เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 198

บทที่ 198 เป้าหมายคือใครกันแน่

เมื่อเห็นฉินเฟิงและพี่หญิงทั้งสามวิ่งวุ่นตีกันอยู่ ฉีหยางจวิ้นจู่พลันเอ่ยเหน็บแนมด้วยเสียงต่ำ “มีความสามารถแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ยังเป็นแค่คนขี้โกงหน้าด้าน! ขนาดพี่หญิงของตนเองก็ยังไม่ละเว้น ถุ้ย!”

พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปหนึ่งถ้วยชาแล้ว

องค์ชายสามซึ่งนั่งจิบชาอยู่บนหัวเรือ มองไปทางหลินเฟยโม่แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “นายน้อยหลิน เป็นอย่างไรบ้าง?”

ใบหน้าของหลินเฟยโม่ซีดลง เขามองไปทางป่าข้างทะเลสาบโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ ‘ไอ้บ่าวชั่ว! เหตุใดยังไม่กลับมาอีก บรรดาปัญญาชนของเมืองหลวงเหล่านั้นยังต้องใช้เวลานานในการแก้ปริศนาโคมไฟแค่ข้อเดียวรึ?’

องค์ชายสิบสามหัวเราะเบา ๆ “นายน้อยหลิน เจ้าเดาได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวก็เตรียมตัวสำหรับปริศนาข้อต่อไปเถิด ถ้าฉินเฟิงอยากจะชนะ เขาจะต้องชนะอย่างน้อยสี่คำถาม สู้ให้เขาชนะไปก่อนสองข้อก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร”

เมื่อเห็นว่าบ่าวรับใช้ไม่กลับมาเสียที หลินเฟยโม่ก็ได้แต่หน้าแดง กระทั่งพูดอย่างหมดหนทาง “ข้าเดาไม่ออก”

ฉีหยางจวิ้นจู่เองก็ไม่ลังเลเช่นกัน นางหันไปหาฉินเฟิง และถามทันที “ฉินเฟิง คำตอบของปริศนาข้อนี้คืออะไร”

ตอนนี้ หัวของฉินเฟิงถูกรักแร้ของหลิ่วหงเหยียนหนีบไว้ กำปั้นเล็ก ๆ เพิ่งทุบลงบนศีรษะเขาหมาด ๆ

ชายหนุ่มร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่แล้วก็แสดงรอยยิ้มไร้ยางอาย

จะงานชมโคมไฟ ปริศนาโคมไฟอะไรก็ช่างเถิด

แก้ปริศนาโคมไฟสนุกตรงไหน? ได้เล่นกับพี่หญิงสนุกกว่าตั้งเยอะ!

เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงไม่ได้สนใจ ฉีหยางจวิ้นจู่ก็พุ่งเข้าไปด้วยความโกรธ นางคว้าคอเสื้อของฉินเฟิงแล้วลากไปที่ดาดฟ้า และเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าเจ้ายังชักช้าอีก ข้าจะผลักเจ้าลงไป เจ้าเชื่อหรือไม่!”

คราก่อน ฉินเฟิงถูกหลี่รุ่ยผลักลงจากตรงนี้

ทุกวันนี้ในใจยังมีเงาตามหลอกหลอน

นายน้อยเจ้าสำราญรีบยอมแพ้ ยิ้มเชิงขอโทษขอโพย “ข้าพูดแล้ว ๆ”

จากนั้นฉีหยางจวิ้นจู่ก็ลากเขากลับเข้ามา

ฉินเฟิงจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย มองไปที่หลินเฟยโม่ซึ่งมีสีหน้าดำคล้ำ แล้วแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ไม่ถูกกระมัง ปริศนาโคมง่าย ๆ เช่นนี้เจ้าก็ยังเดาไม่ได้หรือ? เจ้าไม่ได้มีฉายาว่านายน้อยอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนานหรอกรึ ชื่อเสียงในวันวาน คงไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอมหลอกลวงกระมัง?”

หลินเฟยโม่เดิมก็แทบจะหายใจไม่ออก พอถูกฉินเฟิงเยาะเย้ยเช่นนี้อีก เขาก็แทบจะกระอักเลือดออกมาเต็มปาก

ยิ่งไปกว่านั้น…

บรรดาบุตรหลานขุนนางที่รวมตัวกันรอบ ๆ เดิมทีเคยมองหลินเฟยโม่ด้วยความเคารพยำเกรง

แต่ในเวลานี้ แววตาของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้วเล็กน้อย

บางคนในฝูงชนเริ่มชี้ไม้ชี้มือมาทางหลินเฟยโม่

นายน้อยหลินอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น อย่าว่าแต่การถูกฉินเฟิงต่อยเมื่อตอนกลางวันเลย หากเขาแพ้การแข่งขันครั้งนี้อีก เขาจะต้องอับอายมากจนไม่มีหน้าไปพบใครอย่างแน่นอน!

หลินเฟยโม่เหลือบมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง และเยาะเย้ยในใจ ‘วางใจเถอะฉินเฟิง อย่างไรเจ้าก็ไม่สามารถชนะได้!’

เมื่อเห็นหลินเฟยโม่เงียบ ฉินเฟิงก็ไม่สนใจอีก เขาหันกลับมามองฝูงชนอย่างไม่มีทางเลือก เอามือเท้าสะโพก และอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย “ตอนนี้พวกเจ้าก็คงรู้แล้วว่า ทำไมงานทายปริศนาโคมไฟปีก่อน ๆ ข้าถึงไม่ติดอันดับ ไม่ใช่ว่าข้าทายไม่ได้ แต่ข้าแค่เป็นห่วงว่า ถ้าข้าเข้าร่วมแล้ว พวกเจ้าจะไม่มีอะไรให้เล่นกันก็เท่านั้น”

บรรดาบุตรหลานขุนนางที่รวมตัวกันรอบ ๆ แสดงสีหน้าบูดบึ้ง บนหนเาผากของแต่ละคนราวกับมีคำพูดแปะไว้ว่า ‘เจ้ามันช่างขี้โม้เสียจริง’

ดวงตาของฉีหยางจวิ้นจู่เบิกกว้าง “เจ้าพอได้รึยัง!”

เมื่อรู้สึกถึงสายตาดุร้ายของฉีหยางจวิ้นจู่

มือเซี่ยปี้เปื้อนเลือดสีแดง แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่ง “สถานที่สำคัญอย่างเมืองหลวง ใต้พระบาทของโอรสสวรรค์ โจรชั่วอย่างพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรบุกเข้ามา? ใคร ๆ ก็รู้ว่าเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางและห่างออกไปในรัศมีสองร้อยลี้ล้วนมีสายลับของฮ่องเต้ อย่าว่าแต่กลุ่มโจรสุนัขเช่นเจ้าเลย ต่อให้เป็นสายลับเป่ยตี๋แล้วอย่างไร นับตั้งแต่สงครามเป่ยตี๋ได้ข้อกำหนด สายลับเป่ยตี๋มากกว่าสามสิบคนก็ถูกฮ่องเต้จับ จนได้รับทัณฑ์ทรมานรถม้าแยกร่างหรือแล่เนื้อเถือหนัง!”

เมื่อเห็นเซี่ยปี้ใกล้เข้ามา มือสังหารก็แทงมีดออกไปอย่างสิ้นหวัง

ทันทีที่มีดตวัดไปในกลางอากาศ มันก็ถูกเซี่ยปี้คว้าเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

ใบมีดคมกริบไม่สามารถตัดเนื้อบมฝ่ามือของเซี่ยปี้ได้เลย!

ไม่สิ! มือของเซี่ยปี้มีแรงมหาศาล เขาจับใบมีดอยู่ ทำให้คมมีดที่อีกฝ่ายมีช่างไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

กึก!

เซี่ยปี้ออกแรงที่มือเล็กน้อย พลันมีดสั้นก็หักครึ่ง

หลี่จ้านที่อยู่ไม่ไกลนักหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากแขนเสื้อ เช็ดคราบเลือดที่กระเซ็นมาเปื้อนใบหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพวกคนตาบอด ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าคือหนิงกั๋วกง หนึ่งในสี่ยอดฝีมือของเมืองหลวง ต่อให้พวกเจ้ามีอีกยี่สิบหรือสามสิบคนแล้วอย่างไร?”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘หนิงกั๋วกง’ แววตาของนักฆ่าก็เปลี่ยนไปทันที

ทั่วยุทธภพ ชื่อเสียงของแม่ทัพโลหิตเหล็กเซี่ยปี้นั้นโด่งดังราวกับเสียงอัสนีฟาด!

เซี่ยปี้โยนใบมีดที่หักออกไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ “ข้าไม่อยากทำให้เจ้าลำบาก เจ้าไม่จำเป็นต้องบอกหรอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง แค่ตอบให้ชัดเจนว่าเป้าหมายการลอบสังหารคือฉินเฟิงใช่หรือไม่? เจ้าสามารถซุ่มอยู่ในเมืองได้โดยกองกำลังหลักทั้งสี่ที่อยู่รอบ ๆ ไม่ได้สังเกตเห็นเลย มันผู้ใดเป็นคนเปิดลู่ทางให้พวกเจ้ากัน?!”

นักฆ่าเพียงแค่จ้องไปที่เซี่ยปี้ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ครู่ต่อมาเขาก็ถูกเซี่ยปี้บีบกราม ปากของนักฆ่าอ้าออกโดยพลัน ยาพิษที่ซ่อนอยู่ใต้ซี่ฟันถูกเซี่ยปี้ดึงออกมา และโยนทิ้งไปอย่างรู้ทัน

เสียงหัวเราะเล็กแหลมของหลี่จ้านดังขึ้นอีกครั้ง “ไม่ใช่ว่าข้าเตือนเจ้าแล้วหรือ? นี่คือหนิงกั๋วกง! โจรชั่วเช่นพวกเจ้าจะปิดบังซ่อนเร้นสายตาได้อย่างไร อย่าว่าแต่คนไร้ประโยชน์อย่างพวกเจ้าเลย ต่อให้เป็นนักฆ่าป้ายทองอันดับต้น ๆ ในยุทธภพก็ล้มไม่เป็นท่ามาไม่น้อยแล้วเมื่อเผชิญหน้าหนิงกั๋วกง!”

มือสังหารยอมแพ้อย่างราบคาบ เพื่อที่จะได้ตายอย่างไม่ทรมาน เขาทำได้เพียงตอบออกไป “ไม่ผิด เป็นการลอบสังหารฉินเฟิง…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ