บทที่ 567 ชื่นชมซึ่งกันและกัน
หากอำเภอเป่ยซีและแคว้นที่ราบสูงร่วมมือกัน ย่อมก่อความยุ่งยากให้แก่เป่ยตี๋ได้ไม่น้อยเลย
ทว่าการกล่าวว่าจะยึดเมืองได้ถึงสามเมืองภายในครึ่งเดือน ช่างเป็นการโอ้อวดเกินจริงนัก
เป่ยตี๋เป็นพื้นที่ราบกว้างสุดลูกหูลูกตา เหมาะกับกองทหารม้าเป็นที่สุด
ครั้นกองทัพของฉินเฟิงบุกโจมตี ย่อมต้องเผชิญกับการถูกโอบล้อมจากกองทหารม้าศึกอย่างไม่รู้จบ ถึงตอนนั้น ใครจะเป็นฝ่ายชนะก็ยังไม่อาจรู้ได้
แต่ไม่ว่าจะมีกำลังพลมากน้อยเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับการตีฝีปากและการแสดงท่าทีมั่นใจ
เมื่อเห็นฉินเฟิงมีท่าทีมั่นใจเช่นนั้น เฉินซือก็ก้มหน้าครุ่นคิดโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ เฉินซือถามขึ้นว่า “ยามนี้อำเภอเป่ยซียังสามารถระดมพลได้ถึงสองหมื่นคนหรือ?”
พอได้ยินเช่นนี้ ฉินเฟิงก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
เขาขมวดคิ้ว ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่เป็นความลับทางการทหาร ข้าจะบอกท่านผู้เป็นทูตต่างแดนได้อย่างไร?”
“แม่ทัพเฉิน ท่านช่างน่าสนใจนัก”
“ข้าเองก็อยากจะถามท่านว่า ในต้าเหลียงของข้ายังมีหน่วยนกฮูกราตรีซ่อนตัวอยู่อีกมากน้อยเท่าใด?”
เฉินซือชะงักไปครู่หนึ่ง เขาสบตาฉินเฟิง แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
เฉินซือพอจะเข้าใจแล้ว
ฉินเฟิงผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางการทหารหรือยุทธศาสตร์การรบล้วนสูงส่งทั้งสิ้น
จะมีก็แต่จิตใจของเขาที่ยังเป็นเพียงชายหนุ่ม
คนประเภทนี้ ช่างน่าคบหาและเข้าถึงได้ง่าย!
ความประทับใจของเฉินซือที่มีต่อฉินเฟิงดีขึ้นเรื่อย ๆ ประตูบานในใจเปิดออกแล้ว ทั้งสองเดินและพูดคุยกันไปตลอดทาง
ฉินเฟิงเหลือบมองอย่างไม่ได้ตั้งใจ สายตาหยุดตรงแขนเสื้อ ‘ว่างเปล่า’ ของเฉินซือ
“เหมือนว่าแพทย์ทหารของเป่ยตี๋จะไม่เก่งเท่าไรนัก”
“ท่านเฉินซือผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพเป่ยตี๋กลับต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง เรื่องแบบนี้ที่อำเภอเป่ยซีของข้า ไม่อาจจินตนาการได้เลย”
พอพูดถึงแขนข้างนี้ ดวงตาของเฉินซือพลันเปล่งประกาย
เขาหยุดฝีเท้า มองฉินเฟิงด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
“พวกทหารค่ายเทียนจีล้วนแต่เป็นวีรบุรุษจริง ๆ!”
“เป็นอย่างที่เล่าลือกันจริงหรือไม่ ที่ว่าทหารของค่ายเทียนจีล้วนได้รับการฝึกฝนจากท่านโหวฉิน?”
เฉินซือไม่รู้สึกเสียดายแขนที่เสียไปแม้แต่น้อย เขาตื่นเต้นและเลือดลมก็พลุ่งพล่านทุกครั้งที่นึกถึง
หากเป่ยตี๋มีทหารเช่นทหารค่ายเทียนจีที่เชี่ยวชาญการต่อสู้พิเศษ ความแข็งแกร่งของกองทัพย่อมเพิ่มขึ้นอีกระดับแน่นอน
แม้หน่วยนกฮูกราตรีจะมีความสามารถไม่ธรรมดา แต่ก็เชี่ยวชาญด้านการเก็บรวบรวมข่าวกรองเสียมากกว่า
พวกเขาถือเป็นหน่วยสอดแนมชั้นยอด แต่ความสามารถในการต่อสู้จริงนั้นธรรมดานัก
หากพูดตามตรง หน่วยนกฮูกราตรีไม่มีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับองครักษ์เสื้อแพร ด้วยซ้ำ เมื่อต้องเผชิญกับทหารค่ายเทียนจี ก็มีแต่จะถูกฆ่าอย่างไร้ความปรานีฝ่ายเดียว
และ…
ฉินเฟิงคือผู้นำพาทหารค่ายเทียนจีต่อสู้ป้องกันภูเขาชิงอวี้ สังหารกองทัพเป่ยตี๋ ปราบปรามทหารนับหมื่นคนจนแตกพ่าย
เพียงแค่นึกถึงพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงของทหารค่ายเทียนจี เฉินซือก็รู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน จนไม่อยากแม่แต่จะกินข้าวดื่มน้ำ
เมื่อเห็นเฉินซือตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยเห็นของเล่นที่ชื่นชอบ ความประทับใจที่ฉินเฟิงมีต่อเฉินซือก็เปลี่ยนไปมาก
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอย่างในอดีต
เขาเชิดหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แน่นอน แต่ก็ไม่สำคัญว่าใครเป็นคนฝึกพวกเขามา”
“ท่านอยากได้หรือ? ถ้าอ้อนวอนข้า ข้าอาจจะฝึกทหารเป่ยตี๋ของท่านให้สักกองทัพ”
ได้ยินเช่นนั้น เฉินซือก็เงยหน้าหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ท่านโหวฉินช่างเป็นคนร่าเริงจริง ๆ หากท่านยอมฝึกทหารให้ข้า อย่าว่าแต่อ้อนวอน ข้าจะยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ท่านทีเดียว”
“หากท่านโหวฉินเป็นขุนนางของเป่ยตี๋ ทหารค่ายเทียนจีภายใต้การบัญชาการของท่าน คงเพิ่มจำนวนเป็นหลายพันคนแล้ว”
“ไม่เหมือนฮ่องเต้ของพวกท่าน เขามีแต่ความระแวงสงสัย ไม่ยอมให้ทหารค่ายเทียนจีขยายกำลังพลเด็ดขาด”
เรื่องนี้ถือเป็นความลับทางการทหาร บอกเฉินซือไม่ได้
กองทหารม้าทมิฬแห่งเป่ยซีสู้รบอย่างดุเดือดกับกองพลพญาอินทรีหลายครั้ง และเนื่องจากทหารทุกคนสวมเกราะหนักทั้งตัว หากต้องการสร้างความเสียหายให้กองทหารม้าทมิฬ การจะเจาะเกราะด้วยธนูจำเป็นต้องยิงโดนจุดสำคัญเท่านั้น
บ่อยครั้งกองทหารม้าทมิฬของอำเภอเป่ยซีถูกธนูยิงใส่จนทั้งตัวเต็มไปด้วยลูกธนูราวกับเม่น พวกเขาก็จะรีบล่าถอยกลับไปด้านหลัง
ด้วยบาดแผลจากธนู ถึงไม่ถูกจุดสำคัญ แต่ก็ยังอันตรายมาก
หากแผลติดเชื้อก็ทำให้สูญเสียกำลังพลได้
โชคดีที่หลังสงครามใหญ่เริ่มได้ไม่นานฉินเฟิงได้พัฒนา ‘การรักษาบาดแผลจากธนู’ พยายามป้องกันไม่ให้แผลจากธนูเกิดการติดเชื้อ
อีกทั้งยังทำผงป๋ายเย่าเป่ยซีขึ้นมา เป็นยาผงที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผลภายนอกโดยเฉพาะ
ตราบใดลูกธนูไม่ถูกจุดสำคัญหรือเสียเลือดมากเกินไป กองทหารม้าทมิฬก็จะถอยกลับเข้าเมืองไปพักรักษาตัว ไม่กี่วันก็กลับสู่สนามรบได้อีกครั้ง
การลดอัตราการเสียชีวิตของทหารส่งผลต่อสงครามอย่างมหาศาล
ฉินเฟิงมองเฉินซืออย่างลึกซึ้ง
เฉินซือผู้เฉลียวฉลาดตระหนักได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่าง เขาจึงลองหยั่งเชิงว่า “หรือจะเกี่ยวกับบาดแผลจากธนูเล่า?”
ฉินเฟิงเพียงแสดงออกหน้าสีหน้า ‘เจ้าก็คาดเดาเอาเองสิ!’
เฉินซือก้มหน้าพลางลูบคางครุ่นคิด แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเป็นเพราะเหตุใด
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน ชายหนุ่มตรงหน้าเขามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อสงครามระหว่างแคว้นครั้งนี้!
หากปราศจากฉินเฟิง สงครามครั้งนี้ เป่ยตี๋คงได้หัวเราะจนถึงวินาทีสุดท้าย
“จะว่าไปแล้ว แคว้นเป่ยตี๋ของข้าพ่ายแพ้ต่อแคว้นต้าเหลียง ก็ไม่เท่าพ่ายแพ้ต่อท่านโหวฉิน”
“ต่อไปหากท่านโหวฉินมีโอกาสมาเยือนแคว้นเป่ยตี๋ ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านโหวฉินอย่างดีเป็นแน่”
“ในสนามรบเราเป็นศัตรู แต่นอกสนามรบการเราผูกมิตรกันไว้จะเป็นกระไรไป”
คำพูดนี้ไม่ผิด
ฉินเฟิงยิ้มพลางพยักหน้า ตอบรับด้วยความยินดี

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ