บทที่ 247 แค้นเลือดดั่งมหาสมุทร
ช่วงเวลาเดียวกัน โจรภูเขาที่ถูกลอบโจมตีพลันเกิดความชุลมุนวุ่นวาย
“มีคนซุ่มโจมตี!”
“คนผู้นี้มีทักษะการยิงธนูที่ยอดเยี่ยม ระวังให้ดี…”
โจรผิวคล้ำเพิ่งอ้าปากตะโกนเตือนสหาย ลูกธนูก็พุ่งปักเข้าที่เบ้าตา แรงจากลูกธนูผลักจนเงยหน้า และเขาก็ล้มกระแทกพื้นสิ้นใจทันที
แต่ลูกศรนี้กลับเผยให้เห็นร่องรอยของผู้โจมตี
พวกโจรภูเขามองไปตามทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมา ก่อนจะพบพี่สี่จินที่สวมชุดสีดำอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่
หัวหน้าโจรรีบง้างคันศรไปทางพี่สี่จิน โจรที่อยู่รอบ ๆ เองก็บุกเข้าไปหมายจะคร่าชีวิตเขาเช่นกัน
พี่สี่จินก้มหลบลูกศร กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ พริบตาเดียวก็หายตัวไปในพงหญ้า
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงกรีดร้องของพวกโจรก็ดังก้องอยู่ในดงไม้
ขณะเดียวกัน หลี่เซียวหลานฉวยโอกาสนี้โจมตีจากด้านหลัง นางพุ่งไปหาหัวหน้าโจรได้ในก้าวเดียว และแทงกริชแทงจากด้านหลังทะลุผ่านหน้าอก ตัดขั้วหัวใจพอดิบพอดี
เมื่อหัวหน้าโจรถูกสังหาร และพวกโจรที่ไล่ล่าพี่สี่จินเข้าไปในป่าก็ถูกเด็ดหัวอย่างต่อเนื่อง พวกโจรที่เหลือก็เผยสีหน้าหวาดหวั่น ไร้จิตวิญญาณการต่อสู้ หมายจะแยกย้ายกันไปเหมือนฝูงสัตว์แตกกลุ่ม แต่ก็ถูกมีดบินที่พุ่งมาจากสองทิศทางจัดการจนเรียบเสียก่อน
เมื่อเห็นว่ากลุ่มโจรถูกกวาดล้างหมดสิ้น หลี่เซียวหลานจึงหันหลังเตรียมจากไปโดยไม่ลังเล
แต่ทันทีที่นางก้าวขา เสียงพูดของพี่สี่จินก็ดังมาจากข้างหลัง “หลานเอ๋อร์ ไม่ได้เจอกันหลายปี ไยไม่ทักทายกันบ้างเล่า?”
หลี่เซียวหลานหยุดฝีเท้าลงแต่ไม่ได้หันกลับไป เพียงพูดอย่างเย็นชา “เหตุใดเจ้าถึงมาที่อำเภอเป่ยซี?”
พี่สี่จินยืนอยู่ด้านหลัง ห่างจากหลี่เซียวหลานไม่ถึงสองจั้ง ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าเปล่งประกายดูแปลกตา “มีคนซื้อหัวของฉินเฟิง ข้าไล่ตามเขามาตลอดทางตั้งแต่เมืองหลวงถึงเป่ยซี คาดว่าฉินเฟิงจะต้องกวาดล้างโจรบนเทือกเขาอิงกัง ข้าจึงมาซุ่มรอที่นี่ ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้า”
“จากกันเจ็ดปี เจ้าสบายดีหรือไม่?”
เมื่อเผชิญกับความห่วงใยของพี่สี่จิน หลี่เซียวหลานไม่เพียงแต่ไม่รับน้ำใจเท่านั้น แต่ยังหันกลับมามองอีกฝ่ายอย่างกะทันหัน นางจ้องมองพี่สี่จินด้วยดวงตาเฉียบคมราวกับนกอินทรี “เจ้าก็รู้ว่าเพื่อฉินเฟิงแล้ว ข้าจะต่อสู้กับเจ้าสุดชีวิต!”
พี่สี่จินไม่ได้แปลกใจกับปฏิกิริยาของหลี่เซียวหลาน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียด้วยซ้ำ “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ภายในสิบกระบวนท่าข้าก็สามารถปลิดชีพเจ้าได้แล้ว เจ้าและข้าต่างก็รู้เรื่องนี้ดี เจ้าเด็กฉินเฟิงก็เป็นแค่บุตรสกุลฉิน คู่ควรกับน้ำใจของเจ้าเสียที่ไหน”
ขณะพูด พี่สี่จินก็ก้าวไปข้างหน้า หรี่ตาลงเล็กน้อย “ปีนั้นข้าไว้ชีวิตเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าตอบแทนข้าอย่างนั้นหรือ?”
ไม่พูดก็ดี เพราะทันทีที่พูดจบ ดวงตาของหลี่เซียวหลานก็พลันลุกโชนด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง “ท่านแม่ข้าถูกเจ้าฆ่าตาย เลือดแค้นนี้ไม่ขออยู่ร่วมฟ้า! เจ้าตามหาข้าหลายปีก็เพียงเพื่อทำภารกิจที่ควรจบไปแล้วให้เสร็จสิ้น ตราบใดที่ข้าไม่ตาย นายของเจ้าก็ไม่มีทางยกเลิกป้ายคำสั่งไล่สังหาร”
พี่สี่จินสูดหายใจเข้าลึก น้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น “ข้าบอกเจ้านับครั้งไม่ถ้วนแล้ว วันนี้ข้าจะบอกเจ้าอีกครั้ง ข้าเป็นเพียงมีด มีดที่ใช้สังหารผู้คน! แม่เจ้าตายในมือของข้ากับตายด้วยน้ำมือผู้อื่นมิได้มีความแตกต่างอันใด ศัตรูของเจ้าหาใช่ข้าไม่”
ดวงตาของหลี่เซียวหลานไม่หวั่นไหว นางมั่นคงดั่งเช่นเคย “เจ้าพูดถูก ดังนั้นตราบใดที่ข้ามีโอกาส ข้าจะฆ่านายบ่าวอย่างพวกเจ้าโดยไม่ลังเล นอกเสียแต่เจ้าจะฆ่าข้าเสียตอนนี้เลย!”
หลี่เซียวหลานหยิบผ้าเช็ดหน้าของนางออกมาเงียบ ๆ เช็ดเลือดบนกริชแล้วจ้องมองพี่สี่จินอย่างเย็นชา พร้อมที่จะต่อสู้แลกชีวิต
ทว่าพี่สี่จินกลับดูสงบและผ่อนคลาย เขามั่นใจว่าสามารถส่งหลี่เซียวหลานไปเยี่ยมยมโลกได้ภายในสิบกระบวนท่า แต่เขาไม่ได้มีความตั้งใจจะลงมือทันที จึงเปล่งเสียงหัวเราะน่าขนลุกออกมา “ข้าถ่ายทอดวิทยายุทธให้กับเจ้า แต่เจ้ากลับใช้มันต่อกรกับข้ารึ ข้าไม่พอใจเอาเสียเลย! ในเมื่อฉินเฟิงสำคัญต่อเจ้ามาก ข้าก็จะให้เจ้าได้มองดูมันสิ้นลมหายใจ!”
ทันทีที่สิ้นประโยค พี่สี่จินก็หันหลัง มุ่งหน้าลงจากเขา
ขณะที่ฉินเฟิงสำรวจภูเขาอันมืดมิดและป่าไม้รอบตัว เขาพลางเอ่ยสั่งด้วยเสียงสุขุม “จากนี้ไป ห้ามพูดโดยไม่ได้รับอนุญาต ในป่ามืดมิดทัศนวิสัยย่ำแย่ แม้ว่าพี่สี่จินจะมีวิทยายุทธสูงส่ง อย่างไรเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ ตราบใดที่ร่องรอยเปิดเผย แม้ว่าแผนการโจมตีเทือกเขาอิงกังจะหยุดชะงัก แต่หากว่าเราสามารถฆ่าคนผู้นี้ได้ ก็ถือว่าไม่ได้มาเสียเที่ยว”
ฉินเฟิงรู้ดีว่าถ้าพี่สี่จินฉวยโอกาสตอนไม่ระวัง ตัวเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเป็นการต่อสู้แบบเผชิญหน้าแลอาศัยทหารองครักษ์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ก็อาจจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้ภายในไม่กี่อึดใจ
ดังสุภาษิตที่ว่า สองหมัดไม่สู้สี่เท้า ไม่ว่าวิทยายุทธจะเก่งกล้าแค่ไหนก็กลัวมีดทำครัวอยู่วันยันค่ำ
อย่าว่าแต่พี่สี่จินเลย แม้แต่ยอดฝีมือที่เร้นกายจากโลกก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับกองทัพที่ฝึกฝนมาอย่างดี ไม่เช่นนั้นจุดจบคงมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ถูกกองทัพติดอาวุธยันซี่ฟันล้อมโจมตีจนสิ้นลมหายใจ
เนื่องจากจำเป็นต้องป้องกันการลอบโจมตีของพี่สี่จิน ความเร็วในการเดินทางของฉินเฟิงจึงลดลงอย่างมาก
แผนเดิมคือปลายยามซวี*[1] ถึงต้นยามไฮ่*[2] พวกเขาจะผ่านภูเขาทิศตะวันออกไปถึงภูเขาด้านหลังซึ่งเป็นที่ตั้งค่ายเฟยอิง
ทว่าช่วงเวลานี้กำลังจะสิ้นสุดยามไฮ่แล้ว พวกเขากลับยังวนเวียนอยู่ในภูเขาตะวันออก
หากรอจนดึกกว่านี้ ความรุนแรงของไอพิษจะกระจายออกมาพร้อมกับความชื้นในอากาศ นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉินเฟิงอย่างแน่นอน
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง แสงไฟก็แวบขึ้นมาจากในป่าไกล ๆ
พลันเสียงกระซิบก็ดังไปทั่วภูเขาอันมืดมิดและสลับซับซ้อนแห่งนี้…
[1] ยามซวี (戌时) คือ ช่วงเวลา 19.00 น. – 21.00 น.
[2] ยามไฮ่ (亥时) คือ ช่วงเวลา 21.00 น. – 23.00 น.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ