เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 159

บทที่ 159 ศึกทายาทมังกร

แม้แต่ฮ่องเต้ก็เอ่ยปากรับสั่งแล้ว ดังนั้นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนขึ้น และจากไปพร้อมกับฉินเฟิงด้วยใบหน้าขุ่นข้อง

ก่อนก้าวออกไป จู่ ๆ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็หยุดฉินเฟิงไว้ และถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “สัญลักษ์ธงของเจ้าสามารถนำไปใช้ในกองทัพขนาดใหญ่ได้หรือไม่?”

ฉินเฟิงหยุดฝีเท้าอย่างรวดเร็ว และตอบอย่างประจบประแจง “หากฝ่าบาททรงโปรดก็นำไปได้พ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ฮ่องเต้ก็แค่นเสียงเบา ๆ และโบกพระหัตถ์ “หากคนไม่รู้คงคิดว่าเจิ้นมักจะเอาเปรียบเจ้าแล้ว ไสหัวไป!”

เมื่อเห็นฉินเฟิงกุลีกุจอวิ่งหนีไป ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ถอนพระปัสสาสะเบา ๆ แล้วตรัสอย่างเหนื่อยอ่อน “เจ้าเด็กคนนี้เห็นลูกรองกับลูกเจ็ดไปหา เขากลัวว่าเจิ้นจะหวาดระแวงเลยใช้ข้ออ้างเรื่องการเคลื่อนย้ายม้านั่ง เพื่อจงใจมาแจ้งให้เจิ้นทราบ ถ้ามอบความฉลาดและความสามารถเหล่านี้ให้กับบุตรชายของเจิ้นได้ คงจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การต่อสู้เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์อีก”

หลี่จ้านรู้ทั้งรู้ว่า การเอ่ยมากยิ่งผิดมาก แต่เมื่อฮ่องเต้ตรัสแล้ว ในฐานะบ่าวเขาก็ต้องต่อบทสนทนา จึงรวบรวมความกล้า กล่าวเสริมขึ้นประโยคหนึ่ง “ตระกูลฉินมีเพียงความภักดีต่อฝ่าบาท และไม่เคยสนใจการแก่งแย่งชิงดีพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็พยักหน้า “ไม่เช่นนั้นเจิ้นจะให้ท้ายเช่นนี้รึ? เอาล่ะ เตรียมด่านยุทธศาสตร์ทางทหาร และเลี่ยงมิให้สามคนนั้นก่อปัญหา”

ด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ในที่สุดฉินเฟิงก็กลับมาที่กำแพงพร้อมกับม้านั่ง และพบว่าองค์ชายรองนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายของเขาแล้ว เขารีบวางม้านั่งไว้ข้าง ๆ และเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดองค์ชายรองถึงมานั่งบนนี้พ่ะย่ะค่ะ? เก้าอี้หวายตัวนี้ไม่สะอาดนะพ่ะย่ะค่ะ!”

องค์ชายรองรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และมองดูเก้าอี้หวายอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่พบสิ่งสกปรกใด

ในขณะที่กำลังสับสนก็พบว่า ฉินเฟิงย้ายบั้นท้ายไปนั่งบนนั้นแล้ว เจ้านั่นตบหน้าอกและถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “เก้าอี้หวายตัวนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายต่ำต้อย เกือบจะทำให้ร่างกายอันสูงส่งของพระองค์แปดเปื้อนแล้ว โชคดีที่ข้าน้อยตอบสนองอย่างรวดเร็ว ร่างกายอันล้ำค่าดังทองหมื่นชั่งของพระองค์จึงได้รับปกป้องไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองเกือบจะโกรธจนหัวเราะ เขาจ้องมองไปที่ฉินเฟิงด้วยใบหน้ามืดครึ้ม

ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เห็น และทำท่าทาง ‘เชิญ’ ไม่หยุด พลางนายน้อยฉินเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ข้าน้อยจะนั่งในขณะที่องค์ชายทั้งสองยืนได้อย่างไร? เชิญองค์ชายทั้งสองรีบนั่งลงเถิด ข้าน้อยแบกรับความผิดไม่ไหวพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้าง อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว และยิ้มฝืดเฝื่อน

เจ้าสารเลวคนนี้ไม่เพียงแต่ไร้ยางอายเท่านั้น แต่ยังกำเริบเสิบสานอีกด้วย! ทั้งใต้หล้าแม้แต่บุตรหลานขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ยังไม่กล้าปฏิบัติต่อองค์ชายทั้งสองเช่นนี้

ในขณะที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์คิดว่าฉินเฟิงจะต้องชดใช้สำหรับความเย่อหยิ่งจองหอง ฉากที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับนาง

องค์ชายเจ็ดลงนั่งบนม้านั่งโดยไม่รังเกียจ และมองดูฉินเฟิงด้วยสายตาตื่นเต้น ร้อนแรง “ข้าได้ยินมานานแล้วว่านายน้อยฉินมักจะกระทำการไม่มีแบบแผน ได้เห็นกับตาแล้ววันนี้ ช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ”

เดิมทีองค์ชายรองวางแผนจะข่มขู่ฉินเฟิงด้วยโทษฐาน ‘ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง’

แต่เมื่อพิจารณาถึงความโปรดปรานของฮ่องเต้ที่มีต่อคนผู้นี้แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะโค่นล้มฉินเฟิง เว้นแต่อีกฝ่ายจะก่อความผิดร้ายแรง นอกจากนี้ ด้วยพฤติกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาขององค์ชายเจ็ด องค์ชายรองจึงป้องกันไม่ให้ฉินเฟิงโน้มเอียงไปทางอีกฝ่าย เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องระงับความโกรธ และยอมรับม้านั่งเล็ก ๆ ที่ฉินเฟิงจัดให้

ไม่ต้องเอ่ยถึงเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ แม้แต่หนิงหู่ที่ตัวใหญ่แต่ไร้ไหวพริบ ก็ยังตกตะลึงกับภาพตรงหน้าจนอ้าปากหวอ

องค์ชายทั้งสองนั่งบนม้านั่ง ส่วนฉินเฟิงนั่งบนเก้าอี้? แล้วองค์ชายยังไม่กริ้วเลยแม้แต่น้อย? หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ไม่เพียงแต่จะไม่มีใครเชื่อ ทุกคนในเมืองหลวงคงจะคิดว่า สมองของหนิงหู่มีปัญหาเสียมากกว่า ไม่เช่นนั้นไฉนจะเอ่ยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้?

ในระหว่างที่หนิงหู่กำลังตะลึงงัน องค์ชายรองก็เหลือบมองเขา และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแฝงความหมายอันลึกซึ้ง “คิดไม่ถึงว่าท่านโหวน้อยจะอยู่ที่นี่ด้วย ดูท่าทางเจ้ากับฉินเฟิงคงจะปรับความเข้าใจกันแล้ว!”

คำพูดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตือนสติหนิงหู่อย่างชัดเจน

ไม่ว่าหนิงหู่จะบุ่มบ่ามเพียงใด เขาก็ไม่กล้าฉีกหน้าองค์ชายรองอย่างแน่นอน ขณะที่กำลังยุ่งยากใจไม่รู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร เสียงที่ไม่คาดคิดของฉินเฟิงก็ดังขึ้นพอดี

แต่นายน้อยเจ้าสำราญกลับร้องไห้วิงวอนขึ้นมาทันที “องค์ชายรอง ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! ดาบม่อเตานั้นเป็นแรงกายแรงใจของข้าน้อย หากให้กรมโยธาผลิตข้าน้อยก็ควบคุมคุณภาพได้ไม่สะดวก และถ้าผลิตงานที่มีข้อบกพร่องก็จะทำให้สงครามล่าช้า ต่อให้ตายเป็นหมื่นครั้งข้าน้อยก็ไม่อาจรับความผิดไหว”

ล้อเล่นอันใดกัน! ถ้าให้กรมโยธาสร้าง ข้าก็จะตักตวงไม่ได้สักกะผีกเลยน่ะสิ?!

นี่แค่ดาบม่อเตา อาวุธในอนาคตอย่างหน้าไม้และธนูผสม เป็นตายอย่างไรฉินเฟิงก็หมายมาดว่าต้องมีส่วนร่วมให้ได้ จะให้เขาขาดทุนทั้งขึ้นทั้งล่องเรอะ? อย่าแม้แต่จะคิด!

การปกป้องแคว้นกับการเพิ่มเงินในถุงเงินของตัวเองสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้! และฉินเฟิงไม่เพียงแต่ต้องการทำเงิน แต่ยังต้องการทำเงินขณะนอนได้ด้วย

องค์ชายรองไม่คิดว่าปฏิกิริยาของฉินเฟิงจะยิ่งใหญ่เพียงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการผลักฉินเฟิงไปเป็นพวกขององค์ชายเจ็ดด้วยตนเอง องค์ชายรองจึงต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ข้าก็สนใจสัญลักษณ์ธงมากเช่นกัน วันหลังเจ้าสอนข้าบ้างสิ”

ภายนอกฉินเฟิงตอบตกลง แต่ภายในใจก็คิดว่า…จงรอไปเถอะ รอจนถึงวันที่ฟ้าดินพังทลาย ทะเลแห้งหินสลาย ข้าก็ไม่มีวันสอนให้!

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเฟิงตระหนักดีถึงความคิดที่จะอาชนะใจเขาขององค์ชายทั้งสอง

พูดคุยเล่นนั้นได้ แต่เมื่อเอ่ยถึงประเด็นหลักบทสนทนาล้วนผ่านไปอย่างคลุมเครือ

จนกระทั่งเสียงของฉินเทียนหู่ดังมาจากในสนามว่า ด่านกลยุทธ์ทางทหารกำลังจะเริ่มต้น องค์ชายทั้งสองถึงได้ลุกขึ้น และจากไป

เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็จากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน พลางพึมพำอยู่คนเดียว “ฉินเฟิงสมควรตายผู้นี้มีดีอะไรกันแน่? ได้รับความโปรดปราณจากฝ่าบาทก็แล้ว เพราะอะไรองค์ชายทั้งสองยังสนใจเขาขนาดนี้อีก? หึ ถ้าเขาปฏิบัติตนตามกรอบประเพณีสักหน่อยล่ะก็ แต่งกับเขา… ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้… ชิ! เขาได้เปรียบเห็น ๆ”

[1] ไหแตกแล้วก็แตกไป หมายถึง หลักจากทำผิดพลาดไปแล้วก็ให้หยุด อย่าทำให้เรื่องมันแย่ลง

[2] ดาบม่อเตา หมายถึง ดาบสองคมที่มีใบและด้ามยาวทัดเทียมกันในขนาด 6 ฟุต

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ