บทที่ 539 กลับมาพร้อมชัยชนะ
ยามนี้ ทั้งนอกและในประตูเมืองเป่ยซีแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
บริเวณนอกเมือง จ้าวอวี้หลงและสวีโม่สวมเกราะถือหอกยาว ยืนประจำซ้ายขวาอยู่เบื้องหลังกองทหารม้าทมิฬและทหารม้าเกราะเบาที่เรียงแถวเป็นรูปปีกนกกระเรียน ธงดำประดับลายมังกรแดงปักลงพื้นทุก ๆ ระยะห่างระหว่างทหารสามสิบนาย เมื่อลมพัดผ่าน ธงก็โบกสะบัด เสียงดังกึกก้องแลดูน่าเกรงขาม
ด้านในประตูเมืองมีทหารราบยืนเรียงแถวสองข้าง ในมือถือแหลนตั้งตรงดั่งต้นสนโบราณ สร้างเป็นทางยาวถึงสองร้อยก้าว ส่วนด้านหลังทหารราบก็แน่นขนัดไปด้วยชาวเมืองเป่ยซี
ผู้คนต่างเฝ้ามองไปยังทางประตูเมือง พวกเขาสามัคคีกันรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี
หลินฉวีฉียืนอยู่ปลายสุดทางเดินพร้อมด้วยเหล่าทหารยามอารักขากรมตุลาการที่ถือ ‘ธงพิธี’ สีดำยืนรายล้อมอยู่
เหล่าขุนนางและนักปราชญ์แห่งเมือง รวมถึงบัณฑิตจวี่จื่อและซิ่วไฉต่างยืนประจำการอยู่ เช่นเดียวกับองครักษ์เสื้อแพรโม่หลีที่ปกติแทบไม่ปรากฏตัว แต่ยามนี้กลับมายืนรออยู่ข้างหลินฉวีฉีในชุดคลุมสีดำ
หัวใจของทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวคือรอต้อนรับเจ้าของอำเภอเป่ยซีให้กลับสู่ถิ่นฐาน
ยามอู่ ม้าเร็วควบม้ามาถึงอำเภอเป่ยซี ลงจากหลังม้าหน้าประตูเมือง ขณะวิ่งเข้าเมืองก็ตะโกนเสียงดังว่า “นายน้อยฉินกลับมาแล้ว!”
ชาวเมืองเป่ยซีที่รอคอยอยู่ต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังลั่น
จ้าวอวี้หลงและสวีโม่สบตากัน แววตาแห่งความตื่นเต้นปรากฏชัด
เมื่อครั้งที่จ้าวอวี้หลงนำกองทหารม้าทมิฬเข้าโจมตีก็ได้ยินเรื่องราวมากมายของฉินเฟิงมา
ในฐานะนายน้อยแห่งกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ จ้าวอวี้หลงไม่เคยยอมรับผู้ใดด้านกลยุทธ์และการทหาร ทว่ายามนี้เขากลับยอมสยบให้แก่ฉินเฟิงหมดหัวใจ
ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ฉินเฟิงนำทหารม้าสองร้อยนายบุกเข้าไปในแดนข้าศึกเพื่อช่วยเหลือเหล่าทหารกล้า
หรือครั้งที่ประจำการอยู่ที่ภูเขาชิงอวี้และต่อสู้กับทหารนับหมื่นที่ตามมาปราบปรามอยู่หลายวัน เรื่องราวเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้จ้าวอวี้หลง เขาแทบจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ตนเองตื่นเต้นเช่นนี้คือเมื่อใด
เจ้าอวี้หลงรู้สึกว่าการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาคือการติดตามฉินเฟิงมาที่อำเภอเป่ยซีแห่งนี้
มิเช่นนั้น เขาคงยังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองหลวง
ใช้ชีวิตเป็นนายน้อยผู้มั่งคั่ง แม้จะสุขสบายแต่ก็ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก
เมื่อเทียบกันแล้ว สวีโม่กลับดูสงบเสงี่ยมกว่ามาก นั่นเพราะฐานะหน่วยลาดตระเวน เมื่อครั้งที่ฉินเฟิงยังเป็นเพียงนายน้อยผู้เกียจคร้าน สวีโม่ก็ได้คบค้าสมาคมกับเขาอยู่แล้ว บัดนี้หลังจากผ่านการชุบตัวในสนามรบมาด้วยกัน มิตรภาพฉันพี่น้องนี้จึงยากที่จะสั่นคลอน
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งถ้วยชา
สายตาของทั้งคู่ก็เห็นเงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
เมื่อระยะห่างใกล้เข้ามาจนมองเห็นรูปร่างของบุคคลเหล่านั้น ทั้งสองก็อดกลั้นหายใจไม่ได้ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ฉินเฟิงนั่งอยู่บนหลังม้า สวมชุดเกราะและเสื้อคลุมสีดำสนิทซึ่งพัดปลิวตามแรงลม
มือซ้ายจับบังเหียนไว้แน่น ส่วนมือขวาก็ถือทวน เกราะป้องกันลำคอและหมวกเหล็กมีช่องว่าง เผยให้เห็นดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ดวงตาที่เคยไร้กังวล ไม่สนใจโลก ดวงตาที่เคยสำเริงสำราญเหมือนนกกระเรียนบินเล่นบนท้องฟ้า ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นดวงตาของเหยี่ยวที่เฉียบคมและเด็ดเดี่ยว
ด้านซ้ายของฉินเฟิงคือแม่ทัพผู้กล้าหาญอีกหนึ่งคน
เขาสวมเกราะและเสื้อคลุมสีดำสนิทเช่นเดียวกัน มีแหลนและธนูเหมือนกัน ทว่าบุคลิกลักษณะกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากจะกล่าวว่าฉินเฟิงเป็นนักรบที่มีความอ่อนโยน สุภาพเยี่ยงนักปราชญ์ ผู้ที่อยู่เคียงข้างผู้นี้กลับเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญที่ดุร้ายและโหดเหี้ยม
และคนผู้นี้ก็คือหนิงหู่นั่นเอง!
เทียบกับฉินเฟิงที่มีความเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว หนิงหู่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน มิหนำซ้ำยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ด้วย
ในอดีต หนิงหู่เคยถูกเรียกว่า ‘ท่านโหวน้อย’ แต่หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านสงครามมาหลายครั้ง ประกอบกับอายุที่เพิ่มขึ้น ร่างกายที่เคยอ่อนเยาว์ของเขา ตอนนี้ไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
“ขอคารวะฉินเชียนฮู่ขอรับ พวกข้าขอต้อนรับฉินเชียนฮู่กลับเมือง!”
ถึงแม้ว่าแต่เดิมฉินเฟิง จ้าวอวี้หลง และสวีโม่จะสนิทสนมกันดุจพี่น้อง ทว่ายามนี้กลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากตัวของฉินเฟิน จ้าวอวี้หลงและสวีโม่อดที่จะลงจากหลังม้าเพื่อแสดงความเคารพต่อเขามิได้
บัดนี้ฉินเฟิงหาได้เป็นเพียงแค่คนเจ้าสำราญแห่งเมืองหลวง หากแต่ได้ผันตนเป็นวีรบุรุษแห่งแดนเหนือไปเสียแล้ว เพียงแค่เขากระทืบเท้า ทั้งชายแดนเหนือรวมไปถึงแคว้นต้าเหลียงคงสั่นสะท้านราวกับมีแผ่นดินไหว
มิใช่แค่จ้าวอวี้หลงและสวีโม่เท่านั้น ทว่าหลังจากผ่านศึกครั้งนี้ กองกำลังทหารทั้งหมดแห่งชายแดนเหนือต่างก็สยบยอมต่ออำนาจบารมีของฉินเฟิงเป็นที่เรียบร้อย
ฉินเฟิงผู้นี้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ผู้ยิ่งใหญ่ เทียบเท่ากับราชวงศ์ ขุนนางทางใต้ และกองทหารประจำเมืองหลวง ความสำเร็จและความน่าเกรงขามนี้ ไม่ควรมีผู้ใดกล้าท้าทาย
เดิมทีฉินเฟิงคิดที่จะลงจากม้าแล้วโผเข้ากอดจ้าวอวี้หลงและสวีโม่เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับความทุ่มเทที่พวกเขาได้อุทิศให้กับอำเภอเป่ยซี ชายแดนเหนือ และแคว้นต้าเหลียง
หากปราศจากแม่ทัพทั้งสองคอยปกป้อง ฉินเฟิงจะกล้าเสี่ยงละทิ้ง อำเภอเป่ยซีเพื่อออกเดินทางไปช่วยหนิงหู่ได้อย่างไร
เพราะมีสหายร่วมรบเช่นนี้ ฉินเฟิงจึงรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นคุ้มค่าอย่างถึงที่สุด
ฝ่ายบู๊จ้าวอวี้หลง หนิงหู่ สวีโม่ และหลี่หลาง
ส่วนฝ่ายบุ๋นก็มีหลินฉวีฉีและหลี่จาง
ด้านงานข่าวกรองยังมีมือดีอย่างหลี่เซียวหลานและโม่หลีคอยดูแลอยู่
เมื่อมีบุคคลอันชาญฉลาดมากความสามารถทั้งหลายเหล่านี้คอยช่วยเหลือ อำเภอเป่ยซีของเขาจะต้องรุ่งเรืองมิรู้สิ้นสุดแน่
ทว่าก่อนที่ฉินเฟิงจะทันได้ลงจากหลังม้า จ้าวอวี้หลงและสวีโม่ก็รีบปรามไว้เสียก่อน
“ฉินเชียนฮู่นำชัยชนะกลับคืนสู่เมืองก็ควรจะขี่ม้าเข้าไปอย่างองอาจเพื่อให้ประชาชนอำเภอเป่ยซีได้ชื่นชม!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ