บทที่ 402 การก่อกบฏกะทันหัน
ไท่เป่าหลินไม่สนใจฉินเฟิงอีก หันประสานมือคำนับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง “ความภักดีของกระหม่อม ฟ้าดินเป็นพยาน!”
ใบหน้าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงปราศจากความรู้สึก แต่ภายในอกกลับทอดถอนหายใจ ยังมิต้องเอ่ยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไท่เป่าหลินหรือไม่
ต่อให้ไท่เป่าหลินออกคำสั่งด้วยตนเองจนเป็นผลให้ชายแดนทิศเหนือกบฏแล้วอย่างไร
ทางใต้มีตระกูลใหญ่คอยบีบคั้น ทางเหนือมีกบฏหมายหัว เวลานี้มีศึกทั้งภายในภายนอก ฮ่องเต้เหลียงมิอาจแตกหักกับไท่เป่าหลินได้เด็ดขาด
ฝ่าบาทกล่าวเสียงเข้มกับฉินเฟิงทันที “ไท่เป่าหลินเป็นถึงขุนนางตำแหน่งสูงในราชสำนัก เป็นกำลังสำคัญ เจิ้นเชื่อใจเขา ประชุมราชการวันนี้หารือเพียงการก่อกบฏในอำเภอผิงหนานเป็นพอ มิต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น!”
ความลำบากใจของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ฉินเฟิงย่อมรู้ดี ด้วยรู้ทั้งรู้ว่ากบฏอำเภอผิงหนานเกิดเพราะร้านธัญพืชสกุลฉิน
เพราะถึงอย่างไร เรื่องนี้ก็ได้คุกคามราคาธัญพืชในเขตเจียงหนานแล้วจริง ๆ
ทว่าการแบไต๋กับไท่เป่าหลินในเวลานี้นอกจากจะไร้ความหมายแล้วยังจะทำให้เสียเรื่องด้วย
ฉินเฟิงเพียงต้องการแสดงให้ไท่เป่าหลินรู้ว่า ‘ข้ารู้ทุกอย่าง’ เป็นพอ
“อำเภอผิงหนานเป็นอำเภอใหญ่ในชายแดนทางเหนือ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในสถานที่สำคัญของจงหยวนและชายแดนทิศเหนือ การป้องกันเข้มงวดรัดกุม! ลำพังพวกกบฏ ต่อให้ปล้นสะดมคลังสรรพาวุธไป ติดอาวุธยันซี่ฟัน แต่หากจะยึดครองอำเภอผิงหนานก็มิต่างจากเรื่องฝันเฟื่อง แปลว่าในอำเภอผิงหนานต้องมีไส้ศึกแน่!”
“ต่อให้ยังไม่รู้แน่ชัดถึงจำนวนและกำลังของกบฏ กระนั้นหากวัดตามขนาดของอำเภอผิงหนานก็พอจะคาดคะเนได้”
“พวกกบฏใช้อำเภอผิงหนานเป็นฐานทัพ ย่อมต้องซุกซ่อนกองกำลังทั้งหมดในเมือง หากกองกำลังอยู่นอกเมืองคงปวกเปียกเหลือแสน เรื่องนี้อีกฝ่ายย่อมทราบดีแน่นอน และกำลังพลที่อำเภอผิงหนานจุได้ก็อยู่ที่ราว ๆ แปดพันนาย อย่างเลวร้ายที่สุดอยู่ที่หนึ่งหมื่นสองพันนาย”
หลังวาจานี้ถูกเอื้อนเอ่ย ฉินเทียนหู่ในฐานะขุนนางบัญชาการสงครามพลันมีสายตาเคร่งเครียดอย่างยิ่ง “หากมีกบฏใช้อำเภอผิงหนานเป็นแหล่งกบดานกำลังพลหนึ่งหมื่นกว่านายจริง ถ้าเราคิดจะปราบปรามคงต้องใช้กำลังพลห้าหมื่นนายเป็นอย่างน้อย และทันทีที่ผลีผลามเคลื่อนกำลังพล เป่ยตี๋เป็นต้องฉวยโอกาสโจมตี ถึงครานั้น ไฟจักลามทุ่งทั้งหมด”
ประโยคนี้ของฉินเทียนหู่นับว่าตรงใจฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง หากเป็นปกติ กบฏระดับนี้หาได้น่าวิตกไม่
ทว่าในช่วงที่แผ่นดินเจอศึกใหญ่ แคว้นต้าเหลียงต้องระวังเป่ยตี๋ที่อาจกรีธาทัพเข้ามาทางใต้ จึงมิเหลือกำลังปราบกบฏแล้ว
ขณะที่ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางคร่ำเครียดหาทางออกมิได้ ฉินเฟิงก็แค่นเสียงเย็น เอ่ยเสียงดังฟังชัด “นับตั้งแต่วันนี้ไป ประกาศไปยังอำเภอผิงหนาน! หากฝ่ายกบฏยอมแพ้และมอบตัวจักได้รับความปรานี ผู้ใดแข็งข้อมิยอมจำนน สังหารให้สิ้นเพื่อเป็นตัวอย่างสืบไป!”
เรื่องนี้ปล่อยไว้มิได้เด็ดขาด เปลวเพลิงแห่งการก่อกบฏ เพียงสะเก็ดไฟเล็ก ๆ ก็สามารถลามทุ่งได้!
และหากครานี้มิอาจจัดการกบฏอำเภอผิงหนานได้ ที่อื่น ๆ ย่อมต้องเอาอย่าง
ฉินเฟิงไม่เหลือท่าทีเสเพลอย่างยามปกติ ชายหนุ่มเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “กบฏอำเภอผิงหนานต้องปราบปรามอย่างรวดเร็วเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่รอให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงตอบรับ ผู้ช่วยเสนาบดีกรมยุติธรรมก็ต่อว่าเสียงกร้าว “วาจาสามหาวนัก!”
“ฝ่ายศัตรูมีกำลังพลกว่าหมื่นนายตั้งฐานทัพในเมืองผิงหนาน ครั้นจะปราบปรามหาใช่เรื่องง่ายไม่”
ผู้ดูแลสำนักไท่ฉางโต้กลับเสียงดุดันทันที “แล้วจะให้ปล่อยกบฏไว้หรือ? บารมีของแคว้นเราอยู่ที่ใด ประชาราษฎร์ในแผ่นดินจะอยู่อย่างไร?”
เสนาบดีกรมยุติธรรมแค่นเสียงเย็น “พูดน่ะง่าย ทำสิยาก สำนักไท่ฉางรับผิดชอบการจัดสอบขุนนาง นี่ไม่เป็นการวางแผนรบบนกระดาษไปหน่อยหรือ ท่านรู้หรือไม่ว่า ต้องมีกำลังรบเป็นสิบเท่าจึงจะล้อมเมืองได้”
เสนาบดีสำนักศึกษาหลวงประสานมือคำนับ “ท่านเสนาบดีดูแคลนบัณฑิตในใต้หล้าเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใด หากข้าจำไม่ผิด ท่านเสนาบดีก็เติบโตจากการเป็นบัณฑิตที่ได้รับการเสนอชื่อมิใช่หรือ?”
ไม่รอให้ฝ่ายสนับสนุนสงครามปริปาก พลพรรคเถาหลินก็ปะทะกับฝ่ายไท่เป่าแล้ว
เวลานั้นเอง ฉินเฟิงคำรามเสียงต่ำ ตัดบทการโต้แย้งของเหล่าขุนนาง “ปราบกบฏในอำเภอเล็ก ๆ อย่างผิงหนาน ไยต้องใช้กองทัพใหญ่ ภายในสิบวัน หากข้ามิอาจเด็ดหัวหวงเฉิงมาแขวนบนประตูเมืองให้ประชาราษฎร์ได้ประจักษ์ ข้าฉินเฟิงยินดีถูกลงโทษตามกฎทหาร!”
เมื่อวาจานี้ถูกเอื้อนเอ่ย ท้องพระโรงก็เงียบลงอีกครั้ง
เรื่องที่เป่ยตี๋เคลื่อนกองทัพซางกาน ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักพอได้ยินมาบ้าง การโยกย้ายกองทัพในระดับนี้ คงเป็นเพราะเตรียมการสำหรับสงครามครั้งใหญ่แน่ และกบฏอำเภอผิงหนานก็อาจเป็นชนวนของสงครามใหญ่ครานี้
ไม่ว่าจะด้วยหลักเหตุผลหรือบนพื้นฐานความรู้สึก ไม่ว่าจะในแง่ส่วนรวมหรือส่วนตัว เรื่องสำคัญสำหรับแคว้นต้าเหลียงในยามนี้ก็คือการรับมือกับกองทัพซางกาน
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายไท่เป่า รวมถึงปัญหาทางทหารชายแดนทิศเหนือยามนี้ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เริ่มละล้าละลัง
ทว่ายามมองฉินเฟิงเขาก็นึกถึงประโยค ‘กลยุทธ์บูรณะแคว้น สร้างความเจริญให้ราษฎร’
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงสูดหายใจเข้าลึก ปัดตกทุกคำค้าน แล้วเอ่ยทีละพยางค์ “เจิ้นจักแต่งตั้งเจ้าเป็นทูตปราบกบฏพิเศษ!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” ฉินเฟิงก้มหน้าคำนับ
พลพรรคเถาหลินทั้งหลายต่างพากันค้อมคำนับ ตะโกนพร้อมเพรียงกันว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
ไท่เป่าหลินมีสีหน้าอึมครึม เขาเอ่ยเสียงเย็น “ต่อให้ฝ่าบาทมีรับสั่งแล้ว กระหม่อมก็ยังต้องขอกราบทูลว่าทำเช่นนี้มิได้พ่ะย่ะค่ะ! หากความมั่นคงของแคว้นต้าเหลียงสั่นคลอนด้วยเหตุนี้ ฝ่าบาทจะมีพระพักตร์ไปพบฮ่องเต้องค์ก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเห็นว่าไท่เป่าหลินทำท่าจะยก ‘เอกสิทธิ์ไท่เป่า’ ออกมาข่มฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
ฉินเทียนหู่ก็เข้าใจดีถึงความสำคัญของศึกนี้ เขารีบนำฝ่ายสนับสนุนสงครามออกเสียงเห็นพ้องกับพลพรรคเถาหลินของฉินเฟิง
เสนาบดีกรมกลาโหมต่อว่าเสียงเย็น “ไท่เป่าหลิน ท่านคงมิได้คิดใช้ระเบียบที่ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงตั้งขึ้นคาดคั้นฝ่าบาทกระมัง?!”
ไท่เป่าหลินปรายตามอง “คาดคั้นกระไร ระเบียบที่ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงตั้งขึ้นเป็นรากฐานแห่งแคว้นต้าเหลียง หน้าที่ของซานกงคือกราบทูลแม้ตัวต้องตาย ใต้เท้าฉินกรุณาระวังวาจาด้วย!”
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมแค่นเสียงเย็น “แม้จะอ้างระเบียบที่ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงตั้ง กระนั้นก็จำต้องให้ทั้งซานกงออกเสียงอย่างพร้อมเพรียง หรือไท่เป่าหลินตั้งใจปิดฟ้าเพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือ?”
เสนาบดีกรมยุติธรรมรีบโต้กลับ “ตำแหน่งมหาเสนายังว่างอยู่ คนที่เหลืออยู่ในช่วงไว้ทุกข์ยังมิกลับ หากซานกงอยู่กันไม่ครบแล้วต้องปล่อยปละละเลยกิจการแผ่นดินหรือไร มีเรื่องเยี่ยงนี้ที่ไหนกัน! เรื่องของแผ่นดินสำคัญกว่าหรือพิธีรีตองสำคัญกว่า ช่วงเวลาพิเศษย่อมต้องปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ