เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 400

บทที่ 400 โชคดีของแคว้นต้าเหลียง

ฉินเสี่ยวฝูติดตามข้างกายฉินเฟิงเรื่อยมา น้อยนักจะจากไปนานเพียงนี้ ในใจฉินเฟิงเองก็คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อพบว่าฉินเสี่ยวฝูกอดขาตนเองและถูไถไปมา เขาก็ยังอดตะขิดตะขวงใจมิได้ นายน้อยฉินจึงรีบผลักเจ้านั่นออก กลัวผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนนิยมไม้ป่าเดียวกัน มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจ้านี่

“ขึ้นเหนือคราวนี้ กิจการเป็นอย่างไรบ้าง”

นายบ่าวกลับมาพบหน้าหลังแยกกันนาน ทว่านายน้อยมิได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบสักนิด หากแต่ถามถึงกิจการก่อน ฉินเสี่ยวฝูนึกเสียใจ ท่าทางคล้ายสตรีตัดพ้อ “นายน้อย ในใจท่าน ข้าไร้ความสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาน้อยใจของฉินเสี่ยวฝู ฉินเฟิงก็อดสบถมิได้ “อย่ามาใช้ไม้นี้! เจ้าได้ส่วนต่างไปไม่น้อยอีกแล้วใช่หรือไม่?!”

ฉินเสี่ยวฝูผงะ ก่อนจะหน้าแดงก่ำ นึกในใจว่านายน้อยมองเขาออกทะลุปรุโปร่ง จึงรีบตอบอย่างลนลาน “ก็… ก็ไม่เท่าไรขอรับ กำไรใดที่เป็นของร้านค้าตระกูลฉิน ข้ามิเคยแตะต้องสักแดง ผลกำไรที่ส่งผลเสียต่อร้านค้าตระกูลฉิน ข้าก็มิเคยสนใจ แต่เงินตำลึงใดที่เข้ากระเป๋าข้าก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อความเจริญรุ่งของร้านค้าตระกูลฉิน”

วาจานี้ฉินเฟิงมิเคยกังขา ถึงอย่างไรการจะเปิดกิจการ หาก ‘มีจริยธรรม’ เกินไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในเส้นทางการค้า บางครั้งใช้เส้นสายบ้าง รับเงินใต้โต๊ะบ้าง ยิ่งช่วยให้กิจการก้าวหน้ามากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่ฉินเฟิงเอาหูไปนา เอาตาไปไร่กับการ ‘ยักยอก’ ของฉินเสี่ยวฝู

นอกจากนี้ยังมีองครักษ์เสื้อแพรคอยจับตาดู หากฉินเสี่ยวฝูทำเรื่องที่ส่งผลร้ายต่อร้านค้าตระกูลฉินจริง องครักษ์เสื้อแพรคงมารายงานฉินเฟิงนานแล้ว

“นายน้อย ตามที่ท่านรับสั่ง กิจการลูกกวาดของร้านค้าตระกูลฉินฝังรากลึกในเจียงหนานแล้ว ลำพังพื้นที่เจียงหนานก็เปิดร้านลูกกวาดไปแล้วสิบสามร้าน ขึ้นเหนือหนนี้ อำเภอขนาดใหญ่ใดที่มีราษฎรเกินหนึ่งแสนคน ล้วนมีร้านสาขาทั้งหมด บัดนี้เรามีร้านลูกกวาดเกินห้าสิบร้านแล้วขอรับ”

“นอกจากนั้น สามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวงกำลังหารือกันว่า หากทุกอย่างราบรื่น อีกไม่นานจักเพิ่มหน้าร้านอีกสามสิบหกสาขา”

ฉินเฟิงพยักหน้า พอใจกับผลงานของของฉินเสี่ยวฝูเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนร้านลูกกวาดในเมืองหลวง นายน้อยเจ้าสำราญตั้งใจปล่อยว่าง ป้องกันมิให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยื่นมือแย่งกำไรอีก อีกอย่าง หากร้านในเมืองหลวงใหญ่เกินไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการโยกย้ายทรัพย์สินของฉินเฟิงในภายหลัง ถึงอย่างไร กิจการ ‘โรงหลิวหลี’ ในอดีตก็เป็นปมในใจชายหนุ่มเรื่อยมา ว่ากันว่า ถูกงูกัดหนึ่งครั้ง ขยาดไปอีกสิบปี

หลิ่วหงเหยียนที่อยู่ด้านข้างนำสมุดบัญชีออกมาให้ฉินเสี่ยวฝูรายงานกระแสเงินเข้าเงินออก

ฉินเสี่ยวฝูนำรายการฉบับย่อออกจากสาบเสื้อ ยืนอยู่กลางโถง แล้วอ่านออกเสียงต่อหน้าทุกคนในตระกูลฉิน “เวลานี้ ร้านลูกกวาดของร้านค้าตระกูลฉินทั้งห้าสิบแห่งเริ่มทำกำไรแล้วสามสิบห้าแห่ง ยิ่งเป็นร้านลูกกวาดที่ใกล้กับแถบเจียงหนานก็ยิ่งทำกำไรได้ไว ทำกำไรได้มาก”

“ตั้งแต่ร้านลูกกวาดเปิดทำการจนถึงตอนนี้ แต่ละร้านได้กำไรสองร้อยตำลึงเงินต่อวัน สามสิบห้าร้านรวมเป็นเจ็ดพันตำลึงเงิน จนบัดนี้มีเงินเข้าบัญชีแล้วทั้งหมดหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงเงิน”

แต่เดิมคนตระกูลฉินยังไร้ปฏิกิริยาต่อผลกำไรของร้านลูกกวาด

ถึงอย่างไร ‘สองร้อยตำลึงเงิน’ ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในเมืองหลวง ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงสักนิด

แต่เมื่อได้ยินยอดกำไรรวมของร้านลูกกวาดทั้งหมด ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปกะทันหัน

ฉินเทียนหู่ขมวดคิ้วมุ่น สายตาเจือไว้ซึ่งความเหลือเชื่อ “รายการเงินเข้าเจ็ดพันตำลึงเงินต่อวัน เปิดกิจการสิบกว่าวัน เงินเข้าบัญชีหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงเงิน กำไรมิสูงไปหน่อยหรือ”

แม้นฉินเทียนหู่จะไม่ได้ชำนาญด้านการค้า กระนั้นก็พอเข้าใจหลักคณิตศาสตร์พื้นฐาน หากเปิดร้านลูกกวาดทั้งสามสิบหกแห่งในอำเภอรอบเมืองหลวง

เงินเข้าบัญชีวันเดียวก็สูงถึงหลักหมื่นตำลึง หนึ่งเดือนจักได้สามแสนตำลึงเงิน! นี่แทบทัดเทียมเบี้ยหวัดรายปีของเสนาบดีกรมกลาโหมอย่างเขาแล้ว!

หลิ่วหงเหยียนพอรู้เรื่องกิจการลูกกวาดอยู่บ้าง แต่เมื่อได้รู้ยอดรวมกำไรของลูกกวาดนางก็ยังตะลึง

ใช่ที่ไหนกัน

ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฉินเฟิงจะด้อยค่าลูกกวาดปานนี้ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นกิจการที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ มิหนำซ้ำทั้งแคว้นต้าเหลียง หรือกระทั่งทั้งใต้หล้า ก็มีเพียงตระกูลฉินที่ขายลูกกวาด เมื่อเป็นเช่นนี้ตระกูลฉินย่อมสามารถผันตัวเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งเหนือทั้งใต้หล้าได้

เมื่อได้เงินย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าความยินดีนี้มิใช่ความรู้สึกที่ช่วยให้ฉินเฟิงสุขกายสุขใจ หากแต่เป็นความยินดีที่ตื้นเขินเท่านั้น

“หากตั้งราคาลูกกวาดสูงเกินไปจักมิได้กำไร เนื่องจากถ้าราคาสูงไป ลงท้ายก็จะเป็นเพียงโภคภัณฑ์ฟุ่มเฟือยของบัณฑิตและเหล่าผู้มีอำนาจ ต่อให้กิจการลูกกวาดรุ่งเรืองเพียงใดก็มิได้ส่งผลต่อความรุ่งโรจน์ของแคว้นต้าเหลียง”

เมื่อวาจานี้ถูกเอื้อนเอ่ย ทุกคนต่างก็เงียบกันหมด

แต่ฉินเทียนหู่กลับตาเป็นประกาย สีหน้าภาคภูมิขึ้นมา ฉินเฟิงรู้จักคำนึงถึงราษฎรแคว้นต้าเหลียง มิได้หมกมุ่นแต่กับเงินทอง ในฐานะบิดา เขาปลื้มใจนัก

รอยยิ้มฉินเฟิงจางลงเรื่อย ๆ “ตระกูลฉินจะร่ำรวยเพียงใดก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว มีเพียงพสกนิกรแคว้นต้าเหลียงมั่งคั่งและแคว้นต้าเหลียงมั่นคงเรืองอำนาจเท่านั้นจึงจะช่วยให้ความร่ำรวยของตระกูลฉินยั่งยืน หากแคว้นอ่อนแอทว่าตนเองรุ่งเรือง นี่นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของใต้หล้า หากแคว้นมั่นคงทว่าตนเองไร้กำลัง ยังยืดอกได้อย่างผ่าเผยกว่า”

“ลูกกวาดนี่ แท้จริงแล้วก็เป็นแค่กระดานให้ตระกูลฉินได้ยืมแรงกระโดด อนาคตที่แท้จริงของตระกูลฉินอยู่ที่ราษฎร มิใช่กำไรอย่างเดียว”

หลังวาจานี้ถูกเอื้อนเอ่ย คนตระกูลฉินล้วนมีสายตาเร่าร้อน

พวกพี่หญิงไม่เข้าใจกลยุทธ์กิจการอันล้ำสมัยของฉินเฟิง กระนั้นยังรู้ว่าการมีอยู่ของชายหนุ่มถือเป็นเรื่องโชคดีสำหรับทั้งแคว้นต้าเหลียง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ