บทที่ 49 สบประมาท
ตามปกติ แม้ว่าฉินเฟิงจะตะโกนลั่นเพียงใดก็คงไร้ประโยชน์ แส้หนังในมือเล็ก ๆ นั่นคงจะฟาดลงบนร่างของคนไร้ยางอายผู้นี้อย่างแน่นอน เอาให้ฟกช้ำดำเขียวร้องไห้หาพ่อหาแม่กันไปเลย!
แต่วันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของจี้อ๋อง หากสร้างเรื่องวุ่นวายย่อมไม่ดีต่อทุกฝ่าย เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เตะเข้าที่หน้าอกนายน้อยฉิน พลางสะบัดแส้ในมือเสียงดัง ‘พรึ่บ!’ ชายผู้นี้ถึงเงียบปากลงได้
สตรีผู้โหดเหี้ยมขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตวาดอย่างดุร้าย “ถ้าเจ้ายังตะโกนอีก อย่าตำหนิที่ข้าหยาบคายเล่า!”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์มีชื่อเสียงทั่วเมืองหลวงเรื่องการใช้ความรุนแรง แม้ฉินเฟิงจะไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องการแค่เงิน ในขณะที่แม่นางคนนี้น่ะต้องการชีวิต! ชีวิตเชียวนะ! เมื่อมองแส้ในมือของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็อดสะท้านไปถึงตับไตไส้พุงไม่ได้
ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของฉินเฟิงในชีวิตก่อน ทำให้เขารู้ว่าในใต้หล้านี้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น หากโมโหขึ้นมาเมื่อใดก็ฟาดแส้ไปทั่ว ร่างของนายน้อยเจ้าสำราญที่วัน ๆ รู้จักแต่สุรา ตัณหา และความมั่งคั่ง คงไม่อาจทนความเจ็บปวดนั่นได้เป็นแน่
ฉินเฟิงจับข้อเท้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แน่น พลางขอร้องอย่างขมขื่น “คุณหนูเซี่ย เจ้าและข้าในอดีตไม่มีความแค้นใด ไม่กี่วันมานี้ก็ไร้ความขุ่นข้อง ไยเจ้าลงมือโหดเหี้ยมกับข้าเช่นนี้เล่า”
ฉินเฟิง ‘ทำท่าทางน่าสงสาร กระดิกหางขอความเมตตา’ ขอแค่รอดชีวิตทำเช่นนี้ไม่ถือว่าน่าอายหรอก! แต่จะว่าไปแล้ว เท้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เล็กมากจริง ๆ เล็กกว่าฝ่ามือของฉินเฟิงเสียด้วยซ้ำ ข้อเท้าเรียวสวยนุ่มลื่นนี่ ชายหนุ่มสามารถกำรอบได้ด้วยมือเดียวเท่านั้น
ถ้าไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน ใครเล่าจะเชื่อว่า สาวน้อยที่มีรูปร่างผอมเพรียวคนนี้ เป็นพวกหัวรุนแรงและเหี้ยมโหด
ความสนใจของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของนายน้อยตระกูลฉิน ไม่ทันได้สังเกตเห็นมืออยู่ไม่นิ่งที่ลูบคลำเท้าของนางไปมา
แม้จะสัมผัสได้ถึงแรงบีบจากมือใหญ่ของฉินเฟิง แต่นางก็หาได้ใส่ใจ อย่างไรเสีย… อีกเดี๋ยวเจ้าหมอนี่ก็ตายแล้ว นางจะมีใจนึกเรื่องน่ารังเกียจของเขาได้อย่างไร?
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เหยียบหน้าอกฉินเฟิงด้วยเท้าข้างเดียว นางงอเข่าเล็กน้อยพลางเท้าแขนลงกับหัวเข่า ขณะที่มืออีกข้างสะบัดแส้ใส่หน้าอีกฝ่าย “หึ! ในอดีตไม่มีความแค้นใด ไม่กี่วันมานี้ก็ไร้ความคับข้องใจงั้นหรือ เจ้านี่มันไร้ยางอายจริง ๆ ไม่อย่างนั้นคงกล้าไม่พูดจาไร้สาระออกมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยเช่นนี้”
“ฉินเฟิง ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้เจ้าเล่นสนุกไปทั่วเมืองหลวง? คนอื่น ๆ อาจไม่อยากเอาความคนบ้าเช่นเจ้า แต่ข้าไม่สน! วันนี้ในเมื่อพบกันแล้ว คุณหนูเช่นข้าจะจัดการเจ้าเอง อย่าลืมว่าที่นี่คือเมืองหลวง ใต้พระบาทของโอรสสวรรค์ ไม่มีใครถูกรังแกได้ง่าย ๆ เป็นมังกรก็ต้องขดตัว เป็นพยัคฆ์ก็ต้องหมอบลง!”
ยามที่พูด เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็ยกแส้ของนางขึ้น พร้อมจะสอนบทเรียนให้กับชายโง่เขลา ที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เอาจริง ฉินเฟิงพลันใจเต้นแรง ตะโกนออกมาอย่างรวดเร็วว่า “แม้แต่พี่หญิงของข้ายังไม่กล้าที่จะทุบตีน้องชาย ข้าเป็นบุตรชายเสนาบดีกรมกลาโหมเชียวนะ เจ้ากล้าดีอย่างไร เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ปรากฏชัดยิ่งขึ้น “หึ เจ้ากำลังข่มขู่ข้าหรือ? ข้าจะบอกอะไรให้นะฉินเฟิง บุตรชายเสนาบดีทั้งหกกรม ถูกข้าทุบตีไปแล้วสองคน และเจ้าจะเป็นคนที่สาม เช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้ากล้าดีหรือไม่เล่า”
เดิมทีฉินเฟิงไม่ได้คาดหวังต่อคำขู่เมื่อครู่อยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถทำให้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์หวาดกลัวได้จริง ๆ ชายหนุ่มก็เริ่มแผนสำรองทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง รีบยกยิ้มขอโทษขอโพยอีกฝ่าย “คุณหนูเซี่ย ตราบใดที่เจ้าปล่อยข้าไป ข้าย่อมมีเงินตอบแทน เจ้าต้องการเงินเท่าไหร่ พูดมาได้เลย หากไม่มากเกินหนึ่งพันตำลึงเงิน เป็นอันว่าตกลง”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ระเบิดหัวเราะออกมาพลางส่ายหัว และถอนหายใจ “หนึ่งพันตำลึงเงินหรือ คิดว่ากำลังไล่ขอทานอยู่หรือไร? เจ้าไม่ได้หลอกเอาเงินจากเฉิงฟา และคนอื่น ๆ ไปมากมายแล้วรึ! จะรักษาชีวิตตนเองไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ยังจะมาขี้เหนียวอยู่อีก เจ้ามันพ่อไก่เหล็ก!*[1] รักเงินแต่ไม่รักชีวิต”
“พอแล้ว! ข้าจะไม่พูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าอีก วันนี้ต่อให้เทพเซียนลงมา เจ้าก็ต้องถูกแส้นี้เฆี่ยนตี!”
แม้ต้องเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่กำลังโกรธแค้น แต่ฉินเฟิงก็มีวิธีรับมือ “วันนั้นข้าเข้าไปในเรือนหลังก็จริง แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจ นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าไปจวนเซี่ย ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าห้องของเจ้าอยู่ที่ไหน หรือต่อให้ข้ารู้ บ่าวรับใช้มากมายเพียงนั้นย่อมมองเห็นข้า เกรงว่าต่อให้ข้าตั้งใจไปแอบดู ก็คงไม่มีโอกาสกระมัง?”
“เห็นได้ชัดว่ามีคนวางแผนใส่ความข้า พวกเขายืมดาบฆ่าคน!”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เลิกคิ้ว ดวงตาของนางยังคงขุ่นเคือง “อย่ามาแก้ตัว! บ่าวรับใช้ในสวนหลังบ้านล้วนภักดีต่อตระกูลข้า พวกเขาไม่มีวันทรยศเจ้านาย ทั่วทั้งเมืองหลวง เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่เคยก้าวเข้าไปในเรือนส่วนตัวของข้า หากไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใครไปได้อีก!”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้สาระของอีกฝ่าย นางได้ยินมาว่าเขามีวาจาเฉียบแหลม มีคารมคมคาย วันนี้ได้เห็นแล้ว สมคำร่ำลือจริง ๆ
จู่ ๆ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ข้อเท้า เมื่อก้มลงมองก็พบว่า มือสองข้างของนายน้อยฉินกำลังคลำรอบข้อเท้าของนาง นี่ไม่ใช่การดิ้นรนเอาตัวรอดแล้ว เจ้าสารเลวนี่มันตั้งใจฉวยโอกาสชัด ๆ!
ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แดงก่ำ นางทั้งอายทั้งโกรธ “เจ้าบ้า! จะตายอยู่แล้วยังกล้ามีความคิดอกุศลเช่นนี้อีก แล้วจะให้ข้าเชื่อเจ้าได้อย่างไร หากจะให้เชื่อว่าเจ้าพูดความจริง สู้ให้ข้าเชื่อว่าแม่หมูปีนต้นไม้ได้จะดีกว่า!”
ฉินเฟิงทำหน้าลำบากใจ นี่เป็นความผิดเขางั้นสิ? ไม่ใช่ว่านางเป็นฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาเองหรอกหรือ
[1] พ่อไก่เหล็ก : เป็นสำนวน หมายถึง ขี้เหนียว
[2] รักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น : เป็นสำนวน หมายถึง พยายามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีความหวัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ