บทที่ 309 องครักษ์เสื้อแพร
ฉินเฟิงวางแผนสามหน่วยหลักของค่ายเทียนจีในใจของเขานับครั้งไม่ถ้วน
ทหารของค่ายเทียนจีเชี่ยวชาญการปฏิบัติการพิเศษ
สำหรับหน่วยข่าวกรอง มีสององค์กรที่มีชื่อเสียงเป็นแรงบันดาลใจที่ยอดเยี่ยมแก่ฉินเฟิง หนึ่งคือตงฉ่างในราชวงศ์หมิง แต่เนื่องจากมีขันทีรับผิดชอบ ฉินเฟิงในฐานะลูกผู้ชายตัวจริง ย่อมไม่ชอบขันทีโดยธรรมชาติ เขาจึงเลือกอีกองค์กรหนึ่งเป็นต้นแบบแทนซึ่งก็คือ องครักษ์เสื้อแพร
แนวคิดของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคล้ายคลึงกับแนวคิดของทหารค่ายเทียนจี
คือใช้ผู้มีความสามารถจำนวนน้อยเป็นผู้นำผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก
ทหารค่ายเทียนจีได้รับความช่วยเหลือจากทหารใหม่สามพันนายจากสองค่าย แม้ว่ากองกำลังใหม่จะถูกส่งมอบให้กับฮ่องเต้ต้าเหลียงในอนาคต แต่อย่างน้อยก็ต้องรอให้สงครามยุติลงก่อน และนั่นก็มิรู้ว่าเมื่อใด
ส่วนองครักษ์เสื้อแพร เพียงแค่รับสมัครหัวหน้าผู้สอดแนม จากนั้นให้หัวหน้าผู้สอดแนมจะรับผิดชอบเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่
จำนวนองครักษ์เสื้อแพร ในขั้นแรกฉินเฟิงคาดว่าจะอยู่ที่หนึ่งร้อยคน
จากหนึ่งร้อยคนเหล่านี้ ห้าสิบคนจะได้รับเลือกจากหลี่เซียวหลานให้เข้ารับการฝึกฝน มีทักษะในการลอบสังหาร การทรมาน และแทรกซึม
อีกห้าสิบฉินเฟิงจะเลือกเอง และเน้นฝึกทักษะในการรวบรวมข่าวกรอง
ฉินเฟิงเป็นผู้บังคับบัญชาขององครักษ์เสื้อแพร เช่นนั้นรองผู้บังคับบัญชาย่อมเป็นหลี่เซียวหลาน
สุดท้ายก็คือทหารม้าเกราะหนักที่เก่งกาจในการต่อสู้แบบประจัญหน้า
การสู้รอบกำแพงเมืองและการรบบนภูเขา มีทหารค่ายเทียนจีรับผิดชอบ
ทหารม้าเกราะหนักสามารถรับมือการต่อสู้ภาคสนามทุกรูปแบบได้อย่างง่ายดาย
กระนั้นทหารม้าย่อมจำเป็นต้องมีรูปแบบ เหตุนี้ทหารม้าจึงเป็นองค์กรที่ต้องมีจำนวนคนมากที่สุดในบรรดากองกำลังทั้งสามของค่ายเทียนจี
โดยตั้งจำนวนเบื้องต้นไว้ที่หนึ่งพันนาย
เมื่อเปรียบเทียบกับความลึกลับขององครักษ์เสื้อแพรแล้ว ทหารม้าเกราะหนักค่ายเทียนจีทรงพลังมากจนมิอาจปิดบังซ่อนเร้นได้เลย จึงต้องไปขออนุญาตจากฮ่องเต้ต้าเหลียง แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายถึงประโยชน์และความเสี่ยง…
จ้าวอวี้หลงที่อยู่ตรงหน้าฉินเฟิงคือหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับกองทหารม้าเกราะหนักของค่ายเทียนจี!
เมื่อฉินเฟิงอธิบายแนวคิดของทหารม้าเกราะหนักค่ายเทียนจีแล้ว ดวงตาของจ้าวอวี้หลงก็ร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง “ข้าเพิ่งมายังค่ายเทียนจี พี่ฉินก็ให้ข้าทำงานสำคัญเช่นนี้แล้ว มิกลัวว่า…”
ก่อนจ้าวอวี้หลงจะพูดจบ ฉินเฟิงก็ขัดจังหวะอย่างตรงไปตรงมา “กลัวสิ แน่นอนว่ากลัว ข้าจึงไม่มีความตั้งใจจะให้เจ้ากลายเป็นผู้บัญชาการทหารม้าเกราะหนักของค่ายเทียนจีทันที แต่เจ้าก็เป็นทหารม้าเกราะหนักคนแรกของค่ายเทียนจี ข้าจะจับตาดูเจ้าไม่ให้คลาด ผลงานจะเป็นตัวกำหนดว่าเจ้าจะได้เลื่อนตำแหน่งหรือไม่”
แม้ว่าฉินเฟิงจะพูดเรียกสติเขา แต่จ้าวอวี้หลงก็ยังคงวาดหวังรอคอย
เนื่องจากแผนการจัดตั้งทหารม้าเกราะหนักและหน่วยองครักษ์เสื้อแพรของค่ายเทียนจีได้ถูกดำเนินอย่างเป็นทางการแล้ว ฉินเฟิงจึงต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่อยู่ในมือ
ขาดเงิน…
จะสู้สงครามได้ต้องใช้เงิน นี่คือความจริงที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
นับตั้งแต่พัฒนาอำเภอเป่ยซี คลังสมบัติเล็ก ๆ ของฉินเฟิงก็แทบจะแห้งเหือดหมดแล้ว
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือขยายช่องทางการเงินให้ได้โดยด่วน
หอสุราธารหยกกับกิจการน้ำตาลซึ่งเป็นกิจการหลักยังคงทำเงินได้ แต่ความเร็วในการทำเงินนั้นช้าเกินไป จึงมาถึงจุดที่รายจ่ายมากกว่ารายได้แล้ว
ฉินเฟิงบอกให้จ้าวอวี้หลงกลับไปรอ จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งหลายฉบับ
หนึ่งคือ ให้ทางอำเภอเป่ยซีขนม้าศึกเป่ยตี๋ที่ถูกจับไว้ทั้งหมดกลับมายังเมืองหลวงเพื่อจัดตั้งกองกำลังทหารม้าเกราะหนักค่ายเทียนจี
สอง ให้ฉินเสี่ยวฝูกระจายข่าว จัดการประมูลที่จวนสกุลเซี่ยในอีกสามวัน
เหตุผลที่เลือกจวนสกุลเซี่ยนั้นง่ายมาก ชื่อเสียงของฉินเฟิงย่ำแย่ หากมีคนได้ยินว่าเขากำลังจัดการประมูล บุตรหลานในเมืองหลวงคงจะเยาะเย้ยอย่างแน่นอน…
สาม เรียกช่างฝีมือที่เหลือในค่ายเทียนจีมา ใช้กำลังทั้งหมดสร้างแม่พิมพ์เหล็กหล่อ
สี่ อีกสิบวันให้หลัง จัด ‘การประชุมสัมมนากิจการ’ ครั้งแรกในต้าเหลียง โดยสถานที่จัดคือหอสุราธารหยก เชิญผู้คนจากทุกสาขาอาชีพเข้าร่วม
การถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในราชสำนักถูกบังคับให้หยุดชะงักด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของฉินเฟิง นอกจากฮ่องเต้ต้าเหลียง ทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างไม่พอใจ
กระทั่งฉินเทียนหู่ก็ขมวดคิ้วพลางสาปแช่ง “เจ้าเด็กตัวเหม็น มาตอนไหนไม่มา กลับเลือกมาเวลานี้!”
ภายใต้สายตาไร้ความปรานีของขุนนางบุ๋นบู๊ ฉินเฟิงเดินเข้ามาในตำหนักอย่างวางมาด
ชายหนุ่มรู้สึกชัดเจนถึงบรรยากาศผิดปกติบางอย่าง แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ เพียงเอ่ยพูดอย่างหยิ่งยโสเช่นเคย “กระหม่อมฉินเฟิง มีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลฝ่าบาท”
ช่วงเวลานี้ ตราบใดไม่ได้พูดถึงตำแหน่งมหาเสนา ไม่ว่าเรื่องอะไร ฮ่องเต้ต้าเหลียงย่อมยอมรับอย่างยินดี
“โอ้? เรื่องสำคัญอะไรหรือ? เจ้าบอกเจิ้นมาสิ”
ฉินเฟิงไม่ได้ตีไปรอบ ๆ พุ่มไม้ เขาตรงเข้าประเด็น “กระหม่อมต้องการสร้างกองทหารม้าเกราะหนักจากทหารค่ายเทียนจี จำนวนที่ตั้งไว้ในขั้นแรกอยู่ที่หนึ่งพันนาย หวังว่าฝ่าบาทจะอนุญาต”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเดิมยังมีความปีติยิ่ง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พระพักตร์ก็ตะลึงค้าง “ทหารม้าเกราะหนักรึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าทั้งต้าเหลียงเรามีทหารม้าเกราะหนักกี่นาย”
ฉินเฟิงโพล่งออกมา “เกือบหกพันนาย นอกจากกองทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงแล้ว ที่กระจายในพื้นที่อื่นมีไม่ถึงหนึ่งพันนาย”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงมีพระพักตร์เย็นชา อย่างไรทหารม้าเกราะหนักก็เป็นอาวุธสำคัญของแคว้น ล้วนถูกฮ่องเต้ควบคุมอย่างแน่นหนา ฉินเฟิงต้องการสร้างขึ้นมาใหม่หรือ? จะให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!
“สถานการณ์ในต้าเหลียงเราตอนนี้ขาดพันธุ์ม้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพันธุ์ม้าดี ๆ ทั่วทั้งต้าเหลียงมีทหารม้าเกราะหนักเพียงหกพันนาย พอเจ้าบอกจะสร้างก็จะสร้างถึงหนึ่งพันนายเลยรึ?”
“หรือว่าเจิ้นให้สิทธิพิเศษแก่เจ้ามากเกินไป จนทำให้เจ้ากำเริบเสิบสาน?”
ฉินเฟิงคาดเดาถึงสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว
เหตุผลก็เดาได้ไม่ยาก
ท้ายที่สุดแล้ว การจัดตั้งกองทหารม้าเกราะหนักระดับพันคนใกล้เมืองหลวง ทั้งยังไม่ได้รับการจัดสรรโดยฮ่องเต้ต้าเหลียง หากกล่าวให้หนัก นี่ก็เพียงพอจะคุกคามอำนาจของฮ่องเต้…
ฉินเฟิงแสดงสีหน้าภักดีอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโต้เถียงอย่างนึกเสียใจ “ฝ่าบาทกล่าวโทษกระหม่อมผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ