ทหารนายนั้นตกตะลึง
ฉินเฟิงถอนหายใจเพราะไม่ได้ดั่งใจ และเอ่ยอย่างฉุนเฉียว “ฉินเสี่ยวฝู กลิ้ง!”
ทันทีที่ฉินเฟิงออกคำสั่ง ฉินเสี่ยวฝูก็นอนลงบนพื้นแล้วกลิ้งไปมาหลายครั้ง
“ยืนขึ้น”
ฉินเสี่ยวฝูกระโดดขึ้นมาราวกับว่าเขาถูกของร้อน
“จับเท้าขวาด้วยมือซ้าย จับหูซ้ายด้วยมือขวา กระโดดอยู่ที่เดิม”
พริบตาถัดมา ฉินเสี่ยวฝูก็กระโดดขึ้นลงอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางประหลาดนั่นตามคำสั่งของฉินเฟิงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“พอแล้ว!”
ฉินเสี่ยวฝูกลับสู่ท่าทางปกติในทันที
ฉากนี้ทำให้ทหารทุกนายรวมถึงสวีโม่ตกตะลึงจนอ้าปากมองตาค้าง
ฉินเฟิงเพิกเฉยต่อปฏิกิริยาของทุกคน แล้วมองไปทางฉินเสี่ยวฝูด้วยสายตาพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง พลางถามว่า “ทำไมข้าจึงสั่งให้เจ้าทำท่าทางบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้”
ฉินเสี่ยวฝูส่ายหัวไปมา ตอบอย่างว่างเปล่า “ข้าน้อยไม่รู้… “
ฉินเฟิงถามอีกครั้ง “แล้วทำไมเจ้าถึงทำตาม?”
ทันใดนั้นดวงตาของฉินเสี่ยวฝูก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ไม่ว่านายน้อยจะบอกให้ข้ากระทำสิ่งใด ข้าก็จะทำ สำหรับเหตุผลนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องสนใจขอรับ”
ให้ตายเถอะ ความตระหนักรู้เช่นนี้ กลับไปข้าจะขึ้นเงินเดือนให้เจ้า!
ฉินเฟิงหันมองทหารที่ดูสับสน “พวกเจ้าเพียงแค่ต้องเชื่อฟัง เชื่อฟัง และเชื่อฟัง! ไม่ว่าเจ้าจะถูกสั่งให้ทำอะไร ขอแค่ทำมันทันที สำหรับเหตุผลนั้น พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจ เชื่อฟังคำสั่งเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานของทหาร หากเจ้าไม่มีคุณสมบัตินี้ก็กลับบ้านไปทำนาซะ!”
ทุกคนมีสติขึ้นมาทันที พลันหน้าแดงอย่างควบคุมไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะรู้อยู่แล้วว่าทหารจำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่ง
แต่การเชื่อฟังที่เต็มไปด้วยความลังเลเช่นนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเชื่อฟังที่รวดเร็วปานสายฟ้าแบบที่ฉินเฟิงต้องการ
บุรุษที่ดูเป็นปัญญาชนผู้นี้ ไยเข้มงวดมากกว่านายกองเสียอีก?
ทุกคนไม่กล้าชักช้ายืดยาดอีกต่อไป พวกเขาเรียกสติเพ่งสมาธิเต็มที่
ฉินเฟิงหันกลับมา และตะโกนใส่สวีโม่ “พี่สวี เจ้ามีเวลาแค่คืนเดียว ต้องทำให้พวกเขารู้ว่าคำสั่งและข้อห้ามคืออะไร! เจ้าต้องทำให้พวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว ทันทีที่ออกคำสั่งพวกเขาจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่ลังเล!”
สวีโม่รู้สึกประหลาดใจ และตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ฉินเฟิงซึ่งเป็นเพียงปัญญาชนกลับรู้เรื่องเกี่ยวกับการทหารมากมาย ส่วนสิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ด้วยความช่วยเหลือของฉินเฟิง พิธีชำระอาภรณ์ในวันพรุ่งนี้เขาจะต้องชนะเป็นแน่
สวีโม่ตบหน้าอกของตนเอง แล้วพูดด้วยเสียงดังลั่น “ไม่ต้องกังวล ข้าจะฝึกพวกเขาให้หนักที่สุด”
สำหรับคนเมืองหลวงที่มีเวลาว่างตลอดทั้งวัน พิธีชำระอาภรณ์ถือเป็นกิจกรรมที่นาน ๆ ทีจะมีสักครั้ง
นอกจากนี้ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยังให้ความสำคัญเรื่องการให้ประชาชนสนุกสนานไปกับพิธีครั้งนี้ ประกอบกับพิธีชำระอาภรณ์เป็นพิธีสาบานตนก่อนออกเดินทัพ เพื่อส่งเสริมเกียรติคุณของราชวงศ์ต้าเหลียง จึงต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนเป็นธรรมดา ดังนั้น พิธีชำระอาภรณ์จึงเป็นหนึ่งในงานของราชสำนักไม่กี่งานที่อนุญาตให้ประชาชนมาร่วมสนุกได้
ภายนอกสนามก็เหมือนกับตลาดหรืองานวัด ทั้งบริเวณคึกคักเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ
โดยเฉพาะบริเวณใกล้โต๊ะทรายที่มีคนมามุงดูมากที่สุด
หลิ่วหงเหยียนครองตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัด และนั่งอยู่พร้อมหน้าร่วมกับคนในตระกูลทั้งหมด ทุกคนมาเพื่อรอให้กำลังใจฉินเฟิง แม้แต่จิ่งเชียนอิ่งผู้เย็นชา และเสิ่นชิงฉือผู้สนใจแต่สุนทรีภาพ ไม่สนใจเรื่องการต่อสู้ฆ่าฟัน พวกนางก็ยังมาด้วย
ฉินเสี่ยวฝูทำท่าทางอวดดี พลางเอ่ยกับบ่าวรับใช้จวนอื่น “พวกเจ้าน่ะไม่ไหวเลย คนรับใช้ก็คือคนรับใช้ จะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร ข้าเป็นคนสนิทของนายน้อย ฮิ ๆๆ เงินเดือนของพวกเจ้าได้เท่าไหร่ ห้าร้อยอีแปะหรือ? หึ หนึ่งตำลึงเงิน ข้าได้ถึงหนึ่งตำลึงเงิน!”
ฉินเสี่ยวฝูชูนิ้วทั้งห้าออกมา ดวงตาอิจฉาริษยาของบ่าวรับใช้จวนอื่นสว่างวาบ พวกเขาต่างก็ขอให้ฉินเสี่ยวฝูฝากฝังงานให้ โดยหวังว่าจะได้เข้าไปทำงานที่ตระกูลฉิน
เสี่ยวเซียงเซียงรออยู่ค่อนข้างไกล ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
หลิ่วหงเหยียนรู้สึกขัดใจเล็กน้อย พลันตะโกนเรียก “แม่นางน้อย เจ้าขยับมาใกล้ ๆ หน่อย ไกลเกินไปเจ้าจะมองเห็นโต๊ะทรายชัดเจนได้อย่างไร เจ้าคือสาวใช้คนสนิทของฉินเฟิง ถ้าข้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี ไอ้เด็กน่าตายคนนั้นคงจะร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกเป็นแน่”
แก้มของเสี่ยวเซียงเซียงเปลี่ยนเป็นสีแดง ขยับเข้าไปข้างกายหลิ่วหงเหยียนอย่างกระมิดกระเมี้ยน เอ่ยพูดอย่างรู้สึกผิด “ที่จริงข้าน้อยมองดูจากไกล ๆ ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
หลิ่วหงเหยียนแย้มยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร ทั้งจวนตระกูลฉิน ใครบ้างไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเสี่ยวเซียงเซียงกับฉินเฟิงเจ้าเด็กตัวเหม็นนั่น? วงในมีข่าวลือว่าเสี่ยวเซียงเซียงถูกวางตัวให้เป็นอนุฉินเฟิงมานานแล้ว
ในตอนนี้เอง พลันมีเสียงกระแนะกระแหนดังขึ้นไม่ไกลนัก
“ฮึ ๆ สาวใช้สามารถยืนคู่กับคุณหนูได้ด้วยหรือ? อย่างไรตระกูลฉินก็ยังคงหยาบกระด้างไร้มารยาทเช่นเคย”
หลิ่วหงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางมองไปตามต้นเสียง และพบว่าในศาลาตรงข้ามมีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ นางมีอายุใกล้เคียงกับหลิ่วหงเหยียน แต่ทำตัวหยิ่งยโสเป็นอย่างมาก
แวดวงสตรีที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงไม่ใหญ่นัก คุณหนูรองจึงจำอีกฝ่ายได้ในทันที สตรีนางนี้คือ เกาอวี้หลาน หลานสาวของมหาเสนาเกา มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเกาซง
นอกจากนี้ยังมีสตรีอีกนางหนึ่งนั่งอยู่ด้วยกัน นั่นก็คือบุตรสาวบุญธรรมของเสนาบดีกรมคลัง หลี่หนิงฮุ่ย…
[1] โต๊ะทราย : ใช้ในการจำลองสภาพภูมิประเทศที่ใช้ทางการทหารสำหรับการเดินทัพ และวางแผนทางยุทธวิธี ส่วนมากจะแสดงรายละเอียดคร่าว ๆ ของ แม่น้ำ ภูเขา เมือง หรือที่ตั้งทัพ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ